โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“พระอวโลกิเตศวร” ไม้จันทร์หอม โรงพยาบาลเทียนฟ้า

Ticy City

เผยแพร่ 09 มี.ค. 2568 เวลา 07.54 น.

พระโพธิสัตว์

วันนี้ Nai Mu กรูรูสายมูผู้มีเรื่องเล่ามากมายใน God’s City จากเว็บต์ไซต์และเพจ Ticy City จะพาสายมูและไม่มูทั้งหลายไปยัง “มูลนิธิโรงพยาบาลเทียนฟ้า” ซึ่งอยู่ใกล้กับ “ซุ้มประตูวัฒนธรรมไทย-จีน” (ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ) ซึ่งสมัยก่อน เรียก “วงเวียนโอเดียน” เหตุเพราะใกล้กับโรงหนังในชื่อเดียวกัน เพื่อไปกราบ “พระอวโลกิเตศวร” ไม้จันทน์หอม นั่นเอง

สำหรับโรงพยาบาลเทียนฟ้านั้นเป็นมูลนิธิแห่งแรกในสยามประเทศ ด้านหน้าเป็นศาลเจ้าจีน ซึ่งประดิษฐาน “พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์” ตั้งเด่นเป็นสง่างดงามบนถนนเยาวราช พระโพธิสัตว์พระองค์นี้แกะสลักจากไม้จันทน์หอม ลงรักปิดทองจนเหลืองอร่ามไปทั่วทั้งองค์ พระพักตร์เปี่ยมไปด้วยความเมตตา ทรงเครื่องอย่างกษัตริย์อินเดียแต่โบราณ เป็นศิลปะในราชวงศ์ถังประดิษฐานในเก๋งจีน ทุกวัน เช้าจรดค่ำ (05.00-21.00 น.) สถานที่แห่งนี้ไม่เคยร้างผู้คน มีผู้คนเดินทางไปสักการะ ถวายดอกไม้ เช่น ดอกบัว, พวงมาลัย และอื่นๆ เช่น ผลไม้ หรือขนมที่ไม่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ เช่น สิ่วท้อ เป็นประจำ

สมัยบุกเบิกเรียก “โรงพยาบาลเทียนฮั้วอุยอี้”

โรงพยาบาลเทียนฟ้ามูลนิธิ เริ่มก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2446 โดยคหบดีชาวจีนโพ้นทะเล 6 ท่าน ซึ่งเป็นตัวแทนของชาวจีนท้องถิ่นในประเทศไทย 5 กลุ่ม (แต้จิ๋ว แคะ กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน ไหหลำ) ได้แก่ นายเหล่ากี่ปิง (พระยาภักดีภัทรากร), นายโง้วเหมียวง้วน (ล่ำซำ), นายกอฮุยเจี๊ยะ (หลวงภักดีภูวนาท), นายเหล่าชงเมี่ยง (พระเจริญราชธน), นายเตียเกี้ยงซำ (พระโสภณเพชรรัตน์) และนายเฮ้งเฮ่งจิว ร่วมกันอุทิศเงินพร้อมเชิญชวนประชาชนทั่วไปร่วมกันสมทบทุนเป็นเงินจำนวน 52,000 บาท จัดซื้อที่ดินขนาด 2 ไร่ 2 งาน 49 ตารางวา ติดถนนเยาวราช จัดตั้งเป็นโรงพยาบาล

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดโรงพยาบาลแห่งนี้ด้วยพระองค์เอง สมัยนั้นใช้ชื่อจีนว่า “โรงพยาบาลเทียนฮั้วอุยอี้” เพื่อตรวจรักษาและจ่ายยาจีนให้กับผู้ป่วยยากไร้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ

และเมื่อ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2474 ศาลาว่าการนครบาล จึงออกหนังสืออนุญาตให้โรงพยาบาลเทียนฮั้วอุยอี้ ได้หมายเลขทะเบียนมูลนิธิ ลำดับที่ 1/1 มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาให้แก่คนไข้อนาถา และช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัย นับเป็นมูลนิธิแห่งแรกในสยามประเทศ

ภาพประวัติศาสตร์ – หนึ่งในสถานที่สำคัญที่ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จเยือน โรงพยาบาลเทียนฮั้วอุยอี้มูลนิธิ

ต่อมาเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่8 พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช(พระยศในขณะนั้น) ได้เสด็จประพาสสำเพ็ง และได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนโรงพยาบาลเทียนฮั้วอุยอี้มูลนิธิ ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญที่ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จเยือนก่อนจะเสด็จพระราชดำเนินกลับ

ในปี พ.ศ2494 – พ.ศ.2497 นายฮ่อนฝ่า ลิ่วเฉลิมวงศ์ ประธานสมัย 42-43 มีมติให้ก่อตั้งตึกด้านหน้าติดถนนเยาวราช พร้อมทั้งยื่นเรื่องต่อกระทรวงมหาดไทย เปลี่ยนแปลงชื่อโรงพยาบาล เป็นชื่อไทยว่า “โรงพยาบาลเทียนฟ้ามูลนิธิ”

และในปี พ.ศ. 2500 คณะกรรมการชุดที่ 45 ซึ่งมีนายจุลินทร์ ล่ำซำ (โง่ว จูลิ้ม) เป็นประธานกรรมการ ได้ริเริ่มให้มีแผนกแพทย์แผนปัจจุบัน และขยายเปิดห้องแลปเอ็กเรย์และห้องทำฟันตามลำดับ

ปี พ.ศ. 2506 – พ.ศ. 2509 นายศุภสิทธิ์ มหาคุณ ประธานกรรมการสมัยที่ 48-49 มีมติให้สร้างอาคาร 7 ชั้น เพื่อเป็นสถานพยาบาลแผนปัจจุบัน และเปิดทำพิธี ในวันที่ 16 มกราคม 2509 ซึ่งอาคารของโรงพยาบาลอยู่ทางด้านหลังของศาลเจ้าแห่งนี้

จุลินทร์ เช่า “พระอวโลกิเตศวร” 2 แสนบาท!

พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์องค์นี้ นายช่างจีนแกะสลักด้วยไม้จันทน์หอมต้นเดียว เป็นศิลปะแบบราชวงศ์ถัง สันนิษฐานว่า สร้างในราชวงศ์ซ่ง ราว 800-900 ปีก่อน นายช่างหลวงจากกรมศิลปากรเคยมาสำรวจ และให้การยืนยันว่า รูปสลักพระโพธิสัตว์องค์นี้มีอายุไม่ต่ำกว่า 500 ปี สันนิษฐานว่า ได้เดินทางมาสยามประเทศเมื่อสมัยประเทศจีนปฏิวัติวัฒนธรรม โดยจุลินทร์ ล่ำซำ หรือ โง่ว จูลิ้ม ได้ไปพบพระโพธิสัตว์องค์นี้ที่จังหวัดชลบุรี จึงเจรจาขอเช่ากับเจ้าของเดิมในราคา 2 แสนบาท ซึ่งพระโพธิสัตว์องค์มีน้ำหนักมาก การขนย้ายต้องใช้ชายฉกรรจ์ไม่ต่ำกว่า 5 คน

ในขณะที่มีการลำเลียงพระอวโลกิเตศวร ไม้จันทน์หอมองค์นี้จากเมืองชลบุรีเข้ากรุงเทพฯ ได้ปรากฏสายหมอกบางเบาเป็นรูปฉัตร มีชั้นเชิงชัดเจนสวยงามอยู่เหนือพระเศียรตลอดการเดินทาง ยังความประหลาดใจแก่ผู้อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างยิ่ง

โดยนายจุลินทร์ ล่ำซำ ได้อัญเชิญพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ไม้จันทน์พระองค์นี้ไว้บูชาที่บ้าน ซึ่งตั้งแต่วันแรก ก็เกิดเหตุฝันประหลาดในเรื่องที่คล้ายๆ กันในหมู่สมาชิกในบ้านหลายคน ฝันเรื่องเดียวกันติดต่อกันหลายวัน แต่ก็ยังไม่มีใครฉุกคิดอะไร ขณะเดียวกัน กิจการค้าของตระกูลที่เคยมีกำไรก็เกิดสะดุดกับปัญหาอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น !

สุดท้าย นายจุลินทร์ ล่ำซำ ลงความเห็นว่า พระบารมีพระโพธิสัตว์องค์นี้ต้องสูงมาก ไม่เหมาะที่จะเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัว จึงได้อาราธนานำพระอวโลกิเตศวรพระองค์นี้ ไปตั้งบูชาบนเก๋งจีนในศาล เปิดให้ผู้ศรัทธาได้ร่วมบูชากัน ณ โรงพยาบาลเทียนฟ้ามูลนิธิ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2503

ครั้น พ.ศ. 2516 – พ.ศ 2517 นายเจียม คัณธามานนท์ ประธานกรรมการสมัยที่ 53 มีมติให้ปิดทององค์พระ อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ พร้อมจัดงานพุทธาภิเษก

สำหรับพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์นั้นคนจีนเรียก “กวนอิมผ่อสัก” บางกลุ่มเรียกตามความเชื่อในนิทานเรื่ององค์หญิงเมี่ยวซ่านที่มีรูปลักษณ์อย่างอิสตรีว่า “กวนอิมเนี้ย” ความจริง พระโพธิสัตว์-เทวีพระองค์นี้ มีต้นรากจากพุทธศาสนาฝ่ายมหายานของอินเดีย นิกายสุขาวดี อันมีพระอมิตาภพุทธเจ้า (ฮอนีทอฮุกโจ้ว) เป็นประธาน ณ สุขาวดีพุทธเกษตร สวรรค์ทิศตะวันตก ทรงมีพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (กวงซีอิมผู่สัก) เป็นอัครสาวกฝ่ายขวา และพระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์ (ไต้ซีจี้ผ่อสัก) เป็นอัครสาวกฝ่ายซ้าย

เหตุที่เป็นพระโพธิสัตว์แห่งความการุณย์ ชาวจีนจึงเริ่มแปลงร่างบุรุษให้เป็นเรือนร่างสตรีที่อ่อนช้อย รูปเคารพของพระโพธิสัตว์กวนอิม แม้จะสวมอาภรณ์กรุยกราย ทรวดทรงสะโอดสะองอย่างสตรีเพศ แต่หน้าอกแบนราบไม่มีปทุมถันอย่างเพศหญิง

ส่วนบทสวดมนตร์บูชาพระองค์ท่าน สุดแต่จริตของแต่ละคน เช่น

บทบูชา “เจ้าแม่กวนอิม” …นำโมไต๋ชื้อ ไต๋ปุย กิวโคว่ กิวหลั่ง กวงไต๋เล่งก้ำ กวงสี่อิมผู่สัก…. ฯลฯ

พระคาถาสรรพราเชนทร์ เป็นถ้อยศักดิ์สิทธิ์ 6 พยางค์ คือ โอม มณี ปัทเม หุม หรือ โอม มา นี แปะ หมี่ ฮง (แปลว่า ดวงแก้วอุบัติขึ้นเหนือดอกบัว)

บทมหากรุณาธารณีสูตร หรือ ไต่ปุยจิ่ว เป็นต้น

ในแต่ละปี กำหนดวันสำคัญของพระอวโลกิเตศวร 3 วัน (ตามปฏิทินจันทรคติแบบจีน) คือ

วันประสูติ วันที่ 19 เดือน 2 (ในปีนี้ 2568 ตรงกับวันอังคารที่ 18 มีนาคม)

วันออกบวช วันที่ 19 เดือน 9

วันบรรลุธรรม วันที่ 19 เดือน 6

ศาลเทพเจ้า 5 พระองค์

ณ โรงพยาบาลเทียนฟ้า นอกจากมีศาลพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์เป็นประธานแล้ว ด้านขวามือ จะเป็นเสาทีกง (เทพยดาฟ้า-ดิน) และ ด้านซ้ายจะเป็นศาลขนาดย่อม รวมเทพอีก 5+1 องค์คือ ไฉ่ซิ้งเอี้ย (เทพเจ้าแห่งโชคลาภ) , ฮั่วท้อเซียงซือ (หมอฮัวโต๋ – ฉายา หมอเทวดา) , ไท่ส่วยเอี๊ย (เทพเจ้าคุ้มครองชะตา) , เอี๊ยะอ๊วงเซียงซือ (เทพเจ้าแห่งยา) , ฮกเต็ก แปะกง-แปะม่า (เทพเจ้าที่ ตา-ยาย) ติดกับศาลขนาดย่อมนี้จะเป็นแผนกรับบริจาค ของโรงพยาบาลเทียนฟ้ามูลนิธิ แวะมาบูชาพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์และร่วมทำบุญสมทบเพื่อสืบทอดการรักษาและพยาบาลให้กับผู้ป่วยยากไร้กันเถิด !

เรื่อง : Nai Mu

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...