วันพรุ่งนี้ หมูหน้าฟาร์มขยับ 2 บาท ผู้เลี้ยงจี้รัฐปล่อยราคาตามกลไกตลาด
“ฐานเศรษฐกิจ” เกาะติดสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรและทิศทางปศุสัตว์ไทย ท่ามกลางกระแสข่าวการปรับราคาสินค้าในตลาด ล่าสุดเตรียมมีการปรับราคาหมูขุนขึ้นอีกกิโลกรัมละ 2 บาท ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่สังคมและผู้บริโภคให้ความสนใจว่า การปรับราคาในครั้งนี้จะช่วยช่วยต่อลมหายใจให้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูพ้นวิกฤตขาดทุนได้จริงหรือไม่
ขยับ 2 บาท แค่ "ปริ่มน้ำ" เผยปัจจัยฤดูฝนทำผลผลิตเสียหาย-โตช้า
นายเดือนเด่น ยิ้มแย้ม กรรมการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และกรรมการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า การปรับราคาสินค้าสุกรขุนขึ้นอีก 2 บาทในวันพรุ่งนี้ น่าจะช่วยให้ราคาขยับขึ้นมาอยู่ระดับที่ "พอดีตัวหรือปริ่มน้ำ" เท่านั้น โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ราคามีการปรับตัวสูงขึ้นในรอบนี้ เกิดจากความร่วมมือของหลาย ๆ ฝ่าย ประกอบกับที่ผ่านมาประสบปัญหาหมูโตช้า ส่งผลให้ผลผลิตที่ออกสู่ตลาดมีปริมาณน้อยลง
นอกจากนี้ การก้าวเข้าสู่ช่วงฤดูฝนซึ่งมีความชื้นในอากาศสูง ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่ม "หมูเล็ก" ที่เกิดอาการเจ็บป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะโรคท้องเสีย ซึ่งความเสียหายและอาการเจ็บป่วยเหล่านี้ ยิ่งเป็นตัวเร่งทำให้หมูเจริญเติบโตช้าลงกว่าปกติ
วอนกรมการค้าภายในเปิดทางกลไกตลาด
นายเดือนเด่น ได้สะท้อนถึงความอัดอั้นตันใจของเกษตรกรต่อท่าทีของหน่วยงานภาครัฐบาล โดยระบุว่า ในระยะยาวราคาจะไปต่อได้หรือไม่ยังคงต้องประเมินอัตราการบริโภคควบคู่ไปด้วย แต่ที่ผ่านมาเวลาที่เกษตรกรประสบภาวะขาดทุน กลับต้องเผชิญชะตากรรมอุดหนุนตลาดและขาดทุนไปฝ่ายเดียว ทว่าเมื่อราคากำลังจะขยับขึ้นพอให้มีกำไรบ้าง หน่วยงานรัฐมักเข้ามาเบรกและควบคุมไม่ให้อัตรากำไรสูงเกินไป
"คนบางกลุ่มยังมีอคติกับคนเลี้ยงหมู ทั้งที่ในความเป็นจริง กว่าที่พวกผมจะเลี้ยงหมูแต่ละตัวจนรอดพ้นโรคภัย ฟันฝ่าอุปสรรคจนขุนได้ขนาดส่งออกสู่ท้องตลาดได้นั้น ต้องใช้เวลาเลี้ยงยาวนานเป็นปี ๆ" นายเดือนเด่น กล่าว
เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูจึงอยากฝากถึง กรมการค้าภายใน ว่า ในยามที่เกษตรกรพอจะลืมตาอ้าปากได้บ้าง ขอโปรดปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด เนื่องจากระดับราคาที่ปรับขึ้นมานั้นไม่ได้สูงเกินไปจนผู้บริโภคเดือดร้อน พร้อมขอความเห็นใจจากผู้บริโภค เนื่องจากที่ผ่านมาคนเลี้ยงหมูต้องแบกรับภาระขาดทุนประหนึ่ง "ทำโรงทาน" ช่วยเหลือสังคมมายาวนานกว่า 2-3 ปีแล้ว
ห่วง "หมูเถื่อนแนวชายแดน" ทุบราคาครึ่งปีหลัง
สำหรับทิศทางตลาดหมูในช่วงครึ่งปีหลัง หรือช่วง 3-4 เดือนสุดท้ายของปีนี้ นายเดือนเด่น ประเมินว่า หากไม่มีปัจจัยเปลี่ยนแปรง ราคาก็น่าจะประคองตัวอยู่ในระดับเฉลี่ยประมาณเท่านี้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ที่บั่นทอนเสถียรภาพราคาคือ "หมูเถื่อนและสินค้าเกษตรหนีภาษี" ที่ไหลทะลักเข้ามาเป็นจำนวนมากจากประเทศเพื่อนบ้าน หากภาครัฐสามารถควบคุมและเพิ่มความเข้มงวดในการสอดส่องดูแลสินค้าหนีภาษีเหล่านี้ได้ ก็จะช่วยพยุงและประคองราคาสินค้าเกษตรไทยให้อยู่รอดต่อไปได้
เมื่อสอบถามถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นายเดือนเด่น ยอมรับว่า โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ที่รัฐบาลสนับสนุนเงินช่วยเหลือประชาชนคนละ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน ถือเป็นโครงการที่ดีในการช่วยกระตุ้นการบริโภค ทว่าหากมีเฟส 2 ต่อไป ก็แฝงความกังวลว่าอาจจะสร้างภาระหนี้สินให้แก่ประชาชนและประเทศมากเกินไปในอนาคต
แนะรัฐหนุนโมเดล "กองทุนสุกร"
ในส่วนของข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้าง นายเดือนเด่น เห็นด้วยอย่างยิ่งหากจะมีการจัดตั้ง "กองทุนสุกร" ขึ้นมา โดยเสนอแนะให้นำโมเดล "ตัดผลผลิตส่วนเกิน" ของอุตสาหกรรมไข่ไก่มาปรับใช้ กล่าวคือ ในช่วงที่ผลผลิตหมูล้นตลาดหรือราคาตกต่ำ ให้กองทุนทำการตัดยอดผลผลิตส่วนเกินออกไปจำหน่ายต่างประเทศในราคาใดก็ได้ที่ปลายทางยอมรับ จากนั้นจึงนำเงินจากกองทุนสุกรเข้ามาจ่ายชดเชยส่วนต่างราคาให้กับเกษตรกร ซึ่งกลไกนี้จะช่วยพยุงและสร้างเสถียรภาพราคาให้กับตลาดหมูในประเทศได้อย่างยั่งยืน