โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ครั้งหนึ่งอาชีพ “โสเภณี” เป็นสิ่งจำเป็น-ไม่ต้องเก็บเป็นความลับ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 29 ก.ค. 2566 เวลา 06.51 น. • เผยแพร่ 29 ก.ค. 2566 เวลา 03.38 น.
ภาพสมาชิกองค์กรสิทธิสตรีประเทศอินเดียเฉลิมฉลองต่อแนวทางของศาลในการปฏิบัติต่อผู้ให้บริการทางเพศอย่างมีศักดิ์ศรีและความเคารพ (INDIA-COURT-SOCIETY-RIGHTS-SEX-WORKERS / AFP)

อาชีพโสเภณี (sex worker) ยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันว่าเป็นอาชีพที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีหรือไม่ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีมุมมองในแง่ลบต่ออาชีพโสเภณี เพราะเห็นว่าการเกิดมาเป็นผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัว เก็บความบริสุทธิ์ให้แก่สามีเท่านั้น การประกอบกิจกรรมทางเพศนอกกรอบ เช่น การไปขายบริการทางเพศ จึงเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ในสังคม

แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า อาชีพโสเภณี นั้นมีมาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์ จนถึงในปัจจุบันก็ยังมีผู้ประกอบอาชีพโสเภณีเป็นจำนวนมาก สิ่งที่น่าใจของสังคมปัจจุบัน (พ.ศ. 2565) คือเริ่มมีการทำความเข้าใจกับอาชีพนี้มากยิ่งขึ้นว่า เหตุใดการขายบริการทางเพศจึงเป็นตราบาปให้แก่ผู้หญิง โดยหนังสือ ข้าม เคลื่อน เลื่อน ย้าย: พลวัตผู้ค้าบริการทางเพศข้ามชาติในอาเซียน ของธานี ชัยวัฒน์ (มติชน, 2564) ได้อธิบายรากฐานแนวคิดว่าด้วยการค้าบริการทางเพศ ดังนี้

อาชีพโสเภณี เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยงานทางประวัติศาสตร์หลายชิ้นระบุถึงขั้นว่า อาชีพโสเภณี เป็นอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลก หากย้อนกลับไปพิจารณาหลักฐานที่มีการบันทึกไว้ตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ จะเห็นได้ว่าในยุคนั้นอาชีพโสเภณีเป็นอาชีพที่ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นที่ยอมรับได้ในสังคม

เนื่องจากทั้งชายและหญิงไม่จำเป็นจะต้องรู้สึกละอายใจต่อการประกอบกิจกรรมทางเพศของตนเอง อีกทั้งอาชีพโสเภณีในยุคนั้นยังถือว่ามีความจำเป็น เพราะผู้ชายที่ยังไม่ได้แต่งงานมีโอกาสที่จะมีกิจกรรมทางเพศได้น้อยมาก เมื่ออาชีพโสเภณีเป็นบริการที่จำเป็น การทำงานของโสเภณีในยุคนั้นจึงไม่นับว่าจะทำให้มีตราบาปเกิดขึ้นแก่ตัวผู้หญิงที่ทำงานดังกล่าว

ยิ่งไปกว่านั้น การค้าบริการทางเพศยังไม่ได้ต้องเก็บเป็นความลับว่าใครเป็นผู้ขายและเป็นผู้ซื้อ เพราะไม่ใช่พฤติกรรมที่ผิดปกติแต่อย่างใด

จากข้อเขียนของงานทางด้านประวัติศาสตร์ โสเภณีบนท้องถนนมักจะรวมกลุ่มกันในพื้นที่ที่ถูกกำหนดให้มีการค้าบริการทางเพศได้ (อาจแค่เป็นที่รู้กันเฉพาะกลุ่มหรืออาจถูกกำหนดขึ้นโดยผู้ปกครองในสมัยนั้น) นิยมทาสีลงบนใบหน้าและสวมเสื้อผ้าสีฉูดฉาด เพื่อดึงดูดความสนใจของคนที่จะมาเป็นลูกค้า

โสเภณี บางคนสวมรองเท้าที่พื้นรองเท้าสามารถทิ้งรอยประทับไว้บนถนนที่เต็มไปด้วยฝุ่น เสมือนต้องการบ่งบอกว่า “ตามฉันมา” (follow me) ขณะที่ผู้หญิงที่ทำงานในซ่องบริเวณใกล้เคียงก็มีให้บริการเช่นกัน โดยจะเรียกเก็บค่าบริการด้วยราคาที่สูงขึ้นกว่าโสเภณีเร่ร่อนเล็กน้อย เพราะเชื่อว่าปลอดภัยมากกว่า

อย่างไรก็ดี โดยรวมแล้วโสเภณีเหล่านี้เรียกเก็บเงินจากลูกค้าด้วยราคาแตกต่างกันไปตามรูปแบบการบริการ ค่าใช้จ่ายมีตั้งแต่ประมาณ 1 ใน 9 ถึงประมาณ 2 ใน 3 ของค่าจ้างรายวันสำหรับแรงงานฝีมือในสมัยนั้น ซึ่งถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และการแต่งตัวแต่งหน้าด้วยสีฉูดฉาดนี้ก็กลายเป็นสัญลักษณ์แบบหนึ่งของการค้าบริการทางเพศในยุคต่อ ๆ มา

อย่างไรก็ดี การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์การค้าบริการทางเพศ เป็นการทำความเข้าใจสถาบันทางสังคม และวิธีการที่สถาบันทางสังคมปรับตัวให้สอดคล้องกับการพัฒนาของสังคมที่แตกต่างหลากหลาย หลักฐานทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาชี้ให้เห็นว่า ตราบาปที่เกิดขึ้นต่อตัวโสเภณีเป็นผลมาจากพัฒนาการตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ของโครงสร้างสังคมแบบพ่อปกครองลูก

การสร้างตราบาปให้แก่โสเภณี เป็นเครื่องมือส่งเสริมการมีคู่ครองของสถาบันครอบครัว ด้วยการลงโทษหญิงสำส่อนว่าเป็น “หญิงชั่ว” (bad woman) ตามแบบฉบับที่ได้นิยามลักษณะของภรรยาและแม่ผู้มีเกียรติพึงมี

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากในอดีต การพิสูจน์สายเลือดของผู้เป็นแม่นั้นมีความชัดเจนผ่านตั้งครรภ์ของผู้หญิง แต่การพิสูจน์สายเลือดของฝ่ายพ่อนั้นทำได้ยาก ประกอบกับการที่สังคมอยู่ภายใต้ระบอบพ่อปกครองลูกซึ่งเป็นสังคมชายเป็นใหญ่ การสร้างความมั่นใจแก่ฝ่ายชายในการสืบสายเลือด จึงกระทำผ่านการระงับกิจกรรมทางเพศของฝ่ายหญิง การผูกขาดกิจกรรมทางเพศอย่างชอบธรรมแก่ชายโสดเท่านั้นจึงเกิดขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้พวกเขาว่า ลูกของภรรยาจะเป็นลูกที่แท้จริงของเขาเท่านั้น

ส่วนหนึ่งเพราะโครงสร้างสังคมในเวลานั้นเกรงว่า ผู้ชายอาจไม่อุทิศตัวให้แก่การดูแลลูกของพวกเขาเอง การสมรสแบบผัวเดียวเมียเดียวจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้หญิงเท่านั้น เพื่อให้สามารถรับรองความเป็นแม่ได้

ขณะที่ไม่บังคับใช้กับผู้ชาย ภายใต้การปกครองแบบพ่อปกครองลูกนี้ ความส่ำส่อนของเพศหญิงจึงไม่พึงประสงค์ต่อผู้ชายในสังคม และทำให้ความรักเดียวใจเดียวเป็นทางเลือกเดียวสำหรับผู้หญิงเพื่อให้ได้รับความเคารพ ซึ่งนี่เป็นรากฐานสำคัญประการหนึ่งของการกดขี่ทางเพศ

จากจุดเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว ก่อให้เกิดข้อถกเถียงและข้อโต้แย้งจำนวนมากต่อความเป็นหญิง ความเป็นแม่ การประกอบกิจกรรมทางเพศ รวมไปถึงสิทธิของสตรีที่เกี่ยวเนื่องกับการค้าบริการทางเพศจนถึงปัจจุบัน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 1 มิถุนายน 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...