สกุลเงินคริปโต อาวุธลับใหม่ที่สหรัฐใช้สู้กับจีน โดยทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อจัดตั้ง คลังสำรอง Bitcoin และ คลังสินทรัพย์ดิจิทัล
The Structure
อัพเดต 08 มี.ค. 2568 เวลา 18.04 น. • เผยแพร่ 08 มี.ค. 2568 เวลา 10.00 น. • The Structureการประชุมสุดยอดด้านสกุลเงินดิจิทัล (คริปโตเคอเรนซี) ครั้งแรกของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันศุกร์ (7 มี.ค.) มีความโดดเด่นที่เป็นลักษณะเฉพาะของทรัมป์หลายประการ เช่น การแหกกฎเกณฑ์ การวางเดิมพันที่เสี่ยง และเสนอทรัพยากรของรัฐบาลสหรัฐฯ ในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
หนึ่งวันก่อนการประชุมสุดยอดคริปโตฯ ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อจัดตั้ง “คลังสำรอง Bitcoin เชิงยุทธศาสตร์” และ “คลังสินทรัพย์ดิจิทัล”
“ผมสัญญาว่าจะทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจด้านบิตคอยน์ของโลก และเป็นเมืองหลวงของสกุลเงินดิจิทัลของโลก” “จีนกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่งเช่นเคย แต่เราก็เป็นผู้นำในด้านปัญญาประดิษฐ์และด้านอื่นๆ และเราต้องการคงความเป็นผู้นำไว้” ทรัมป์กล่าว
เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ทรัมป์ประกาศบนโซเชียลมีเดียว่า กองทุนสำรองจะเกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล 5 สกุล ได้แก่ บิตคอยน์ อีเธอร์ เอ็กซ์อาร์พี โซลานา และคาร์ดาโน แต่คำสั่งฝ่ายบริหารเน้นไปที่บิตคอยน์เป็นส่วนใหญ่ “Bitcoin มักถูกเรียกว่า ‘ทองคำดิจิทัล’ เราต้องควบคุม ไม่ใช่จำกัดพลังของสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ” ทรัมป์ โพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social
สกุลเงินดิจิทัลไม่ได้ออกโดยรัฐบาลกลาง แต่ทำงานบนฐานข้อมูลแบบกระจายศูนย์ที่เรียกว่าบล็อกเชน ซึ่งแตกต่างจากสกุลเงินกระดาษทั่วไป ดังนั้น สกุลเงินดิจิทัลจึงไม่มีมูลค่าในตัวเองหรือสถานะทางกฎหมายที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และมีค่าเพียงเท่าที่ผู้ซื้อยินดีจ่ายเท่านั้น
ทำเนียบขาวกล่าวว่ามีแผนที่จะสร้าง “คลังสำรอง Bitcoin เชิงยุทธศาสตร์” แบบรวมศูนย์ ซึ่งบริหารโดยกระทรวงการคลัง และแปลงเป็นทุนภายใน 30 วัน โดยใช้ Bitcoin ที่หน่วยงานของรัฐบาลกลางต่างๆ ยึดมาจากอาชญากร
ผู้สนับสนุนคริปโตโต้แย้งว่าเงินสำรองจะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อและความไม่มั่นคงทางการเงิน โดยกำไรใดๆ ก็ตามจะช่วยลดหนี้ของประเทศ ขณะที่นักวิจารณ์อ้างถึงราคาที่ผันผวนอย่างมากของคริปโต ประวัติการล่มสลาย และบทบาทที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ในฐานะสินทรัพย์ที่เก็บรักษามูลค่าได้ ซึ่งหากตลาดตกต่ำ รัฐบาลอาจต้องแบกรับหนี้เพิ่มหลายพันล้านดอลลาร์
ผลสำรวจโดย Pew Research เมื่อเดือน ต.ค. พบว่า ชาวอเมริกันราว 44 ล้านคน ลงทุน ซื้อขาย หรือใช้สกุลเงินดิจิทัล ขณะที่ ชาวอเมริกัน 63% ไม่เชื่อว่าสกุลเงินดิจิทัลนั้นเชื่อถือได้หรือปลอดภัย
เนื่องจากสกุลเงินดิจิทัลทำงานบนฐานข้อมูลแบบกระจายศูนย์และไม่สามารถติดตามได้ จึงมีบทบาทสำคัญในการฟอกเงิน แรนซัมแวร์ และแผนการก่ออาชญากรรมอื่นๆ
นักวิเคราะห์กล่าวว่าความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ หากประสบผลสำเร็จอาจทำให้จีนตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก รัฐบาลจีนห้ามการขุดและซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลในปี 2021 แต่สนับสนุนstablecoin ที่มีมูลค่าผูกติดกับสินทรัพย์อย่างเงินหยวน ซึ่งปักกิ่งเชื่อว่าอาจช่วยท้าทายอำนาจสูงสุดของดอลลาร์สหรัฐฯ ในระดับโลกได้ในที่สุด ทั้งนี้ ดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นมากกว่า 99% ของส่วนแบ่งสกุลเงิน Stablecoin
Martin Chorzempa นักวิจัยอาวุโสจากสถาบัน Peterson Institute for International Economics ในกรุงวอชิงตันกล่าวว่า “จีนต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น เนื่องจากจีนได้ห้ามการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลใดๆ อย่างจริงจัง”
“การที่สหรัฐฯ เปลี่ยนไปสู่จุดยืนที่เป็นบวกมากขึ้นในอุตสาหกรรมสกุลเงินดิจิทัล โดยเฉพาะstablecoinซึ่งเกือบทั้งหมดใช้เงินดอลลาร์เป็นฐาน อาจทำให้จีนขยายการใช้เงินหยวนได้ยากขึ้นหากประเทศต่างๆ และธุรกิจต่างๆ ทั่วโลกใช้stablecoinที่ถูกกฎหมายซึ่งมีสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มาแบ็คไว้มากขึ้น”
หากสกุลเงินดิจิทัลสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (จนถึงขณะนี้ยังเป็นเพียงการเก็งกำไร) ก็อาจกดดันให้ปักกิ่งผ่อนปรนการห้ามดังกล่าวได้ แต่สิ่งนี้อาจทำให้การควบคุมการไหลออกของเงินทุนจากต่างประเทศอ่อนแอลง และเปิดประตูให้เกิดอาชญากรรมทางไซเบอร์มากขึ้น นักวิเคราะห์กล่าว