ถอดบทเรียนคดี ป.ป.ช. ชี้มูลอดีตนายก อบจ.อุบลฯ
"การทุจริตไม่ได้เริ่มต้นในวันที่มีการเปิดซองประกวดราคา หากแต่อาจเริ่มต้นตั้งแต่วินาทีที่มีผู้หยิบปากกาขึ้นมากำหนด 'ราคากลาง' ของโครงการ"
เมื่อกล่าวถึงคดีทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ภาพที่คนส่วนใหญ่นึกถึงมักเป็นการฮั้วประมูล การเรียกรับสินบน หรือการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางราย
แต่คดีล่าสุดที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กลับสะท้อนให้เห็นว่า "ต้นตอของการทุจริต" อาจเกิดขึ้นก่อนการประกวดราคาเสียอีก!
เพราะหาก "ราคากลาง" ถูกกำหนดขึ้นโดยไม่สุจริต การแข่งขันที่เกิดขึ้นภายหลังก็อาจเป็นเพียงการแข่งขันภายใต้กติกาที่ถูกบิดเบือนตั้งแต่แรก
คดีนี้จึงมิใช่เพียงเรื่องเครื่องสูบน้ำ 80 เครื่อง หากแต่เป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการใช้อำนาจรัฐ และการคุ้มครองเงินภาษีของประชาชนอย่างแท้จริง
เมื่อความเสียหาย…ไม่ได้เริ่มต้นในวันเปิดซองประมูล ข้อเท็จจริงตามที่เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. แถลงเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า ย้อนกลับไปในปีงบประมาณ 2556 องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อุบลราชธานี ได้ดำเนินโครงการจัดซื้อเครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่งเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 8 นิ้ว จำนวน 80 เครื่อง เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรตามโครงการเอาชนะความแห้งแล้งด้วยชลประทานระบบท่อ
นายก อบจ.ในขณะนั้นได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการสืบราคา กำหนดคุณลักษณะ และกำหนดราคากลาง ก่อนที่คณะกรรมการชุดดังกล่าวจะเสนอรายงานสืบราคาและเคาะราคากลางไว้สูงถึง 750,000 บาทต่อเครื่อง
อย่างไรก็ตาม ทาง ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบเชิงลึกและพบ "จุดพิรุธ" สำคัญ
1.ข้อมูลย้อนหลัง : เพียง 2 ปีก่อนหน้านั้น (ปีงบประมาณ 2554) อบจ.แห่งเดียวกันนี้เคยจัดซื้อเครื่องสูบน้ำที่มีคุณลักษณะ (Specification) เดียวกันทุกประการในราคาเพียง 650,000 บาทต่อเครื่อง
2.ส่วนต่างที่หายไป : ราคากลางใหม่ในปี 2556 จึงสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 100,000 บาทต่อเครื่อง ส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่รัฐรวมเป็นเงินสูงถึง 8,000,000 บาท
ประเด็นสำคัญของคดีนี้จึงมิใช่เพียงแค่เรื่อง "ซื้อของแพง" แต่เป็นข้อกล่าวหาที่ว่า ผู้มีอำนาจรับทราบราคาที่เคยจัดซื้ออยู่แล้ว แต่กลับมีข้อสั่งการให้กำหนดราคากลางสูงขึ้น ทั้งที่หลักเกณฑ์ของทางราชการระบุชัดเจนว่า การกำหนดราคากลางให้ใช้ราคาที่หน่วยงานเคยจัดซื้อจัดจ้างภายในระยะเวลา 2 ปีงบประมาณย้อนหลังเป็นฐานอ้างอิง เว้นแต่จะมีเหตุผลความจำเป็นอื่นรองรับที่อธิบายได้อย่างโปร่งใส
"ความเสียหายของรัฐ อาจไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่มีการลงนามในสัญญา แต่อาจเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่มีการกำหนดราคากลาง"
ราคากลาง" ตัวเลขธรรมดา…หรืออาวุธเงียบที่ทำให้รัฐเสียเปรียบ?
หลายคนอาจมองว่าราคากลางเป็นเพียงตัวเลขทางธุรการสำหรับตั้งงบประมาณ แต่ในทางกฎหมายและการบริหารพัสดุภาครัฐ ราคากลางคือ "จุดตั้งต้นและเข็มทิศ" ของการแข่งขันทั้งหมด
กระบวนการความเสียหายเกิดขึ้นดังนี้: [ราคากลางที่ตั้งไว้สูงเกินจริง] [คู่ค้าเสนอราคาใกล้เคียงเพดาน] [รัฐจ่ายแพงเกินจริง แม้ประมูลถูกต้องตามขั้นตอน]
หากราคากลางถูกตั้งไว้สูงเกินความเป็นจริง ผู้เสนอราคาย่อมมีแนวโน้มที่จะเสนอราคาให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับเพดานงบประมาณนั้น ส่งผลให้รัฐต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินแพงกว่าที่ควรจะเป็น แม้ว่าในทางเอกสาร กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างหรือการประกวดราคาจะถูกต้องและดำเนินไปครบถ้วนทุกขั้นตอนก็ตาม
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การแข่งขันอาจยังคงมีอยู่จริง แต่เป็นการแข่งขันบนฐานราคาที่บิดเบี้ยวและผิดพลาดมาตั้งแต่ต้นน้ำ
"ราคากลางไม่ใช่ราคาที่รัฐต้องจ่าย แต่เป็นราคาที่กำหนดว่ารัฐจะเสียเปรียบได้มากเพียงใด" เมื่อ "คนตั้งราคา" อาจสำคัญกว่า "คนชนะประมูล"
เหตุผลสำคัญที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดในคดีนี้ มิใช่เพียงเพราะราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด แต่เป็นเพราะพบพฤติการณ์ที่มีน้ำหนักเชื่อได้ว่า "มีการใช้อำนาจโดยมิชอบในการกำหนดราคากลาง"
ป.ป.ช.จึงได้มีมติชี้มูลความผิดทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้:
กลุ่มที่ 1: อดีตนายก อบจ.อุบลราชธานี (ตัวการร่วม/ผู้สั่งการ) โดนชี้มูลความผิดอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการทรัพย์ แต่ใช้อำนาจโดยทุจริต) มาตรา 157 (ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ) พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 172 (เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจในตำแหน่งมิชอบ)
กลุ่มที่ 2 : คณะกรรมการสืบราคา และรองปลัด อบจ. (ผู้ร่วมกระทำ/สนับสนุน) โดนชี้มูลความผิดอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 (ผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน) มาตรา 157 และ พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 172 พร้อมชี้มูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง (โทษสูงสุดคือไล่ออกหรือปลดออก)
คดีนี้จึงชี้ให้เห็นว่า กฎหมายไม่ได้มุ่งลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐเพียงเพราะการซื้อของแพงในสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง แต่กฎหมายมุ่งลงโทษ "การบิดเบือนเจตนารมณ์และใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่สุจริต" เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตนบนความเสียหายของส่วนรวม
“ผู้ชนะประมูลอาจเปลี่ยนหน้าได้…แต่หากราคากลางถูกบิดเบือนตั้งแต่แรก ผู้แพ้ที่แท้จริงก็คือประชาชน" ราคากลางสูง…แปลว่าทุจริตเสมอหรือไม่? คำตอบในทางนิติศาสตร์คือ "ไม่เสมอไป"
การที่ราคาสินค้าหรือครุภัณฑ์จะปรับตัวสูงขึ้นในการจัดซื้อครั้งใหม่ อาจเกิดจากปัจจัยแวดล้อมที่สมเหตุสมผลหลายประการ เช่น ราคาวัตถุดิบในตลาดหรือค่าแรงที่สูงขึ้น, การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ หรือเทคโนโลยีและคุณลักษณะเฉพาะ (Specification) ที่ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม
ดังนั้นในขั้นตอนการต่อสู้คดีในชั้นศาล ประเด็นพิพาทสำคัญจะไม่ใช่เพียงแค่การหยิบตัวเลขของปี 2554 และ 2556 มาลบกันแล้วชี้หน้าว่าโกง แต่จะเป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเชิงลึก ได้แก่ :
1.เครื่องสูบน้ำที่จัดซื้อทั้ง 2 ครั้งมีคุณลักษณะและประสิทธิภาพเหมือนกันจริงหรือไม่?
2.การติดตั้งอุปกรณ์เสริมหรือปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยเพิ่มขึ้นหรือไม่?
3.ราคาตลาด (Market Price) ของเครื่องยนต์ประเภทนี้ในช่วงปี 2556 มีความผันผวนอย่างไร? 4.ที่สำคัญที่สุด : มีพยานหลักฐาน (เช่น บันทึกข้อความ พยานบุคคล หรือเส้นทางการเงิน) ที่ชี้ชัดพฤติกรรมว่ามีการสั่งการให้เขียนตัวเลขราคากลางให้สูงขึ้นอย่างมีเจตนาทุจริตหรือไม่?
ทั้งนี้ การชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช.ถือเป็นกระบวนการขั้นต้นในการกลั่นกรองคดีเพื่อส่งต่อให้อัยการสูงสุดพิจารณาส่งฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยผู้ถูกกล่าวหาทุกรายยังคงได้รับสิทธิตามกฎหมายในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ และได้รับการคุ้มครองตามหลัก "สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์" จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาล
คดีนี้ไม่ได้สอนแค่เรื่องเครื่องสูบน้ำ แต่สอนเรื่อง "การใช้อำนาจ"
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้ผลักดันหลักการสำคัญที่เรียกว่า "Integrity in Public Procurement" (ความสุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ) ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่า ความโปร่งใสจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อเราใส่ใจตั้งแต่กระบวนการ "ต้นน้ำ" คือ ตั้งแต่การประเมินความจำเป็นของโครงการ การกำหนดคุณสมบัติพัสดุ และการคำนวณราคากลาง ไม่ใช่ไปจับตากันเฉพาะตอนเปิดซองหรือตรวจรับที่ปลายน้ำเท่านั้น
หลักการสากลนี้สอดรับกับเจตนารมณ์ของกฎหมายไทย ที่ต้องการปกป้องผลประโยชน์ของรัฐตั้งแต่ขั้นเตรียมการ เพื่อไม่ให้เม็ดเงินภาษีรั่วไหลไปตั้งแต่ก่อนจะเริ่มลงนามในสัญญาเสียด้วยซ้ำ
“การฮั้วประมูลอาจเกิดขึ้นในวันเปิดซอง แต่การทุจริตอาจเริ่มขึ้นตั้งแต่วันกำหนดราคากลาง"
เงินภาษีของประชาชน…อาจหายไปตั้งแต่ "ปลายปากกา"
คดีนี้จึงเป็นเสียงเตือนภัยดังๆ ไปยังผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับ ว่าอำนาจในการอนุมัติโครงการต่างๆ ไม่ใช่อภิสิทธิ์ในการใช้จ่ายงบประมาณตามใจชอบ แต่เป็น "หน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ในการพิทักษ์รักษาเงินภาษีของประชาชน"
ทุกตัวเลขที่ถูกเขียนลงบนกระดาษราคากลาง ทุกเหตุผลที่ใช้กำหนดสเปกครุภัณฑ์ และทุกๆ ลายเซ็นที่จรดลงบนเอกสารอนุมัติ ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องมีคำอธิบาย มีหลักฐานอ้างอิง และพร้อมรับการตรวจสอบย้อนหลังได้เสมอในอนาคต
เพราะในท้ายที่สุด สิ่งที่กฎหมายมุ่งมั่นปกป้องมิใช่เพียงแค่ตัวเลขงบประมาณในบัญชีของรัฐ…หากแต่คือ "ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อความสุจริตในการบริหารราชการแผ่นดิน"
และความเชื่อมั่นนั้นก็มักจะไม่ได้สูญเสียไปในวันที่มีการจ่ายเงิน แต่อาจสูญเสียไปตั้งแต่วินาทีที่มีผู้เขียนตัวเลขราคากลางที่บิดเบี้ยวลงในกระดาษแผ่นแรกของโครงการแล้วครับ.
โดย “วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ”