โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถ้ายังจัดงบประมาณแบบนี้ ประเทศไทยไปไม่รอด

The Momentum

อัพเดต 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

ปีนี้เป็นปีแรกที่การประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้รับการถ่ายทอดสดให้ประชาชนดู

ผมนั่งดูอยู่หลายวันด้วยความรู้สึก 2 อย่างปนกัน

อย่างแรกคือความรู้สึกว่าก็ไม่เห็นมีอะไร ภาพที่เห็นคือข้าราชการระดับสูง ระดับอธิบดี นั่งเรียงหน้ากระดานชี้แจงตัวเลข กรรมาธิการซักถาม บ้างถามแหลมคม บ้างถามไปอย่างนั้น บางคนก็ Prompt AI มานั่งอ่าน หน่วยงานส่วนใหญ่ตอบด้วยสูตรสำเร็จว่าทุกโครงการจำเป็น ทุกบาทคุ้มค่า ไม่มีความลับดำมืด ไม่มีบทสนทนาต้องห้ามอะไรที่ต้องซ่อนจากสายตาประชาชน

จะมีบ้างก็คือเมื่อมีการถ่ายทอดสด บางคนก็ ‘เล่นใหญ่’ ด้วยรู้ว่าสื่ออย่างพวกเรานั่งดูอยู่ มีประชาชนทางบ้าน ซึ่งเป็นโหวตเตอร์คอยจับตา

ความรู้สึกอย่างที่ 2 จึงตามมาโดยอัตโนมัติ แล้วที่ผ่านมาหลายสิบปี เรากั๊กห้องประชุมนี้ไว้ทำไม เหตุผลที่เกรงว่าบางเรื่องที่หน่วยงานเสนอเป็น ‘ความลับ’ นั้น ล้วนฟังไม่ขึ้น เพราะหน่วยงานรัฐใช้เงินจากภาษีพวกเรา อนาคตของพวกเราก็ขึ้นอยู่กับทั้งรายจ่ายประจำ ทั้งงบลงทุน ทั้งงบผูกพัน ที่ขึ้นกับหน่วยงานเหล่านี้

ทว่ายิ่งดูไปเรื่อยๆ ผมก็เริ่มเข้าใจว่า สิ่งที่การถ่ายทอดสดเปิดเผยออกมา หาใช่ ‘ความลับ’ ของใครคนใดคนหนึ่ง หากคือสภาพของเครื่องจักรทั้งเครื่องที่ชื่อว่ารัฐไทย ซึ่งเมื่อเห็นชัดๆ กลางแสงไฟแล้ว น่ากังวลกว่าความลับใดๆ ทั้งสิ้น

1.

ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 มีวงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ฟังดูมหาศาล แต่เมื่อแยกไส้ในออกมา พื้นที่ที่รัฐบาลจะใช้ ‘คิดอะไรใหม่’ ได้จริง กลับเหลือนิดเดียว

รายจ่ายประจำกินไปแล้วราว 3 ใน 4 ของงบประมาณทั้งหมด และเฉพาะเงินที่ใช้ดูแล ‘คนของรัฐ’ งบบุคลากรกว่า 8.5 แสนล้านบาท บวกเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญอีกเกือบ 3.9 แสนล้านบาท และค่ารักษาพยาบาลข้าราชการอีกเกือบแสนล้าน รวมกันก็ปาเข้าไปราว 1.24 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 1 ใน 3 ของงบประมาณทั้งประเทศ

ขณะที่รายได้สุทธิที่รัฐบาลคาดว่าจะจัดเก็บได้อยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท

ทุกคนเห็นตรงกันว่าตัวเลข ‘รายได้สุทธิ’ นี้เพียงพอสำหรับรายจ่ายประจำและการชำระหนี้เท่านั้น แปลว่างบลงทุนเกือบทุกบาททุกสตางค์ ต้องมาจากการ ‘กู้’ สถานเดียว โดยปีนี้ปีเดียวรัฐบาลกู้ชดเชยการขาดดุลถึง 7.88 แสนล้านบาท

และอย่าลืมว่า นี่คือสภาพหลังจากที่รัฐบาล ‘หั่น’ มาแล้ว ปีนี้หน่วยงานต่างๆ เสนอคำของบฯ เข้ามาเกือบ 6 ล้านล้านบาท ถูกเฉือนลงมาเหลือ 3.78 ล้านล้านบาท รัฐบาลคุยว่าใช้แนวคิดงบฐานศูนย์ ทบทวนทุกโครงการ ตัดของที่ไม่จำเป็น ผลลัพธ์ที่ได้คือ งบลงทุนถูกหั่นลงกว่า 13% ทว่าสิ่งที่โตขึ้นคือ งบบุคลากรที่โตขึ้นเกือบ 4% เหมือนเดิม

สรุปสั้นๆ ได้ใจความว่า เครื่องจักรตัดเนื้อดีทิ้ง แต่เนื้อร้ายยังโตต่อ นี่คือสถานการณ์ของรัฐไทยในปีงบประมาณ 2570

2.

รายได้ที่หดตัวกับราคาคุยเรื่องขยายฐานภาษี อีกด้านของสมการยิ่งไม่มีข่าวดี สัดส่วนรายได้รัฐบาลต่อ GDP วันนี้อยู่ที่ราว 14.6% ซึ่งต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจไทยโตต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาต่อเนื่อง ปีหน้ารัฐบาลเองก็หวังแค่ 2.2% ขณะที่การจัดเก็บรายได้จริงพลาดเป้ามาแล้วหลายปีติดต่อกัน

ทุกรัฐบาลรู้ปัญหานี้ดี และทุกรัฐบาลก็พูดประโยคเดียวกันว่า จะขยายฐานภาษี จะดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ จะปฏิรูปโครงสร้างรายได้ พูดกันมากี่สิบปีแล้วก็ไม่รู้ ตัวเลข 14.6% คือคำตอบว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพียงราคาคุย เพราะการปฏิรูปภาษีจริงๆ หมายถึงการทำให้คนบางกลุ่มต้องจ่ายมากขึ้น และไม่มีนักการเมืองคนไหนอยากเป็นคนพูดประโยคนั้น

ผลคือหนี้สาธารณะที่วันนี้อยู่ราว 66-67% ของ GDP ขยับเข้าใกล้เพดาน 70% ทุกขณะ และถ้ารายได้รัฐบาลยังโตไม่เกิน 4% ต่อปี และสถานการณ์ทุกอย่างยังเหมือนเดิมภายใน 5-10 ปี หนี้สาธารณะอาจไต่ไปถึง 80-90% ของ GDP

เป็นความน่าหนักใจที่ไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามาก็ ‘กุมขมับ’

3.

ถามว่าประเทศเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ผมคิดว่าคำตอบไม่ได้อยู่ในเอกสารงบประมาณ แต่อยู่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่

ประเทศนี้ทำรัฐประหารสำเร็จมาแล้ว 13 ครั้ง ไม่นับรวมที่พยายามแต่ไม่สำเร็จ เป็นตัวเลขติดอันดับต้นๆ ของโลก เสถียรภาพการเมืองย่ำแย่ จนกลายเป็นวัฒนธรรมการเมืองที่ว่า หากรัฐบาลไหนไม่ได้ดั่งใจ หากไม่ใช่พวกเรา ก็หาทาง ‘ล้ม’ ด้วยรถถัง ด้วยองค์กรอิสระ ด้วยกลไกรัฐพันลึกที่ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการ รัฐบาลไทยจึงมีอายุขัยเฉลี่ยสั้นจนไม่มีใครกล้าลงมือทำอะไรที่ต้องใช้เวลาเกิน 1 สมัย

และหากคิดจะทำอะไรก้าวหน้า บรรดา ‘นักร้อง’ บรรดา ‘องค์กรอิสระ’ ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามก็เงื้อดาบทันที เพราะรู้ว่าเป็นวิธีล้มรัฐบาลที่ได้ผล

ด้วยเหตุนี้ เรื่องใหญ่ที่ต้องพูดถึงอย่างการปฏิรูปภาษี การรื้อระบบบำนาญ การยุบหน่วยงาน ล้วนเป็นงานที่เจ็บก่อน เห็นผลทีหลัง เจ็บในรัฐบาลนี้ ออกดอกในรัฐบาลหน้า เป็นงานที่ไม่มีใครกล้าทำในระบบการเมืองที่ไม่มีใครแน่ใจว่าตัวเองจะอยู่ถึงปีหน้า ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะยอมเจ็บ ทุกรัฐบาลจึงเลือกทำสิ่งที่ตรงกันข้าม คือเพิ่มรายจ่ายเพื่อซื้อความนิยมระยะสั้น แล้วทิ้งบิลไว้ให้รัฐบาลถัดไป

แม้แต่รัฐบาล ‘คนดี’ ที่อยู่ยาวนานเกือบทศวรรษ และบอกว่ามาเพื่อ ‘ปฏิรูป’ ก็เลือกทิ้งบิล เพิ่มรายจ่ายไว้เหมือนกัน บิลจากรัฐบาลทหารยังส่งผลจวบจนทุกวันนี้

เหตุผลที่เล่ามาสะท้อนว่า สิ่งที่เรากำลังเห็นในงบประมาณปี 2570 จึงไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่คือดอกผลที่ผลิบานเต็มที่ของความไม่ต่อเนื่องทางการเมือง ที่สะสมปุ๋ยมาหลายทศวรรษ

4.

คำถามคือ แล้วจะอย่างไรต่อ ถ้ารายได้มีเท่านี้ คำตอบทางคณิตศาสตร์มีข้อเดียว คือต้องหั่นรายจ่าย และความจริงที่การถ่ายทอดสดชั้นกรรมาธิการปีนี้ช่วยยืนยัน คือรายจ่ายที่หั่นได้ยังมีอีกมาก

ผมนั่งดูรายการอาจารย์วีระ ธีรภัทร หนึ่งในกรรมาธิการงบประมาณฯ บอกว่าภารกิจรอบนี้คือการหา ‘เงินนอกงบประมาณ’ แต่เท่าที่ผมติดตาม บทบาทของอาจารย์วีระในที่ประชุมกรรมาธิการ ‘รุนแรง’ กว่านั้น เพราะในเวลาไม่กี่วัน อาจารย์วีระก็เสนอหั่น เสนอยุบหน่วยงานที่ภารกิจซ้ำซ้อน ไม่จำเป็นไปหลายหน่วยงาน

ในการอภิปรายร่างนี้เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 อาจารย์วีระยกหน่วยงานสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) องค์การมหาชนเกิดใหม่ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ขึ้นมาชำแหละ พร้อมเสนอตัดงบประมาณทั้งหมด เพราะภารกิจซ้ำกับหน่วยงานเดิมแทบทุกข้อ บุคลากรก็โอนมาจากที่เก่า

กรณี รวพ.เป็นเรื่องที่ถกเถียงได้ แต่กลไกในการ ‘แตกหน่อ’ ของหน่วยงานนั้นน่าสนใจ หน่วยงานราชการหลายแห่งเป็นอย่างนี้ เมื่อระบบราชการเดิมขยายตัวในระบบปกติไม่ได้ เพราะภาระงบประมาณและกำลังคนเริ่มรัดคอ ก็ ‘แตกตัว’ หนีออกนอกระบบ เรื่องเงินก็ตั้งกองทุน เรื่องคนก็ตั้งองค์การมหาชน เขาเปรียบเป็นโปรโตซัว

ไม่กี่วันก่อนอาจารย์วีระก็เพิ่งเสนอยุบสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) อีกหนึ่งมรดกจากการรัฐประหาร เป็นหน่วยงาน ‘แบ่งตัว’ เหมือนกัน เพราะแต่ละหน่วยล้วนต้องการขยายอาณาจักร ของบฯ เพิ่ม ขอคนเพิ่ม สร้างเรื่องราวใหม่มาขอเงินทุกปี

ทั้งหมดนี้วางอยู่บนฐานของบุคลากรภาครัฐที่ได้สวัสดิการเต็มรูปแบบราว 1.7 ล้านคน เงินเดือนขึ้นทุกปี บำนาญโตทุกปี ค่ารักษาพยาบาลพุ่งทุกปี ในขณะที่รายได้ของรัฐบาลแทบไม่ขยับ

5.

ที่น่าหงุดหงิดคือ เรื่องพวกนี้ไม่ใช่โจทย์ที่โลกไม่มีคำตอบ ไอเดียว่าด้วยการจัดประสิทธิภาพภาครัฐ ยุบองค์กรเทอะทะ ปราบคอร์รัปชันจริงจัง มีให้ลอกจากทั่วโลก และมีประเทศที่ทำสำเร็จให้เห็นจริงๆ

แคนาดาในทศวรรษ 1990 เผชิญวิกฤตหนี้จนถูกสื่อต่างชาติเรียกว่าสมาชิกกิตติมศักดิ์ของโลกที่ 3 รัฐบาลตอนนั้นทำ Program Review รื้อรายจ่ายทุกกระทรวงด้วยคำถามพื้นฐานว่า งานนี้รัฐจำเป็นต้องทำเองหรือไม่ ผลคือหั่นรายจ่ายโครงการลงราว 1 ใน 5 ลดกำลังคนภาครัฐหลายหมื่นตำแหน่ง และภายในไม่กี่ปี งบประมาณที่ขาดดุลเรื้อรังก็พลิกกลับมาเกินดุล

นิวซีแลนด์ปฏิรูปภาครัฐครั้งใหญ่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 แปลงหน่วยราชการเชิงพาณิชย์เป็นรัฐวิสาหกิจที่ต้องรับผิดชอบผลประกอบการ ให้หัวหน้าหน่วยงานราชการทำงานตามสัญญาที่วัดผลได้ กำลังคนภาครัฐส่วนกลางลดลงมหาศาล จนกลายเป็นตำราปฏิรูประบบราชการที่ทั่วโลกใช้เรียนกันมาจนทุกวันนี้

หรือไม่ต้องมองไปไกล เวียดนามเพื่อนบ้านเราเพิ่งประกาศ ‘ปฏิวัติโครงสร้าง’ ครั้งใหญ่เมื่อต้นปี 2568 ควบรวมกระทรวงจาก 22 เหลือ 17 กระทรวง ยุบหน่วยงานซ้ำซ้อนระดับกรมกองนับร้อย พร้อมเป้าลดกำลังคนภาครัฐราว 20% ภายใน 5 ปี ทำจริง เจ็บจริง และทำในจังหวะที่เศรษฐกิจกำลังโต ไม่ใช่รอให้วิกฤตมาบังคับ

ส่วนประเทศไทย วาระแบบนี้หาได้ยากยิ่ง ตลอดหลายสิบปีเรามีแต่ข่าวเปิดหน่วยงานใหม่ ตั้งกระทรวงใหม่ ยกฐานะกรมเป็นทบวง แตกสำนักงานเป็นองค์การมหาชน ซึ่งจะทำก็ทำได้ ไม่มีใครว่า แต่ของเก่าที่หมดสภาพ หมดภารกิจ ไม่เคยกล้ายุบสักครั้ง ทั้งที่อย่างกรณีองค์การมหาชนนั้น กฎหมายเปิดช่องให้รัฐบาลยุบได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านสภาฯ ด้วยซ้ำ

ทั้งหมดนี้ยังไม่ได้พูดถึงวาระว่าด้วยเรื่อง ‘คอร์รัปชัน’ ที่กัดกินสังคมไทย และยิ่งเปิดแผลเท่าไร ก็ยิ่งพบว่าที่หัก ‘เงินทอน’ กัน 10-30% ล้วนมีผลในงบประมาณรายจ่ายประจำปี ที่ทำให้ไม่สามารถใช้เงินได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเช่นกัน

6.

ทั้งหมดนี้ ผมคิดว่า คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รู้ดีว่าประเทศนี้ต้องการรัฐที่ทำอะไรได้มากกว่านี้ สวัสดิการที่ดีกว่านี้ การลงทุนที่กล้าหาญกว่านี้

แต่รัฐแบบนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ตราบใดที่เงินภาษีเกือบทั้งหมดถูกใช้ไปกับการเลี้ยงโครงสร้างเดิมของตัวเอง และเงินสำหรับอนาคตทุกบาทต้องไปกู้เขามา

บทเรียนจากทั่วโลกบอกตรงกันว่า การปฏิรูปการคลังเกิดขึ้นได้ 2 แบบ แบบแรกคือทำเองก่อนวิกฤต กับแบบที่ 2 คือให้วิกฤตเข้ามาบังคับ หนี้สาธารณะที่กำลังเดินเข้าหา 70% รายได้รัฐที่ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ งบลงทุนที่ต้องกู้ 100% และระบบราชการที่ยังแบ่งตัวเป็นโปรโตซัวไม่หยุด แน่นอนว่าวิกฤตกำลังบังคับให้ประเทศนี้ต้องคิดใหญ่ ผ่าระบบราชการ จัดองคาพยพกันใหม่

การถ่ายทอดสดกรรมาธิการงบประมาณปีนี้ อย่างน้อยก็ทำให้ประชาชนได้เห็นเครื่องจักรทั้งเครื่องด้วยตาตัวเอง คำถามเดียวก็คือ รัฐบาลไหนจะกล้าลงมือ ‘ซ่อม’ ก่อนที่เรื่องทั้งหมดจะเรื้อรัง และประเทศจะจมลงหนักกว่านี้

เพราะถ้ายังจัดงบประมาณแบบนี้ต่อไป ประเทศไทยไปไม่รอดจริงๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...