วิ่งไม่ใช่แค่กีฬาอีกต่อไป เทรนด์ ‘ออกกำลังกาย’ เริ่มกลายเป็นเครื่องหมายฐานะ ดันตลาดแฟชั่นเติบโต 7–8% ต่อปี
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแต่งตัวเพื่อออกไปวิ่งเริ่มกลายเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกตัวตนและฐานะทางสังคม ดังนั้นนักวิ่งหลายคนจึงทุ่มเงินกับเสื้อผ้าและอุปกรณ์ราคาสูง ตั้งแต่เสื้อยืดฉีกรูราคา 140 ดอลลาร์ (ราว 4,693 บาท) ไปจนถึงกางเกงขาสั้นราคา 350 ดอลลาร์ (ราว 11,733) เพื่อให้ตัวเองดูเป็นนักวิ่ง แม้เพียงไปคาเฟ่หรือซูเปอร์มาร์เก็ต
เช่นเดียวกับ แอนดรูว์ คริสโตเฟอร์สัน ก่อนออกวิ่ง 5 ไมล์ มักใส่เสื้อคอตตอนรุ่น MothTech ของแบรนด์ Satisfy ซึ่งตัดรูด้วยเลเซอร์ช่วยระบายความร้อน ราคาประมาณ 140 ดอลลาร์ (ราว 4,693 บาท) และเขามักจับคู่กับกางเกง Space-O ของแบรนด์เดียวกันราคา 180 ดอลลาร์ (ราว 6,000 บาท) ดังนั้นคอลเล็กชันอุปกรณ์วิ่งของเขาจึงมีมูลค่าเกือบ 5,000 ดอลลาร์ (ราว 1.67 แสนบาท) ยังไม่รวมแว่นกันแดดราคา 275 ดอลลาร์ (9,000 บาท) หรือถุงเท้าราคา 36 ดอลลาร์ (ราว 1,200 บาท)
นอกจากนี้ ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ยอดขายเสื้อผ้าวิ่งในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 10% มีมูลค่าเพิ่มเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ และการเพิ่มขึ้นนี้ดันให้ราคากางเกงขาสั้น เสื้อยืด และถุงเท้าแพงขึ้น ดังนั้นแบรนด์แฟชั่นและเทคโนโลยีจึงพัฒนาสินค้าใหม่เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ยินดีจ่าย ซึ่งท้าทายยักษ์ใหญ่อย่าง Nike กับ Adidas มากขึ้น
ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคจำนวนมากมองการวิ่งเป็นกิจกรรมสังคม จึงเกิด ‘คลับวิ่ง’ ที่ให้ความสำคัญกับบรรยากาศและการแสดงตัวตน โดยผู้บริหารของ JD Sports เปรียบคลับวิ่งใหม่ๆ ว่าเหมือนไนต์คลับแห่งหนึ่ง และบางแห่งแต่งตัวกันมากกว่าผับบางแห่ง เพราะฉะนั้นการแต่งกายและแบรนด์จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์นี้
ยิ่งไปกว่านั้น ฝั่งผู้เล่นในตลาดก็เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน แบรนด์อย่าง District Vision และ Bandit เติบโตเร็ว โดย District Vision มีรายได้ราว 10 ล้านดอลลาร์ โตประมาณ 30% ต่อปี ขณะที่ Bandit เสนอระบบสมาชิกที่ให้สิทธิพิเศษ เช่น เข้าถึงสินค้าใหม่ก่อนใคร และถุงเท้าชนิดพิเศษ เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์
ยกตัวอย่าง การที่คนหลายวัยเข้าสู่วงการวิ่งชัดขึ้นจากไรลีย์ เบอร์บอนและคารา ธีโอดอร์ ที่เริ่มวิ่งช่วงโควิดและกลายเป็นนักวิ่งประจำ พวกเขาจึงลงทุนกับเสื้อผ้าและอุปกรณ์มากขึ้น และมองว่าเสื้อผ้าวิ่งบางชิ้นใส่วิ่งก็ดีและใส่ในชีวิตประจำวันก็ได้
นอกจากนี้ เทรนด์พรีเมียมยังลามไปถึงรองเท้าวิ่ง โดยยอดขายรองเท้าวิ่งในสหรัฐฯ เพิ่ม 12% และรองเท้าราคาตั้งแต่ 150 ดอลลาร์ (ราว 5,000 บาท) ขึ้นไปมียอดขายเพิ่ม 46% ซึ่งสะท้อนจากการที่ Adidas เปิดตัวรองเท้าแข่งน้ำหนักเบารุ่นลิมิเต็ดราคา 500 ดอลลาร์ (ราว 1.6 หมื่นบาท) ซึ่งขายหมดอย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน แบรนด์เล็กอย่าง Satisfy ได้ขยายความร่วมมือกับแบรนด์ใหญ่อย่าง Oakley และ Adidas ออกสินค้าอย่างแว่นและรองเท้า พร้อมคาดว่าจะเติบโต 50–60% ในปีนี้
สุดท้าย แนวโน้มการใช้จ่ายกับการวิ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและพฤติกรรม ในปี 2025-2026 คาดว่าชาวอเมริกัน 52.3 ล้านคนจะวิ่งหรือจ็อกกิ้ง และจะทำการเข้าร่วมงานวิ่งและคลับเพิ่มขึ้น ส่วน Gen Z ประมาณ 30% ระบุว่าจะใช้จ่ายเพิ่มกับการสมัครสมาชิกฟิตเนส ดังนั้นผู้ประกอบการจึงคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้างตลาดเสื้อผ้าวิ่งจะเติบโตเฉลี่ย 7–8% ต่อปี
ภาพ:hurricanehank/shutterstock
อ้างอิง: