ธปท. ชี้ Virtual Bank จะเปิดทางผู้เล่นรายใหม่ ใช้เทคโนโลยีช่วยเข้าถึงแหล่งเงิน
ธปท. มั่นใจ Virtual Bank จะเปิดทางผู้เล่นรายใหม่ ใช้เทคโนโลยีช่วยเข้าถึงแหล่งเงิน โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เตรียมปรับปรุงเกณฑ์ Sandbox ให้คล่องตัวขึ้น หนุนนวัตกรรม
22 เม.ย.2568 ดร. รุ่ง โปษยานนท์ มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในหัวข้อ “From Open Finance to an Inclusive Digital Society” ในงาน Money20/20 ว่า ภูมิภาคเอเชียซึ่งมีเศรษฐกิจที่หลากหลาย เป็นพื้นที่ที่มีโอกาสอันยิ่งใหญ่ในการพัฒนาฟินเทค ด้วยประชากรที่รวมกันมากกว่า 650 ล้านคน และฐานผู้บริโภคดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ศักยภาพจึงมหาศาล
เศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนคาดว่าจะมีมูลค่าเกิน 360 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2568 อย่างไรก็ตาม พบว่ายังคงมีประชากรจำนวนมากที่ยังไม่มีบัญชีธนาคาร หรือเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบได้ไม่เต็มที่ ตัวอย่างเช่น งานวิจัยระบุว่ามากกว่า 60% ของผู้ใหญ่ในบางประเทศอาเซียนยังไม่มีบริการทางการเงินในระบบ การที่ประชากรจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงบริการเหล่านี้เป็นโอกาสสำคัญที่ฟินเทคจะสามารถนำเสนอบริการที่เกี่ยวข้องและเข้าถึงได้
สาเหตุของการเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินมีหลายมิติ อาทิ การขาดข้อมูลเพียงพอในการประเมินเครดิต ความไม่โปร่งใสของผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และระบบที่เชื่อมต่อกันได้ไม่ดี ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ธนาคารแบบดั้งเดิมมีต้นทุนในการหาลูกค้าที่สูง และไม่สามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่ฟินเทคจะมีความคล่องตัวและขับเคลื่อนด้วยข้อมูล จึงอยู่ในจุดที่สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านี้ได้ โดยส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงิน และกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการพัฒนาเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมให้แก่ชุมชนต่างๆ
สำหรับเป้าหมายนโยบายในการขับเคลื่อนการเงินดิจิทัลที่ครอบคลุม มักต้องสร้างสมดุลระหว่าง 3 เรื่องหลัก ได้แก่
- เสถียรภาพ/ความปลอดภัย
- ประสิทธิภาพ และ
- การเข้าถึง ซึ่ง “การเข้าถึง” ที่กล่าวถึงนี้ มีความหมายถึงมากกว่าการมีบัญชีธนาคาร แต่รวมถึงการที่ทุกคน ทั้งบุคคลธรรมดา ธุรกิจขนาดเล็ก และกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงและใช้บริการทางการเงินที่เหมาะสม เช่น การชำระเงิน การออม การกู้ยืม และการประกันภัย ได้อย่างสะดวกและราคาเอื้อมถึง
ในระยะแรกของการพัฒนา “พร้อมเพย์” ซึ่งเป็นระบบชำระเงินแบบเรียลไทม์ระดับชาติของไทย เรามุ่งเน้นที่การขยายการเข้าถึงและรักษาเสถียรภาพของระบบ ปัจจุบัน เราให้ความสำคัญกับการแข่งขันและประสิทธิภาพ โดยตระหนักว่า การมีผู้เล่นรายใหม่ที่มีขนาดเล็กและคล่องตัว เช่น ฟินเทค มักสามารถคิดค้นนวัตกรรมและตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่มได้ดีกว่า ด้วยโครงสร้างที่ยืดหยุ่นมากกว่า
สิ่งนี้ได้นำไปสู่การกำหนดนโยบาย “3 Open” ได้แก่:
- Open Infrastructure: ส่งเสริมการเชื่อมต่อระหว่างระบบต่างๆ เพื่อการทำธุรกรรมที่มีประสิทธิภาพ
- Open Data: ส่งเสริมการแบ่งปันข้อมูลเพื่อสร้างบริการทางการเงินให้เป็นแบบเฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น
- Open Competition: ส่งเสริมการแข่งขันจากผู้เล่นรายใหม่เพื่อสร้างนวัตกรรมและทางเลือกแก่ผู้บริโภค
โดยในแต่ละด้านของ “3 Open” เหล่านี้ ที่เริ่ม 1 จากพร้อมเพย์สู่ Open Infrastructure ในปี 2558 เรามุ่งส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินผ่านการชำระเงินดิจิทัล นำไปสู่การพัฒนาระบบ “พร้อมเพย์” ซึ่งในขณะนั้นใช้แนวทางกำกับเฉพาะธนาคาร ได้แก่ การคืนภาษีและสวัสดิการผ่านระบบ, การลดค่าธรรมเนียม, การใช้มาตรฐานร่วมกัน, และการเน้นเสถียรภาพของระบบ
ในทางเศรษฐศาสตร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินถือเป็น “natural monopoly” ที่ขยายใหญ่ขึ้นด้วย economies of scale เครือข่าย และการสะสมข้อมูล ดังนั้น โครงสร้างพื้นฐานสำคัญจำเป็นต้องได้รับการกำกับดูแล โดยเฉพาะในเรื่องการเข้าถึงและโครงสร้างค่าธรรมเนียม เพื่อให้มั่นใจว่าเกิดประสิทธิภาพด้านต้นทุนอย่างแท้จริง
ข้อจำกัดที่ไม่อนุญาตให้ผู้ให้บริการที่ไม่ใช่ธนาคารเข้าร่วมในช่วงแรก แม้จะส่งผลให้เกิดการใช้งานในวงกว้างและระบบมีเสถียรภาพ แต่กลับส่งผลลบต่อการแข่งขันและนวัตกรรมของผู้เล่นเดิม ซึ่งขาดแรงกดดันให้ปรับตัว นี่คือบทเรียนสำคัญที่นำไปสู่การเปิดโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบัน
ปัจจุบัน เราเน้นเรื่อง “ประสิทธิภาพ” มากขึ้น โดยเปิดให้ non-bank มีบทบาทในโครงสร้างพื้นฐาน Open Infrastructure เพื่อขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินดิจิทัลของกลุ่มประชากรที่เข้าไม่ถึงบริการ โดย BOT จะเพิ่มการกำกับดูแลระบบการชำระเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (SIRPS) ให้สอดคล้องกับแนวทางของธนาคารกลางต่างประเทศ เช่น ธนาคารกลางยุโรป โดยมุ่งที่เกณฑ์ด้านการเป็นสมาชิก, กฎเกณฑ์การเข้าถึง, และโครงสร้างค่าธรรมเนียม
ยุทธศาสตร์การชำระเงินของไทยคือ “การชำระเงินควรเป็นมากกว่าการชำระเงิน” BOT จึงให้ความสำคัญกับทั้ง Open payment infrastructure และ Open payment data เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน
2 คือการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีผ่าน Open Data จากประสบการณ์ตรงของ PromptPay ที่ช่วยเร่งการใช้งานการชำระเงินรายย่อยอย่างกว้างขวาง เรากำลังเดินหน้าสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ซึ่งถือเป็นชั้นสำคัญลำดับถัดไปของเศรษฐกิจดิจิทัล
Open Data ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นตัวเร่งให้เกิดการเข้าถึงบริการทางการเงิน ขณะนี้ข้อมูลของลูกค้ากระจัดกระจายอยู่ตามผู้ให้บริการและหน่วยงานต่าง ๆ หากเรามีกลไกที่ให้ลูกค้าขอให้ผู้ให้บริการหรือหน่วยงานที่ถือข้อมูลส่งข้อมูลไปยังอีกหน่วยหนึ่งได้ จะช่วยให้ลูกค้าใช้ข้อมูลของตนเองเพื่อเข้าถึงบริการทางการเงินที่ดีขึ้นได้
BOT ได้ดำเนิน “โครงการ Your Data” เพื่อให้ลูกค้าใช้สิทธิส่งข้อมูลทางการเงินและข้อมูลอื่น ๆ ไปยังผู้ให้บริการรายอื่นตามความยินยอมของลูกค้า โดย use case ที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ๆ คือ การเข้าถึงสินเชื่ออย่างเหมาะสม และการบริหารจัดการการเงินส่วนบุคคล ซึ่งเป็นช่องว่างที่ยังมีอยู่มากในระบบการเงินไทย
ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ประวัติการชำระเงิน, ยอดเงินคงเหลือ, พอร์ตการลงทุน, และข้อมูลจากภาครัฐ เช่น ข้อมูลการยื่นภาษีและการใช้สาธารณูปโภคต่าง ๆ การแบ่งปันข้อมูลเหล่านี้อย่างปลอดภัยและราบรื่น จะช่วยให้บุคคลทั่วไปและ SMEs โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน สามารถเข้าถึงบริการที่ตรงความต้องการมากขึ้น และมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มที่
และ 3 Open Infrastructure และ Open Data เป็นรากฐานของ Open Competition เมื่อ “โครงการ Your Data” ใกล้จะเปิดตัว เรากำลังสร้างรากฐานด้านข้อมูลที่มั่นคงภายในระบบการเงินไปพร้อม ๆ กับการส่งเสริมฝั่ง “ดีมานด์” โดยเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการทางการเงินนำข้อมูลไปพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อและเครื่องมือบริหารเงินส่วนบุคคล
“การออกใบอนุญาตธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) จะเปิดทางให้ผู้เล่นรายใหม่ที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ การจัดตั้งหน่วยงานค้ำประกันสินเชื่อแห่งชาติ (National Credit Guarantee Agency) ที่กำลังจะเกิดขึ้น จะใช้กลไกรับส่งข้อมูลนี้ในการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะสำหรับ SMEs ที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน”
เมื่อมีโครงสร้างพื้นฐานและข้อมูลแล้ว ผู้เล่นทุกกลุ่ม – ธนาคาร, ฟินเทค, และผู้ให้บริการอื่น ๆ – จะสามารถแข่งขันกันอย่างเต็มศักยภาพแบบ Open Competition สามารถสร้างนวัตกรรม และยกระดับบริการทางการเงินให้แก่กลุ่มที่เข้าไม่ถึงบริการในปัจจุบัน
ฟินเทค ซึ่งมีความคล่องตัวและรับความเสี่ยงได้มากกว่าผู้ให้บริการแบบเดิม สามารถตอบสนองกลุ่มเฉพาะได้ดีกว่า เช่น การใช้ข้อมูลทางเลือกในการให้เครดิตสำหรับผู้ที่ไม่มีประวัติเครดิต การออกแบบแพลตฟอร์มดิจิทัลเฉพาะสำหรับการจัดการห่วงโซ่ซัพพลายและการจัดหาเงินทุนผ่านใบแจ้งหนี้ หรือระบบบัญชีควบรวมการชำระเงินที่ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กดำเนินงานได้คล่องตัวขึ้น
ดร. รุ่ง กล่าวอีกว่า ในขณะที่เราส่งเสริมผู้เล่นรายใหม่ให้เข้ามาแข่งขันและขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยเฉพาะฟินเทคที่มีความสามารถด้านเทคโนโลยี และความพร้อมในการรับความเสี่ยงมากกว่าสำหรับกลุ่มที่เข้าไม่ถึงบริการ เราก็ตระหนักถึงความเสี่ยงที่มากับเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ด้วย
นอกเหนือจากเทคโนโลยีพื้นฐานอย่างสินทรัพย์ดิจิทัลและการทำ Tokenization แล้ว ฟินเทคยังเป็นผู้นำในด้านใหม่ ๆ เช่น แพลตฟอร์มการค้าระหว่างประเทศที่ใช้บล็อกเชน ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความโปร่งใสให้แก่ SMEs ในการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน รวมถึงเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลที่ช่วยให้ SMEs วางแผนการเงินได้ดีขึ้น และเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ วิธีการกำกับดูแลของเราจึงต้องคำนึงถึงทั้งศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรม และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการขยายโอกาสและการรักษาเสถียรภาพของระบบ
ดร. รุ่ง กล่าวอีกว่า เมื่อมีโครงสร้างพื้นฐานและข้อมูลที่เปิดกว้าง ซึ่งเอื้อต่อระบบนิเวศที่มีผู้เล่นหลากหลายประเภท รวมถึงฟินเทคที่คล่องตัวและสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มเปราะบางได้ดี แนวทางของเราต่อจากนี้จึงต้องเป็นการเรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง
โดยเข้าใจว่าเทคโนโลยีการเงินเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และไม่มีหน่วยงานใดมีคำตอบที่ถูกต้องทั้งหมด ดังนั้น เราจึงมุ่งเน้นการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรม รวมถึงฟินเทค เพื่อพัฒนานโยบายและรับมือกับความซับซ้อนของบริบทใหม่ ๆ อย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ ยังเรียนรู้จากประสบการณ์ของทั้งหน่วยงานกำกับดูแล และบริษัทฟินเทคชั้นนำในอาเซียนและทั่วโลก เพื่อร่วมกันสร้างความเข้าใจที่นำไปสู่ระบบการเงินที่เข้มแข็งและครอบคลุม
“จากการทดลองภายในของเราเองกับเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น CBDC เราได้แนวทางการเรียนรู้และปรับตัวนี้ไปยังการให้บริการใหม่ ๆ ในภาคการเงิน เราเข้าใจดีว่า นวัตกรรม โดยเฉพาะจากผู้เล่นรายใหม่ อาจให้ผลลัพธ์ที่คาดเดาไม่ได้ แนวทางของเราจึงเน้นการตั้ง “ราวกั้น (Guardrails)” อย่างชัดเจน โดยร่วมกันกำหนดขอบเขตความเสี่ยงของระบบ แต่ยังเปิดโอกาสให้ทดลองและสร้างสรรค์ได้ เพื่อให้ระบบการเงินมีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับนวัตกรรมได้อย่างปลอดภัย”
ดร. รุ่ง กล่าวด้วยว่า องค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์ความร่วมมือของเราคือ Regulatory Sandbox เวอร์ชันใหม่ที่ปรับปรุงให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมควบคุมความเสี่ยงที่ออกแบบมาเพื่อดึงดูดฟินเทคและนวัตกรรมเข้ามาทดลองในประเทศไทยอย่างปลอดภัย
กรณีใช้งานในระยะแรก ได้แก่
- Programmable Payments: เช่น “Tourist Wallet” ที่สามารถแปลงเหรียญ USD ที่มีเสถียรภาพเป็นเหรียญ THB ที่มีเสถียรภาพ เพื่อใช้ในการใช้จ่ายในประเทศไทยของนักท่องเที่ยว
- Programmable Escrow Payments: การใช้ระบบอัตโนมัติในการปล่อยเงินตามเงื่อนไข เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและโปร่งใสในธุรกิจออนไลน์
กรณีเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของโอกาสที่เป็นรูปธรรมภายใน Sandbox ของธปท.
“เราตระหนักว่า Sandbox ที่มีขั้นตอนยุ่งยากอาจขัดขวางนวัตกรรมได้ ดังนั้น BOT จึงอยู่ระหว่างการปรับปรุง Sandbox ให้คล่องตัวขึ้น เปิดขอบเขตการทดลองให้กว้างขึ้น ลดภาระด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และเร่งกระบวนการพิจารณาให้เสร็จภายใน 6 ถึง 12 เดือน สำหรับโครงการอย่าง Programmable Payments”
อย่างไรก็ดี Sandbox นี้เปิดกว้างทั้งสำหรับหน่วยงานที่ได้รับใบอนุญาตแล้ว และหน่วยงานที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาต เพื่อสร้างพื้นที่ความร่วมมือที่หลากหลาย ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และการพัฒนาแบบรวดเร็ว และบทเรียนที่ได้จาก Sandbox นี้จะนำไปสู่การกำกับดูแลที่เหมาะสมและสนับสนุนนิเวศการเงินดิจิทัลของไทยในระยะยาว