“รอมฎอน” พาคณะลงพื้นที่ ตรวจรอยกระสุน สืบข้อเท็จจริงปมยิงวัยรุ่นจากเฮลิคอปเตอร์
รอมฎอน พาคณะลงพื้นที่ ตรวจรอยกระสุน สืบข้อเท็จจริงปมยิงวัยรุ่นจากเฮลิคอปเตอร์ พบเป็นปลอกกระสุนขนาด 5.56 มิลลิเมตร
เพจเฟซบุ๊ก พรรคประชาชน นราธิวาส ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “รอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมคณะทำงานพรรคประชาชน จังหวัดนราธิวาส ลงพื้นที่อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เพื่อติดตามสถานการณ์ เยี่ยมให้กำลังใจผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ และรับฟังข้อมูลจากหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่
จุดแรก คณะทำงานฯได้เข้าเยี่ยม นายซอและ (สงวนนามสกุล) อายุ 21 ปี ซึ่งอยู่ระหว่างรักษาตัว พร้อมพบปะและให้กำลังใจครอบครัว หลังนายซอและได้รับบาดเจ็บจากเหตุถูกยิงในพื้นที่ตำบลช้างเผือก เมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา
กรณีดังกล่าวยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับที่มาของกระสุน โดยผู้ได้รับบาดเจ็บและเพื่อนที่อยู่ในเหตุการณ์ให้ข้อมูลว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวมีเฮลิคอปเตอร์บินอยู่บริเวณใกล้เคียง ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงยืนยันว่าไม่มีการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ จึงยังไม่สามารถสรุปที่มาของกระสุนได้ และจำเป็นต้องรอการตรวจสอบจากพยานหลักฐานและผลพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์
จากนั้น สส.รอมฎอนและคณะทำงานฯ เดินทางไปยัง สถานีตำรวจภูธรจะแนะ เพื่อเข้าพบ พ.ต.อ.วีระศักดิ์ เพอแสละ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรจะแนะ และรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนคดี
พ.ต.อ.วีระศักดิ์ให้ข้อมูลว่า ในคืนวันที่ 22 สิงหาคม หลังเกิดเหตุวางเพลิงองค์การบริหารส่วนตำบลช้างเผือก เมื่อเวลาประมาณ 19.50 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งด่านตรวจสกัดบริเวณหน้า สภ.จะแนะ
ต่อมาเวลา 21.39 น. นายซอและและเพื่อนรวม 4 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ 3 คัน ผ่านด่านดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นบุคคลและรถ โดยไม่พบอาวุธปืน ยาเสพติด หรือสิ่งผิดกฎหมาย และพบอุปกรณ์สำหรับการตั้งแคมป์ โดยกลุ่มเยาวชนให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการตรวจค้น
เวลา 22.07 น. หรือประมาณ 28 นาทีต่อมา ตำรวจได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลจะแนะว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิง เมื่อตรวจสอบพบว่าเป็นนายซอและ โดยช่วงเวลาดังกล่าวสอดคล้องกับลำดับเหตุการณ์ตามคำให้การของผู้ได้รับบาดเจ็บและเพื่อน
สำหรับการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ตำรวจระบุว่า พบ หัวกระสุนขนาด 5.56 มิลลิเมตร บริเวณรถจักรยานยนต์ของเพื่อนนายซอและ และพบ ปลอกกระสุนขนาด 5.56 มิลลิเมตร จำนวน 3 ปลอก บริเวณโคนต้นยางบนเนินเขา ห่างจากจุดที่นายซอและได้รับบาดเจ็บประมาณ 10–15 เมตร
นอกจากนี้ ตำรวจยังตรวจพบร่องรอยที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับกระสุนบนพื้นถนนหลายตำแหน่ง โดยวัตถุพยานที่ตรวจพบ รวมถึงหัวกระสุน ปลอกกระสุน เสื้อผ้าของผู้ได้รับบาดเจ็บ และหลักฐานอื่น ๆ ได้ถูกส่งตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ รวมถึงการตรวจร่องรอยเขม่าดินปืนและการวิเคราะห์วิถีกระสุน เพื่อประกอบการพิสูจน์ข้อเท็จจริง
ในขั้นนี้ การพบหัวกระสุนและปลอกกระสุนขนาด 5.56 มิลลิเมตร ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าใช้อาวุธชนิดใด หรือกระสุนถูกยิงมาจากตำแหน่งใด จึงต้องรอผลการตรวจพิสูจน์และการวิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งหมดประกอบกัน
หลังรับฟังข้อมูลจากตำรวจ สส.รอมฎอนและคณะทำงานฯเดินทางต่อไปยัง องค์การบริหารส่วนตำบลช้างเผือก เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจ นางสาวนาบีล๊ะ จะปะกิยา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลช้างเผือก เจ้าหน้าที่ และผู้เกี่ยวข้อง หลังสำนักงาน อบต.ได้รับความเสียหายจากเหตุวางเพลิงในเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569
จากนั้น คณะทำงานฯได้เดินทางไปยัง จุดเกิดเหตุที่นายซอและได้รับบาดเจ็บ เพื่อตรวจสอบสภาพพื้นที่และรับฟังข้อมูลเพิ่มเติม
สส.รอมฎอนระบุว่า จากการลงพื้นที่พบร่องรอยบนพื้นถนนหลายตำแหน่ง และจากการสังเกตเบื้องต้นนับได้ประมาณ 14 รอย อย่างไรก็ตาม จำนวนและลักษณะของร่องรอยดังกล่าวยังต้องอาศัยการตรวจพิสูจน์จากเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ จึงไม่ควรใช้จำนวนดังกล่าวเป็นข้อสรุปทางนิติวิทยาศาสตร์ในขณะนี้
เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อมูลของตำรวจที่พบหัวกระสุนและปลอกกระสุนขนาด 5.56 มิลลิเมตร นายรอมฎอนเห็นว่ายังมีประเด็นที่จำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่มเติม ทั้งชนิดของอาวุธ ทิศทางและวิถีกระสุน ตำแหน่งของผู้ยิง และลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
เนื่องจากข้อมูลจากผู้ได้รับบาดเจ็บ เพื่อนที่อยู่ในเหตุการณ์ และหน่วยงานของรัฐยังมีรายละเอียดบางส่วนที่ไม่ตรงกัน สส.รอมฎอนจึงเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง โดยมีบุคคลที่ได้รับความเชื่อถือจากหลายฝ่ายเข้ามาร่วมตรวจสอบ รวบรวมพยานหลักฐาน และอธิบายข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ
สส.รอมฎอนย้ำว่า ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อกล่าวหาหรือมุ่งเอาผิดฝ่ายใดล่วงหน้า แต่ต้องการให้ข้อเท็จจริงได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใส เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและลดข้อกังขาของประชาชน
สำหรับกรณีนายซอและ ประเด็นสำคัญที่ยังต้องติดตามต่อไปคือ ผลการตรวจพิสูจน์หัวกระสุน ปลอกกระสุน ร่องรอยที่เกี่ยวข้อง เขม่าดินปืน และการวิเคราะห์วิถีกระสุน ซึ่งจะเป็นหลักฐานสำคัญในการอธิบายว่าเหตุการณ์ในคืนวันที่ 22 สิงหาคมเกิดขึ้นอย่างไร และกระสุนที่ทำให้นายซอและได้รับบาดเจ็บมาจากทิศทางใด
ในวันเดียวกัน พรรคประชาชนได้แถลงถึงเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยประณามการใช้ความรุนแรง และเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนประสิทธิภาพของระบบข่าวกรองและระบบความมั่นคง หลังเกิดเหตุระเบิดและวางเพลิงรวม 51 จุดในคืนวันที่ 22 สิงหาคม พร้อมเสนอแนวทางต่อรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคง 5 ประการ
1. ยกระดับระบบข่าวกรองจากการรับรู้เหตุไปสู่การป้องกันเหตุ
รัฐบาลควรทบทวนตั้งแต่กระบวนการรวบรวมข่าว การวิเคราะห์ การประเมินความเสี่ยง การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ไปจนถึงการส่งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่สามารถนำไปใช้ป้องกันหรือสกัดกั้นเหตุได้อย่างทันท่วงที
2. สร้างระบบการข่าวบนพื้นฐานของความไว้วางใจจากประชาชน
การข่าวจากประชาชนและชุมชนมีความสำคัญ โดยรัฐต้องสร้างความมั่นใจว่าผู้ให้ข้อมูลจะได้รับการคุ้มครอง และควรทำงานร่วมกับผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักการเมืองท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ
3. ทำให้หน่วยงานความมั่นคงแลกเปลี่ยนข้อมูลและทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง หน่วยข่าวกรอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรสามารถเชื่อมโยงข้อมูลที่แต่ละฝ่ายมีอยู่เพื่อประเมินสถานการณ์ร่วมกัน และนำไปสู่การป้องกันเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. เชื่อมโยงการข่าวและความมั่นคงชายแดนใต้กับความร่วมมือระหว่างประเทศ
โดยเฉพาะความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล เครือข่าย ความเคลื่อนไหว และประเด็นที่อาจเกี่ยวข้องกับพื้นที่ชายแดน ควบคู่ไปกับความร่วมมือระหว่างประชาชนและชุมชนสองฝั่งชายแดน
5. เดินหน้ากระบวนการพูดคุยสันติสุขควบคู่กับการรักษาความปลอดภัย
พรรคประชาชนเสนอว่าการพูดคุยควรมีความต่อเนื่อง มีเป้าหมายชัดเจน เปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้เสียในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีส่วนร่วม และดำเนินควบคู่ไปกับมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยการใช้กระบวนการทางการเมืองเพื่อแก้ไขความขัดแย้งไม่ได้หมายถึงการยอมรับหรือให้ความชอบธรรมกับการใช้ความรุนแรง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงมีอย่างน้อยสองส่วนที่ต้องดำเนินควบคู่กันไป คือ การตรวจสอบข้อเท็จจริงเฉพาะกรณีนายซอและให้ชัดเจนตามพยานหลักฐานและหลักนิติวิทยาศาสตร์ และ การทบทวนระบบป้องกันเหตุในภาพรวม เพื่อไม่ให้เหตุความรุนแรงขนาดใหญ่เกิดขึ้นซ้ำ
เป้าหมายสำคัญควรเป็นการทำให้ประชาชนมีความปลอดภัย ข้อเท็จจริงได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใส ผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และความขัดแย้งได้รับการแก้ไขโดยใช้ทั้งมาตรการรักษาความปลอดภัย การสร้างความไว้วางใจ และกระบวนการทางการเมืองและสันติวิธีควบคู่กันไป”