“ข้าวสาลีโลก” ตึงตัว ราคาพุ่ง 17% หลังโจมตีทะเลดำสะดุดส่งออก กระทบไทย-เอเชีย
"ข้าวสาลีโลก" ตึงตัว ราคาพุ่ง 17% หลังโจมตีทะเลดำสะดุดส่งออก กระทบไทย-เอเชีย เสี่ยงเผชิญต้นทุนนำเข้าและราคาอาหารเพิ่มขึ้น
วันที่ 20 สิงหาคม 2569 เวลา 13.30 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ผู้นำเข้าข้าวสาลีทั่วโลกกำลังเตรียมรับมือภาวะอุปทานตึงตัว หลังการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านธัญพืชในทะเลดำระหว่างรัสเซียและยูเครนรบกวนการขนส่งสินค้า เพิ่มความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ เช่น อียิปต์และอินโดนีเซีย พร้อมดันราคาข้าวสาลีในตลาดโลกสูงขึ้น
สัญญาข้าวสาลีอ้างอิงในตลาดชิคาโกปรับตัวขึ้นมากกว่า 17% นับตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม โดยมีแรงหนุนหลักจากอุปทานข้าวสาลีจากภูมิภาคทะเลดำที่ลดลง ขณะที่ราคาข้าวสาลีจริงจากผู้ส่งออกคู่แข่งอย่างอาร์เจนตินา ออสเตรเลีย และสหรัฐก็ปรับตัวขึ้นตาม
ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัสเซียและยูเครนต่างโจมตีท่าเรือและเรือของอีกฝ่าย ส่งผลให้ท่าเทียบเรือธัญพืชหลายแห่งต้องหยุดดำเนินงาน และทำให้ผู้ขนส่งต้องเลื่อนหรือยกเลิกการบรรทุกสินค้าหลายสิบเที่ยวในช่วงฤดูส่งออกที่สำคัญ
ผู้ค้าข้าวสาลีในสิงคโปร์ รายหนึ่งระบุว่า สินค้าที่เดิมมีกำหนดเดินทางถึงตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคมจำนวนมากไม่สามารถเข้าไปรับสินค้าได้ ทำให้ผู้ซื้อเริ่มพิจารณาหาแหล่งทดแทนจาก ออสเตรเลีย อเมริกาเหนือ และอาร์เจนตินา
ผู้ค้าระบุว่า ผู้แปรรูปธัญพืชในเอเชียได้ทำสัญญาซื้อข้าวสาลีจากทะเลดำประมาณ 2.0-2.5 ล้านตัน สำหรับการส่งมอบช่วงกรกฎาคมถึงกันยายน คิดเป็นราว 30-50% ของความต้องการนำเข้า แต่ขณะนี้ความกังวลเพิ่มขึ้นว่าหลายเที่ยวเรืออาจเดินทางมาไม่ทันกำหนด
Maxence Devillers นักวิเคราะห์ธัญพืชจาก Argus Media ระบุว่าภายในสิ้นเดือนสิงหาคม ตลาดจำเป็นต้องหาทางออกให้ได้
อย่างไรก็ตาม ผลผลิตที่ดีขึ้นในบางประเทศของตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือช่วยบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น โดยรัฐบาลอียิปต์จัดซื้อข้าวสาลีในประเทศในปริมาณสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ฝนที่ดีขึ้นช่วยหนุนแนวโน้มผลผลิตในโมร็อกโกและตูนิเซีย
อียิปต์ ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวสาลีรายใหญ่ที่สุดของโลก นำเข้าข้าวสาลีจาก รัสเซียและยูเครนรวมกันมากกว่า 82% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
ด้านอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ได้ทำสัญญาซื้อข้าวสาลีจากประเทศผู้ส่งออกในอดีตสหภาพโซเวียตราว 600,000 ตัน สำหรับการส่งมอบในช่วงกรกฎาคมถึงกันยายน
เจ้าหน้าที่สมาคมโรงโม่แป้งอินโดนีเซีย ระบุว่า สต๊อกปัจจุบันยังเพียงพอกับความต้องการระยะสั้น แต่ไม่ได้มีอุปทานส่วนเกินมากนัก จึงจำเป็นต้องมองหาแหล่งนำเข้าอื่น เช่น บัลแกเรีย ออสเตรเลีย โรมาเนีย และอาร์เจนตินา หากข้าวสาลีจากรัสเซียและยูเครนไม่สามารถส่งมอบได้
นอกจากอียิปต์และอินโดนีเซียแล้ว ประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่อื่น เช่น แอลจีเรีย บังกลาเทศ จอร์แดน ไทย ตูนิเซีย และเวียดนาม ต่างพึ่งพาข้าวสาลีจากรัสเซียและยูเครนในสัดส่วนสูง จึงมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากความล่าช้าของการขนส่งเช่นกัน
จอร์แดนต้องยกเลิกการประมูลซื้อข้าวสาลี 2 ครั้ง และข้าวบาร์เลย์อีก 2 ครั้งในเดือนนี้ หลังได้รับข้อเสนอจากผู้ขายเพียงเล็กน้อย โดยผู้ค้าระบุว่าสาเหตุหลักมาจากราคาที่สูงและความเสี่ยงด้านการขนส่ง ขณะที่ตูนิเซียเตือนซัพพลายเออร์ไม่ให้อ้างเหตุสุดวิสัยเพื่อหลีกเลี่ยงการส่งมอบสินค้า
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เรือที่มีกำหนดเข้าไปรับธัญพืชสำหรับอียิปต์ถูกโจมตีระหว่างเข้าใกล้ท่าเรือ Novorossiysk ของรัสเซีย โดยแหล่งข่าวระบุว่าเรือดังกล่าวคือ Xin Hai Tong 66 ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้บรรทุกสินค้า และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ
ผู้ค้าธัญพืชในเมืองอเล็กซานเดรียของอียิปต์ ระบุว่า ขณะนี้มีเจ้าของเรือน้อยรายที่ยอมเข้าเทียบท่ารัสเซียหรือยูเครน และเตือนว่าสถานการณ์กำลังเลวร้ายลงทุกวัน หากไม่สามารถหาทางออกได้ อาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลน
ปัญหาดังกล่าวได้รับความสนใจในระดับผู้นำ โดยประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ระบุว่า ได้หารือกับประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซิซี ของอียิปต์ เกี่ยวกับภัยคุกคามต่ออุปทานอาหารจากการโจมตีในทะเลดำ
การหันไปซื้อข้าวสาลีจากผู้ส่งออกรายอื่นมีต้นทุนสูงกว่ามาก โดยข้าวสาลี Australian Premium White มีราคาเสนอที่ประมาณ 315-320 ดอลลาร์ต่อตัน รวมค่าขนส่งมายังเอเชีย ขณะที่ข้าวสาลีสหรัฐราคาต่ำสุดอยู่ที่ราว 305 ดอลลาร์ต่อตัน
เทียบกับข้าวสาลีจากทะเลดำ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 260-280 ดอลลาร์ต่อตัน ทำให้ประเทศผู้นำเข้าต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างชัดเจนหากจำเป็นต้องเปลี่ยนแหล่งซื้อ
ความตึงเครียดล่าสุดเกิดขึ้นหลังข้อตกลงโดยพฤตินัยที่เคยช่วยให้เรือขนส่งธัญพืชและท่าเรือของทั้งรัสเซียและยูเครนไม่ตกเป็นเป้าโจมตีเริ่มพังทลายลง ทำให้ความเสี่ยงต่อการส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างมาก
กระทรวงโครงสร้างพื้นฐานยูเครน ระบุว่า เฉพาะเดือนกรกฎาคม มีการโจมตีเรือในท่าเรือ 35 ครั้ง เรือในทะเล 22 ครั้ง และโครงสร้างพื้นฐานท่าเรืออีก 67 ครั้ง เทียบกับตลอดทั้งปี 2568 ที่มีการโจมตีในลักษณะดังกล่าวรวมเพียง 14 ครั้ง
สถานการณ์นี้จึงเพิ่มความเสี่ยงที่ตลาดข้าวสาลีโลกจะเผชิญทั้ง อุปทานตึงตัว ราคาสูงขึ้น และความไม่แน่นอนด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าจากทะเลดำในสัดส่วนสูง
อ้างอิง : reuters.com