บิ๊กมูฟ THE KLINIQUE เจาะตลาด “สวยติดแกลม”
THE KLINIQUE เปิดตลาดใหม่ “เลเซอร์กำจัดขน” รับเทรนด์คนไทยสวยติดแกลมโหม Music marketing ปล่อยเพลงลูกทุ่งติดแกลม “ถ้าพี่ไม่ชัวร์ หนูอยากโดน (เล)” เจาะลูกค้าใหม่-ต่างจังหวัด ทุ่ม 300 ลบ.ขยายสาขาใหม่ 10 สาขาปักหมุดเชียงราย-สุราษฏ์ธานี รับลูกค้าประเทศเพื่อนบ้านกระเป๋าหนัก พร้อมกระตุ้นตลาดCLMV อินโดนีเซีย จีน เพิ่ม
นายแพทย์อภิรุจ ทองวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดศัลยกรรมและความงามของประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 คาดว่ามูลค่าตลาดรวมจะสูงถึง 76,500 ล้านบาท เติบโตขึ้น 2.8% จากปีก่อนหน้า
จากผลการสำรวจของ Euromonitor ปี 2022 พบว่า 3 อันดับ นิยามความงามของไทย คือ
- อันดับ 1 สวยแบบมีสุขภาพดี (Looking healthy)
- อันดับ 2 สวยติดแกลม สวยหรู ดูแพง (Glamorous beauty)
- อันดับ 3 สวยในแบบที่เป็นตัวเองอย่างดีที่สุด (Looking your best)
ซึ่ง THE KLINIQUE สามารถรองรับความต้องการของผู้บริโภคในทั้ง 3 อันดับนิยามความงามได้ รวมทั้งภาพลักษณ์ของแบรนด์ก็สอดคล้องกับเทรนด์ดังกล่าวเช่นกัน
ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมา THE KLINIQUE สามารถทำรายได้ราวๆ 3,000 ล้านบาทสูงสุดเป็นอันดับ 1ของอุตสาหกรรม จากสาขาทั้งหมด 45 สาขาทั่วประเทศแบ่งเป็นกรุงเทพฯและต่างจังหวัด 50%: 50% ทั้งนี้รายได้หลัก 80% มาจากการให้บริการทางด้านผิวหนัง รองลงมา 20% เป็นการให้บริการดูแลรูปร่าง ศัลยกรรม และ wellness
“เป้าหมายของเราคือต้องการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมให้บริการความงาม ตลอดระยะเวลา 16 ปีของการทำธุรกิจเราลงทุนกับนวัตกรรมและเครื่องมือแพทย์ไปแล้วกว่า 1,500 ล้านบาท ทำให้เราสามารถให้บริการลูกค้าได้ครอบคลุมซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าอยู่กับเรานานขึ้น ในปี 2024 ที่ผ่านมาเราสามารถทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำได้ถึง 70% จากฐานลูกค้าในมือ 4-5 แสนราย”
สิ่งที่น่าสนใจคือบริการที่เติบโตมากที่สุดถึง 30% คือ“เลเซอร์กำจัดขน” จากฐานสัดส่วนรายได้ในอดีต 5-7% เท่านั้น โดยลูกค้าหลักยังคงเป็นเพศหญิง 70% ที่นิยมใช้บริการเลเซอร์กำจัดขนรักแร้ บิกินี่และขาขณะที่สัดส่วนลูกค้าผู้ชาย 30% ใช้บริการกำจัดหนวดเครา รักแร้และบิกินี่
“เราเห็นโอกาสการเติบโตในตลาดเลเซอร์กำจัดขน จึงเริ่มมูฟเข้าไปตลาดกำจัดขนมากขึ้น เพราะเป็นตลาดที่มีลูกค้ากว้างแทบทุกคนมีปัญหาเรื่องขนโดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ที่มีความกังวลมาก ทำให้เราได้ลูกค้ากลุ่มที่เด็กลงจากฐานลูกค้าเดิมที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป และตรงตามนโยบายที่ต้องการจับกลุ่มลูกค้าที่เด็กลงเพื่อปูทางเมื่อเข้าสู่วัยทำงานที่มี budget มากขึ้นลุกค้าก็จะมาใช้บริการอื่นเพิ่มในอนาคต สิ่งที่น่าสนใจคือเกือบครึ่งของลูกค้าเลเซอร์ขนเป็นเคสแก้จากการรักษาจากที่อื่นแล้วไม่เห็นผล นอกจากนี้ยังทำให้เราได้กลุ่มลูกค้าผู้ชายเพิ่มมากขึ้น”
สำหรับปีนี้THE KLINIQUE ตั้งเป้าการเติบโตของเซกเมนต์เลเซอร์กำจัดขน 15-20% โดยใช้ Music marketing สร้างเพลง“ถ้าพี่ไม่ชัวร์ หนูอยากโดน (เล)” ให้“เพลงนำแบรนด์” ในคอนเซ็ปต์“ลูกทุ่งติดแกลม” โดยมีจ๊ะ นงผณี มหาดไทย และ มิกซ์ เฉลิมศรี ร่วมร้องและแต่งเพลง
หลังจากซอฟล๊อนซฺบางส่วนของเพลงบนโซเชียลมีเดียเริ่มมีอินฟลูเอนเซอร์นำมาคัฟเวอร์ ขณะเดียวกัน จ๊ะ นงผณี เริ่มใช้เพลงในบนเวทีคอนเสิร์ตคาดว่าหลังจากปล่อยเพลงเต็มในช่วงสงกรานต์จะได้รับการตอบรับที่ดี และช่วยให้ THE KLINIQUEเปิดตลาดใหม่ในกลุ่มเลเซอร์กำจัดขนได้เร็วขึ้นและสามารถขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มลูกทุ่งได้มากขึ้น
“เราประสบความสำเร็จจากการใช้ Music Marketing แรกเพลง “หมอไหน” ในครั้งที่ผ่านมาทำให้เราได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ไม่เคยรู้จัก THE KLINIQUE มาก่อน ครั้งนี้เราต้องการใช้เพลงนี้ทำให้คนที่ยังไม่เคยรู้จัก THE KLINIQUEรู้จักเรามากขึ้น โดยเฉพาะต่างจังหวัดซึ่งปัจจุบันเรามีสัดส่วนสาขาในกรุงเทพฯ 50% และต่างจังหวัด 50% การที่เราปล่อยเพลงลูกทุ่งติดแกลมน่าจะโดนใจลูกค้าต่างจังหวัด และตรงกับอินไซต์ของลูกค้าที่ปัจจุบันอยากสวยติดแกลมด้วย”
นอกจากนี้ THE KLINIQUE ยังวางงบลงทุน 300 ล้านบาทสำหรับขยายสาขา10 สาขา สาขาละ 30 ล้านบาท ครอบคลุมการลงทุนเครื่องมือแพทย์และตกแต่งสาขาทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด เช่นเซ็นทรัลเชียงรายซึ่งมีดีมานด์กลุ่มกำลังซื้อจากเมียนมาร์ และสุราษฎร์ซึ่งมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาจำนวนมาก
พร้อมกันนี้ยังตั้งเป้าการเติบโตปี 2025 ราวๆ 25-30% จากการเปิดสาขาใหม่และรายได้สาขาเดิมซึ่งคาดว่าสิ้นปีนี้ THE KLINIQUE จะมีสาขารวม80-82 สาขาทั่วไปเทศ รวมทั้งเพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวมากขึ้นโดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มลูกค้าต่างชาติเพราะมีการใช้จ่าต่อหัวต่อครั้งสูงกว่าลูกค้าคนไทย 2 เท่า ปัจจุบันลูกค้าคนไทยสเปนดิ้งราวๆ 1.8 หมื่นบาทต่อคน/ครั้ง
“ที่ผ่านมาเรายังไม่ได้ทำการตลาดกับต่างชาติ ทำให้สัดส่วนลูกค้าต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 10-12%เราตั้งเป้าที่ขยายฐานลูกค้าต่างประเทศเป็น 15-20% โดยเฉพาะ CLMV อินโดนีเซียและจีนให้ตัวมากขึ้นภายใน 2 ปี”