โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘หนี้’ ครัวเรือนไทยใหญ่ระดับโลก!

Wealth Me Up

อัพเดต 14 ก.พ. 2568 เวลา 12.15 น. • เผยแพร่ 15 ก.พ. 2568 เวลา 05.00 น. • Wealth Me Up

ใช้แรงทำเงิน& ให้เงินทำงาน กดSubscribe รอเลย…

Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line

หนี้ครัวเรือนไทย วิกฤต ติดอันดับโลก!

ประเทศพัฒนาแล้ว หนี้สูง แต่ทำไมไม่น่าห่วง?

แล้วไทยจะออกจาก กับดักหนี้ครัวเรือน ได้อย่างไร?

มองหนี้ครัวเรือนระดับโลก

หากมองในระดับโลก ข้อมูลจากTrading Economics.com ระบุว่า ณ เดือนธันวาคม2023 ประเทศไทยอยู่ในอันดับ6 ของประเทศหรือเขตเศรษฐกิจที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีสูงที่สุดในโลก หรือมีสัดส่วน92.3% ของจีดีพี

โดยอันดับ 1 คือ สวิตเซอร์แลนด์ 128% อันดับ 2 ออสเตรเลีย 110% อันดับ 3 แคนาดา 103% อันดับ 4 เกาหลีใต้ 100% อันดับ 5 ฮ่องกง 93.2% อันดับ 7 นิวซีแลนด์ 91.5% อันดับ 8 เดนมาร์ก 89% อันดับ 9 เนเธอร์แลนด์ 87.6% และอันดับ 10 นอร์เวย์ 86.4%

จะเห็นได้ว่าประเทศที่อยู่ในระดับท็อป 10 ทั้งหมด ยกเว้นประเทศไทย เป็นประเทศพัฒนาแล้วทั้งสิ้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ไม่ได้มองเรื่องหนี้ในแง่ลบทั้งหมด เพราะการมีหนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจเช่นกัน เพราะเป็นการจัดสรรการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เอาเงินจากคนที่มีไปให้คนที่ไม่มี

โดยบทวิเคราะห์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า โดยทั่วไปหนี้ครัวเรือนในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย แคนาดา มักเป็นหนี้การซื้อที่อยู่อาศัยเป็นหลัก ถือได้ว่าเป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่ง เพราะนอกจากใช้อยู่แล้ว ก็ยังมีแนวโน้มว่า มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์จะสูงขึ้นมากกว่าอัตราดอกเบี้ยในระยะยาวด้วย

อย่างไรก็ตาม ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ BIS ระบุว่า สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีของหลายประเทศเพิ่มขึ้นมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และจากการวิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลของ 54 เขตเศษฐกิจในช่วงปี 1990-2015 พบว่า หนี้ครัวเรือนจะช่วยกระตุ้นการบริโภคและการเติบโตของเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น หรือส่วนใหญ่แค่ 1 ปีเท่านั้น

แต่ในทางกลับกัน หนี้ครัวเรือนที่สูงเกิน 80% ต่อจีดีพีมีแนวโน้มทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวลดลง คือ เมื่อหนี้เพิ่มขึ้น 1% อาจทำให้เศรษฐกิจเติบโตลดลงมากถึง 0.1%

‘หนี้ครัวเรือน’ แบบไหนน่าห่วง?

หนี้ครัวเรือนน่าห่วงหรือไม่ สามารถพิจารณาจาก 3 ปัจจัย คือ

1. ระดับหนี้

หากหนี้ต่อจีดีพีอยู่ในระดับสูงจะส่งผลให้รายได้ที่ใช้ได้จริงลดลง แต่ได้ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลทั้งหมด เพราะต้องดูปัจจัยอื่นประกอบด้วย แต่ในทางกลับกัน หากประเทศไหนมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่ำเกินไป อาจหมายถึง คนเข้าไม่ถึงสินเชื่อก็เป็นได้ เช่น อาร์เจนตินา มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนเพียง 4.1% ของจีดีพีเท่านั้น แต่เป็นประเทศที่เจอกับวิกฤตเศรษฐกิจหนักหน่วง ประชาชนอยู่กันอย่างยากลำบาก อยู่ในภาวะยากจนกว่าครึ่งประเทศ มีคนว่างงานสูงกว่า 20% เงินเฟ้อพุ่งทะลุ 200% ไปแล้ว

2. องค์ประกอบหนี้

ต้องดูว่าเป็นหนี้ประเภทไหน เป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเป็นหนี้ที่จะช่วยสร้างรายได้ในอนาคตกันแน่ ถ้าเป็นหนี้แบบหลัง เช่น กู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย เพื่อการศึกษา หรือการลงทุน ก็อาจไม่ใช่เรื่องน่าห่วงเท่าไหร่ ตราบใดที่ผู้กู้ยังมีศักยภาพในการชำระหนี้ เศรษฐกิจของประเทศยังมีอัตราการเติบโตดี เช่น มาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้านของไทย ที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือน 69.4% ของจีดีพี หนี้ส่วนใหญ่มากกว่า 70% เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต เช่น หนี้ที่อยู่อาศัย หนี้ซื้อสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย และหนี้เพื่อการลงทุน

นอกจากนี้ เศรษฐกิจมาเลเซียก็โตต่อเนื่องประมาณ 4-5% ทำให้คนมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีความสามารถชำระหนี้ได้ เห็นได้จากหนี้เสียค่อนข้างต่ำมาก หรือไม่ถึง 2%

แต่การเป็นหนี้ที่อยู่อาศัยก็อาจเป็นปัญหาได้เช่นกัน เช่น กรณีของจีน ที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือน 62.1% ของจีดีพี และหนี้ครัวเรือนกว่า 60% เป็นหนี้อสังหาริมทรัพย์ และเราก็เห็นข่าวปัญหาวิกฤตตลาดอสังหาฯ ของจีนมาอย่างต่อเนื่อง จึงอาจเป็นตัวอย่างให้ประเทศอื่นได้เรียนรู้ว่า หากจัดการไม่ดี ปล่อยให้มีการสร้างอสังหาฯ จนล้นตลาด เพราะการเก็งกำไร ก็จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในวงกว้างได้

3. ภาวะเศรษฐกิจ

หากเศรษฐกิจของประเทศเติบโตสูงอย่างมีเสถียรภาพ ครัวเรือนที่เป็นหนี้ก็จะสามารถบริหารจัดการหนี้ได้ แต่ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจซบเซา เติบโตต่ำต่อเนื่อง หนี้ครัวเรือนอาจลุกลามเป็นวิกฤตได้เช่นกัน

หนี้ครัวเรือนไทย ทำไมน่ากังวล?

โดยรายงานสรุปภาพรวมธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 1 ปี 2024 โดยแบงก์ชาติ ระบุว่า หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4 ปี 2023 เล็กน้อย และต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มเปราะบางจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า

ซึ่งจากกราฟจะเห็นว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีตัวเร่งสำคัญคือ วิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น น้ำท่วมใหญ่, โควิดระบาด

ธนาคารแห่งประเทศไทยยังให้ข้อมูลตัวเลขที่น่าสนใจด้วยว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไทยต่อจีดีพี สูงกว่าประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย อินเดีย และที่สำคัญคือ สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีของไทยยังขยายตัวเร็วกว่าหลายประเทศอย่างชัดเจน โดยเพิ่มขึ้น 55% ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา นับถึงปี 2021

เมื่อมาแจกแจงองค์ประกอบหนี้ครัวเรือนคนไทย ข้อมูลจากเครดิตบูโรของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ทำให้เห็นว่า หนี้ครัวเรือนไทยส่วนใหญ่หรือเกือบ 70% เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ คือ เป็นหนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล เป็นหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง มีภาระผ่อนต่อเดือนสูง และคนไทยมีหนี้บ้านเพียง 35% ของมูลค่าหนี้ทั้งหมด ซึ่งข้อมูลดังกล่าวตอกย้ำว่า สถานการณ์หนี้ของคนไทยค่อนข้างน่าห่วง เพราะส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ไม่สร้างรายได้ในอนาคต

ยิ่งไปกว่านั้น ประมาณ 20% ของคนไทยที่เป็นหนี้ในเครดิตบูโรกำลังมีปัญหาหนี้เสียอีกด้วย โดยคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงานมีหนี้เร็วขึ้น และเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนคนมีหนี้เสียสูงที่สุดอีกต่างหาก

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มที่น่าห่วงคือ เกษตรกรและผู้รายได้น้อย ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่มีสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้สูง โดยเฉลี่ย 12 ปีที่ผ่านมา นับถึงปี 2021 สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ของเกษตรกรอยู่ที่ 34% และ กลุ่มผู้มีรายได้น้อยอยู่ที่ 41% หมายความว่า พวกเขาจะเหลือเงินใช้และเงินเก็บน้อยลง และอาจมีหนี้ที่มากเกินจะจ่ายไหวอีกด้วย

ทางแก้ ‘หนี้ครัวเรือน’

บทวิเคราะห์ของธนาคารแห่งประเทศไทยแนะนำแนวทางแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไว้ 4 แนวทางคือ

1. เน้นแก้ปัญหาแบบตรงจุดให้เหมาะกับสถานการณ์และปัญหาของลูกค้าแต่ละกลุ่ม

2. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมียุทธศาสตร์การแก้ปัญหาที่ชัดเจน เพื่อดำเนินนโยบายและมาตรการต่างๆ ไปในทิศทางเดียวกัน

3. การแก้ปัญหาต้องไม่ซ้ำเติมเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ หรือบั่นทอนการเติบโตของเศรษฐกิจ และต้องเป็นธรรมกับเจ้าหนี้และลูกหนี้

4. การแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานรัฐ สถาบันการเงิน และลูกหนี้

ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ที่หลายคนรู้สึกไม่มั่นใจเกี่ยวกับอนาคตรายได้ของตัวเองแบบนี้ การไม่สร้างหนี้ใหม่ โดยเฉพาะหนี้ที่ไม่เกิดรายได้ หรือหนี้ที่เกิดจาก “ความอยาก” ไม่ใช่เกิดจาก “ความจำเป็น” เป็นสิ่งที่ควรจะงดเว้นเด็ดขาด

ส่วนคนที่มีหนี้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนี้ประเภทไหน ก็ต้องบริหารจัดการหนี้ให้ดี หากคิดว่าไม่สามารถจัดการได้ด้วยตัวเอง ก็ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองด่ำดิ่งในหลุมหนี้ลึกลงไปเรื่อยๆ

#WealthMeUp

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...