โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถอดบทเรียนคดี ป.ป.ช. ชี้มูลอดีตนายก อบจ.อุบลฯ

ไทยโพสต์

อัพเดต 27 กรกฎาคม 2569 เวลา 3.48 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"การทุจริตไม่ได้เริ่มต้นในวันที่มีการเปิดซองประกวดราคา หากแต่อาจเริ่มต้นตั้งแต่วินาทีที่มีผู้หยิบปากกาขึ้นมากำหนด 'ราคากลาง' ของโครงการ"

เมื่อกล่าวถึงคดีทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ภาพที่คนส่วนใหญ่นึกถึงมักเป็นการฮั้วประมูล การเรียกรับสินบน หรือการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางราย

แต่คดีล่าสุดที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กลับสะท้อนให้เห็นว่า "ต้นตอของการทุจริต" อาจเกิดขึ้นก่อนการประกวดราคาเสียอีก!

เพราะหาก "ราคากลาง" ถูกกำหนดขึ้นโดยไม่สุจริต การแข่งขันที่เกิดขึ้นภายหลังก็อาจเป็นเพียงการแข่งขันภายใต้กติกาที่ถูกบิดเบือนตั้งแต่แรก

คดีนี้จึงมิใช่เพียงเรื่องเครื่องสูบน้ำ 80 เครื่อง หากแต่เป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการใช้อำนาจรัฐ และการคุ้มครองเงินภาษีของประชาชนอย่างแท้จริง

เมื่อความเสียหาย…ไม่ได้เริ่มต้นในวันเปิดซองประมูล ข้อเท็จจริงตามที่เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. แถลงเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า ย้อนกลับไปในปีงบประมาณ 2556 องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อุบลราชธานี ได้ดำเนินโครงการจัดซื้อเครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่งเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 8 นิ้ว จำนวน 80 เครื่อง เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรตามโครงการเอาชนะความแห้งแล้งด้วยชลประทานระบบท่อ

นายก อบจ.ในขณะนั้นได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการสืบราคา กำหนดคุณลักษณะ และกำหนดราคากลาง ก่อนที่คณะกรรมการชุดดังกล่าวจะเสนอรายงานสืบราคาและเคาะราคากลางไว้สูงถึง 750,000 บาทต่อเครื่อง

อย่างไรก็ตาม ทาง ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบเชิงลึกและพบ "จุดพิรุธ" สำคัญ

1.ข้อมูลย้อนหลัง : เพียง 2 ปีก่อนหน้านั้น (ปีงบประมาณ 2554) อบจ.แห่งเดียวกันนี้เคยจัดซื้อเครื่องสูบน้ำที่มีคุณลักษณะ (Specification) เดียวกันทุกประการในราคาเพียง 650,000 บาทต่อเครื่อง

2.ส่วนต่างที่หายไป : ราคากลางใหม่ในปี 2556 จึงสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 100,000 บาทต่อเครื่อง ส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่รัฐรวมเป็นเงินสูงถึง 8,000,000 บาท

ประเด็นสำคัญของคดีนี้จึงมิใช่เพียงแค่เรื่อง "ซื้อของแพง" แต่เป็นข้อกล่าวหาที่ว่า ผู้มีอำนาจรับทราบราคาที่เคยจัดซื้ออยู่แล้ว แต่กลับมีข้อสั่งการให้กำหนดราคากลางสูงขึ้น ทั้งที่หลักเกณฑ์ของทางราชการระบุชัดเจนว่า การกำหนดราคากลางให้ใช้ราคาที่หน่วยงานเคยจัดซื้อจัดจ้างภายในระยะเวลา 2 ปีงบประมาณย้อนหลังเป็นฐานอ้างอิง เว้นแต่จะมีเหตุผลความจำเป็นอื่นรองรับที่อธิบายได้อย่างโปร่งใส

"ความเสียหายของรัฐ อาจไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่มีการลงนามในสัญญา แต่อาจเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่มีการกำหนดราคากลาง"

ราคากลาง" ตัวเลขธรรมดา…หรืออาวุธเงียบที่ทำให้รัฐเสียเปรียบ?

หลายคนอาจมองว่าราคากลางเป็นเพียงตัวเลขทางธุรการสำหรับตั้งงบประมาณ แต่ในทางกฎหมายและการบริหารพัสดุภาครัฐ ราคากลางคือ "จุดตั้งต้นและเข็มทิศ" ของการแข่งขันทั้งหมด

กระบวนการความเสียหายเกิดขึ้นดังนี้: [ราคากลางที่ตั้งไว้สูงเกินจริง] [คู่ค้าเสนอราคาใกล้เคียงเพดาน] [รัฐจ่ายแพงเกินจริง แม้ประมูลถูกต้องตามขั้นตอน]

หากราคากลางถูกตั้งไว้สูงเกินความเป็นจริง ผู้เสนอราคาย่อมมีแนวโน้มที่จะเสนอราคาให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับเพดานงบประมาณนั้น ส่งผลให้รัฐต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินแพงกว่าที่ควรจะเป็น แม้ว่าในทางเอกสาร กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างหรือการประกวดราคาจะถูกต้องและดำเนินไปครบถ้วนทุกขั้นตอนก็ตาม

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การแข่งขันอาจยังคงมีอยู่จริง แต่เป็นการแข่งขันบนฐานราคาที่บิดเบี้ยวและผิดพลาดมาตั้งแต่ต้นน้ำ

"ราคากลางไม่ใช่ราคาที่รัฐต้องจ่าย แต่เป็นราคาที่กำหนดว่ารัฐจะเสียเปรียบได้มากเพียงใด" เมื่อ "คนตั้งราคา" อาจสำคัญกว่า "คนชนะประมูล"

เหตุผลสำคัญที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดในคดีนี้ มิใช่เพียงเพราะราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด แต่เป็นเพราะพบพฤติการณ์ที่มีน้ำหนักเชื่อได้ว่า "มีการใช้อำนาจโดยมิชอบในการกำหนดราคากลาง"

ป.ป.ช.จึงได้มีมติชี้มูลความผิดทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้:

กลุ่มที่ 1: อดีตนายก อบจ.อุบลราชธานี (ตัวการร่วม/ผู้สั่งการ) โดนชี้มูลความผิดอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการทรัพย์ แต่ใช้อำนาจโดยทุจริต) มาตรา 157 (ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ) พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 172 (เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจในตำแหน่งมิชอบ)

กลุ่มที่ 2 : คณะกรรมการสืบราคา และรองปลัด อบจ. (ผู้ร่วมกระทำ/สนับสนุน) โดนชี้มูลความผิดอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 (ผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน) มาตรา 157 และ พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 172 พร้อมชี้มูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง (โทษสูงสุดคือไล่ออกหรือปลดออก)

คดีนี้จึงชี้ให้เห็นว่า กฎหมายไม่ได้มุ่งลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐเพียงเพราะการซื้อของแพงในสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง แต่กฎหมายมุ่งลงโทษ "การบิดเบือนเจตนารมณ์และใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่สุจริต" เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตนบนความเสียหายของส่วนรวม

“ผู้ชนะประมูลอาจเปลี่ยนหน้าได้…แต่หากราคากลางถูกบิดเบือนตั้งแต่แรก ผู้แพ้ที่แท้จริงก็คือประชาชน" ราคากลางสูง…แปลว่าทุจริตเสมอหรือไม่? คำตอบในทางนิติศาสตร์คือ "ไม่เสมอไป"

การที่ราคาสินค้าหรือครุภัณฑ์จะปรับตัวสูงขึ้นในการจัดซื้อครั้งใหม่ อาจเกิดจากปัจจัยแวดล้อมที่สมเหตุสมผลหลายประการ เช่น ราคาวัตถุดิบในตลาดหรือค่าแรงที่สูงขึ้น, การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ หรือเทคโนโลยีและคุณลักษณะเฉพาะ (Specification) ที่ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม

ดังนั้นในขั้นตอนการต่อสู้คดีในชั้นศาล ประเด็นพิพาทสำคัญจะไม่ใช่เพียงแค่การหยิบตัวเลขของปี 2554 และ 2556 มาลบกันแล้วชี้หน้าว่าโกง แต่จะเป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเชิงลึก ได้แก่ :

1.เครื่องสูบน้ำที่จัดซื้อทั้ง 2 ครั้งมีคุณลักษณะและประสิทธิภาพเหมือนกันจริงหรือไม่?

2.การติดตั้งอุปกรณ์เสริมหรือปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยเพิ่มขึ้นหรือไม่?

3.ราคาตลาด (Market Price) ของเครื่องยนต์ประเภทนี้ในช่วงปี 2556 มีความผันผวนอย่างไร? 4.ที่สำคัญที่สุด : มีพยานหลักฐาน (เช่น บันทึกข้อความ พยานบุคคล หรือเส้นทางการเงิน) ที่ชี้ชัดพฤติกรรมว่ามีการสั่งการให้เขียนตัวเลขราคากลางให้สูงขึ้นอย่างมีเจตนาทุจริตหรือไม่?

ทั้งนี้ การชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช.ถือเป็นกระบวนการขั้นต้นในการกลั่นกรองคดีเพื่อส่งต่อให้อัยการสูงสุดพิจารณาส่งฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยผู้ถูกกล่าวหาทุกรายยังคงได้รับสิทธิตามกฎหมายในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ และได้รับการคุ้มครองตามหลัก "สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์" จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาล

คดีนี้ไม่ได้สอนแค่เรื่องเครื่องสูบน้ำ แต่สอนเรื่อง "การใช้อำนาจ"

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้ผลักดันหลักการสำคัญที่เรียกว่า "Integrity in Public Procurement" (ความสุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ) ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่า ความโปร่งใสจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อเราใส่ใจตั้งแต่กระบวนการ "ต้นน้ำ" คือ ตั้งแต่การประเมินความจำเป็นของโครงการ การกำหนดคุณสมบัติพัสดุ และการคำนวณราคากลาง ไม่ใช่ไปจับตากันเฉพาะตอนเปิดซองหรือตรวจรับที่ปลายน้ำเท่านั้น

หลักการสากลนี้สอดรับกับเจตนารมณ์ของกฎหมายไทย ที่ต้องการปกป้องผลประโยชน์ของรัฐตั้งแต่ขั้นเตรียมการ เพื่อไม่ให้เม็ดเงินภาษีรั่วไหลไปตั้งแต่ก่อนจะเริ่มลงนามในสัญญาเสียด้วยซ้ำ

“การฮั้วประมูลอาจเกิดขึ้นในวันเปิดซอง แต่การทุจริตอาจเริ่มขึ้นตั้งแต่วันกำหนดราคากลาง"

เงินภาษีของประชาชน…อาจหายไปตั้งแต่ "ปลายปากกา"

คดีนี้จึงเป็นเสียงเตือนภัยดังๆ ไปยังผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับ ว่าอำนาจในการอนุมัติโครงการต่างๆ ไม่ใช่อภิสิทธิ์ในการใช้จ่ายงบประมาณตามใจชอบ แต่เป็น "หน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ในการพิทักษ์รักษาเงินภาษีของประชาชน"

ทุกตัวเลขที่ถูกเขียนลงบนกระดาษราคากลาง ทุกเหตุผลที่ใช้กำหนดสเปกครุภัณฑ์ และทุกๆ ลายเซ็นที่จรดลงบนเอกสารอนุมัติ ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องมีคำอธิบาย มีหลักฐานอ้างอิง และพร้อมรับการตรวจสอบย้อนหลังได้เสมอในอนาคต

เพราะในท้ายที่สุด สิ่งที่กฎหมายมุ่งมั่นปกป้องมิใช่เพียงแค่ตัวเลขงบประมาณในบัญชีของรัฐ…หากแต่คือ "ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อความสุจริตในการบริหารราชการแผ่นดิน"

และความเชื่อมั่นนั้นก็มักจะไม่ได้สูญเสียไปในวันที่มีการจ่ายเงิน แต่อาจสูญเสียไปตั้งแต่วินาทีที่มีผู้เขียนตัวเลขราคากลางที่บิดเบี้ยวลงในกระดาษแผ่นแรกของโครงการแล้วครับ.

โดย “วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...