โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แมคลาเรนกลับมาเพราะพัฒนาได้ตรงจุด ในฮังกาเรียน กรังด์ปรีซ์ 2026

THE STANDARD

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
แมคลาเรนกลับมาเพราะพัฒนาได้ตรงจุด ในฮังกาเรียน กรังด์ปรีซ์ 2026

สำหรับแฟนแมคลาเรน การที่พวกเขาต้องรอชัยชนะเรซแรกของทีมจนกระทั่งสนามสุดท้ายก่อนพักในช่วงซัมเมอร์เบรก นับเป็นระยะเวลาที่ยาวนานทีเดียว

แลนโด นอร์ริส แชมป์โลกจากฤดูกาลที่ผ่านมา ผ่านการแข่งขันไปถึง 10 สนามโดยไม่มีชัยชนะแม้แต่ครั้งเดียว และเมื่อมองไปยัง ออสการ์ ปิอัสทรี ก็ต้องสิ้นหวังมากกว่า

ขณะที่ในภาพรวมของทีมมะละกอ ก็ต้องหลุดจากตำแหน่งจากทีมที่มีรถที่เร็วที่สุดอย่างชัดเจนในฤดูกาลนี้ และเป็นทางเมอร์ซีเดสและเฟอร์รารี ที่ก้าวขึ้นมายึดตำแหน่งนั้นไปได้อย่างสมบูรณ์

ผ่านมาเกือบครึ่งทางของฤดูกาล 2026 หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า ยุคของพวกเขาจบลงแล้วหรือไม่ แต่ที่ฮังกาโรริง สนามสุดท้ายก่อนเข้าสู่ช่วงซัมเมอร์เบรก ทั้งทีมและนักขับตอบคำถามทั้งหมดด้วยผลงานในสนาม

แลนโด คว้าชัยในรอบควอลิฟาย ก่อนเปลี่ยนมันเป็นชัยชนะแรกของปี และพาแมคลาเรนกลับมายืนบนจุดสูงสุดอีกครั้งในสัปดาห์ที่เกือบสมบูรณ์แบบที่สุด

ฮังกาโรริงเป็นสนามที่ขึ้นชื่อว่าแซงยากที่สุดแห่งหนึ่งของปฏิทิน F1 ในปี 2026 นั่นทำให้การที่ แลนโด คว้าตำแหน่งโพล ในการออกสตาร์ท กลายเป็นกุญแจสำคัญในการคว้าชัยชนะในสนามนี้

หลายคนอาจคิดว่าเขาโชคดี เพราะ ออสการ์ ปิอัสทรี เสียเวลาจากการปะทะกับ คาร์ลอส ไซนซ์ ก่อนรถจะมีปัญหาที่เกียร์บ็อกซ์ จนต้องออกจากการแข่งขัน

แต่อย่าลืมว่า แลนโดคือรถที่เร็วที่สุดตลอดทั้งสุดสัปดาห์ และแม้จะเสียตำแหน่งผู้นำให้ออสการ์หลังพลาดที่โค้ง 2 ในรอบแรก เขายังคงเกาะหลังเพื่อนร่วมทีมอยู่ในระยะไม่ถึงหนึ่งวินาทีตลอดเกือบ 40 รอบ

สิ่งที่ทำให้นอร์ริสแตกต่างจากตัวเขาเมื่อหนึ่งปีก่อนคือ วิธีรับมือกับความผิดพลาด เขาไม่ได้เร่งแซงจนเผายางหมดอย่างรวดเร็ว ไม่ได้ปล่อยให้อารมณ์ครอบงำ แม้จะบ่นผ่านวิทยุว่าตัวเองเร็วกว่า แต่ก็ยังรักษาจังหวะการขับ รอเวลาที่เหมาะสม

และเมื่อแมคลาเรน เลือกใช้กลยุทธ์โอเวอร์คัตในการปล่อยให้เขาวิ่งต่ออีกหลายรอบในอากาศสะอาด แลนโดก็ทำเวลาต่อรอบได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้เมื่อเข้าพิตแล้วออกมาอีกครั้ง เขาก็นำในการแข่งขัน และไม่เปิดโอกาสให้ใครกลับมาอีกเลย

หลังการแข่งขัน แลนโดกล่าวว่า นี่คือหนึ่งในผลงานที่ดีที่สุดในอาชีพของเขา เพราะความเร็วไม่ได้เกิดขึ้นจากการอัปเกรดรถเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการทำงานร่วมกับวิศวกรตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

เขายอมรับว่ารถปี 2026 ไม่ใช่รถที่ให้ความรู้สึกดีเหมือนรถยุคก่อน แต่เขาเรียนรู้วิธีดึงศักยภาพของมันออกมาได้มากขึ้น นั่นคือผลลัพธ์ของการทำงานหนัก มากกว่าพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว

อันเดรีย สเตลลา หัวหน้าทีมแมคลาเรน อธิบายว่า แลนโดเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งในแง่ความมั่นใจ การเข้าใจเครื่องมือที่ตัวเองมี และที่สำคัญที่สุดคือการควบคุมอารมณ์

เขาไม่ตื่นตระหนกเมื่อเสียตำแหน่งผู้นำ ไม่เร่งแซงในจังหวะที่เป็นไปไม่ได้ และเลือกใช้ความเร็วที่เหมาะสมที่สุด นั่นคือพัฒนาการของแชมป์โลกอย่างแท้จริง

ชัยชนะในสนามนี้ เป็นข้อพิสูจน์ที่ดีว่า แมคลาเรน เดินมาถูกทาง เพราะหลังผ่านมา 10 สนามก่อนศึกฮังกาเรียน กรังด์ปรีซ์ แลนโด และ ออสการ์ ทำผลงานได้ไปแค่คนละ 2 โพเดียม โดยไร้ชัยชนะ

ความน่าผิดหวังนั้นทำให้ทีมตัดสินใจนำแพ็กเกจอัปเกรดครั้งใหญ่ก่อนเข้าสู่การแข่งขันที่ฮังการี ส่งผลให้รถ MCL40 กลับมามีสมดุลที่ดี ยางเสื่อมช้าลง และสามารถรักษาความเร็วในช่วงได้เหนือกว่าคู่แข่ง โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในอากาศสะอาด

สำหรับแฟนแมคลาเรน นั่นเป็นเพียงความน่ายินดีแรกเท่านั้น เพราะทีมยังมีการอัปเกรดอีกชุด ที่จะนำมาใช้ในสนามต่อไปอย่าง ดัตช์ กรังด์ปรีซ์ ที่ซานด์ฟอร์ด

และหากแพ็กเกจอัปเกรดในสนามแรกหลังซัมเมอร์เบรกได้ผลเหมือนที่ฮังกาโรริง นั่นน่าจะให้ครึ่งฤดูกาลหลังในศึก F1 ปีนี้ ชื่อของ แลนโด นอร์ริส น่าจะกลับไปไล่ล่าพื้นที่หัวตารางของเขาอีกครั้งได้อย่างแน่นอน

แต่ตรงกันข้ามกับแลนโด ซึ่งมีสุดสัปดาห์ที่ยอดเยี่ยม เพื่อนร่วมทีมอย่าง ออสการ์ ปิอัสทรี กลับมีสัปดาห์ที่เลวร้าย ถึงขนาดพูดได้ว่า เขาน่าจะเป็นคนที่โชคร้ายที่สุดในเรซนี้

นักขับชาวออสเตรเลียออกตัวได้อย่างยอดเยี่ยม แซงเพื่อนร่วมทีมอย่างแลนโดขึ้นนำตั้งแต่รอบแรก และดูเหมือนกำลังจะมีโอกาสคว้าชัยชนะแรกของฤดูกาล

แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปในช่วงการเข้าพิตครั้งที่สอง เมื่อเขาต้องเสียเวลาหลังถูก คาร์ลอส ไซนซ์ ชนระหว่างการแซงรอบ จนทำให้แลนโดใช้กลยุทธ์โอเวอร์คัต และกลับขึ้นไปนำได้สำเร็จ

ความโชคร้ายยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะก่อนจบการแข่งขันราว 15 รอบ รถของเขาก็เกิดปัญหาเกียร์บ็อกซ์จนต้องจอดข้างทางและ DNF ออกไป ส่งผลให้แมคลาเรนพลาดโอกาสทำอันดับ 1-2 ทั้งที่มีรถเร็วที่สุดของสนามอย่างชัดเจน

หลังจบเรซ ออสการ์ไม่ปิดบังความโกรธ เขามองว่าการขับของไซนซ์เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อนักขับจากวิลเลียมส์กำลังจะถูกแซงรอบ แต่กลับไม่มีการรับรู้ถึงรถที่เข้ามาด้านหลัง

แม้ภายหลังจะมีการเปิดเผยว่า ระบบแจ้งเตือนเกิดความขัดข้อง ทำให้การสื่อสารกับนักขับผิดพลาด แต่ออสการ์ยืนยันว่า นั่นไม่ใช่ข้อแก้ตัว และนักขับทุกคนควรมีความตระหนักรู้ต่อสถานการณ์ในสนามมากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม แม้ออสการ์จะโชคร้ายในเรซนี้ แต่การที่เขาเกือบจะจบเรซด้วยการคว้าชัยชนะก่อนที่รถจะเสีย ก็พอจะทำให้เห็นว่า แมคลาเรน กลับมารายงานตัวในฐานะทีมที่น่ากลัวอีกครั้ง และพูดได้ว่า พวกเขาเปรียบเสมือนผู้ชนะในเรซนี้ได้เลย

เมื่อมองว่าทีมมะละกอคือผู้ชนะในเรซนี้ ผู้แพ้อาจจะกลายเป็นทีมเฟอร์รารี ที่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดมือไปอย่างน่าเสียดาย

เพราะก่อนการแข่งขัน หลายฝ่ายมองว่า ฮังกาโรริงคือสนามที่เหมาะกับเฟอร์รารีที่สุดในครึ่งฤดูกาลแรก เพราะลักษณะสนามเน้นโค้งต่อเนื่องและไม่พึ่งพาพลังเครื่องยนต์มากนัก

และอะไรหลายๆ อย่างก็ดูจะเป็นไปตามนั้น เมื่อพวกเขาเริ่มทำผลงานในรอบซ้อมได้ดี แต่น่าเสียดายที่ว่า ในรอบเมนเรซ ทุกอย่างกลับผิดพลาดไปหมด

ลูอิส แฮมิลตัน ถูกลงโทษสามอันดับจากการขวางปิอัสตรีในรอบควอลิฟาย และยังมาโดนโทษอีก 5 วินาที จากการใช้ความเร็วเกินกำหนดในพิตเลน ขณะที่ ชาร์ลส์ เลอแคลร์ ไม่สามารถเปลี่ยนความเร็วของรถให้เป็นโพเดียมได้

แม้ เฟรเดอริก วาสเซอร์ จะยอมรับตรง ๆ ว่า ทีมทำผิดพลาดมากเกินไป แต่ความน่าผิดหวังกว่านั้น คือการที่แต้มซึ่งพวกเขาทำหลุดมือไปนั้น ไปตกในมือของ อันโตนิโอ คิมี อันโตเนลลี ผู้นำในตารางคะแนนจากเมอร์ซีเดส คนที่พวกเขาไม่ต้องการให้มีคะแนนเพิ่มมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม แม้คิมีจะจบอันดับสาม และยังนำคะแนนสะสมต่อไป แต่สุดสัปดาห์นี้ก็เป็นครั้งแรกในรอบหลายสนามที่เมอร์เซเดสดูเป็นฝ่ายไล่ตามมากกว่าผู้นำ

เป็นครั้งแรกตั้งแต่เปิดฤดูกาลที่เราได้เห็นว่าเมอร์ซีเดสไม่มีความเร็วพอจะต่อสู้กับคู่แข่งอย่างแมคลาเรนโดยตรง และต้องอาศัยกลยุทธ์ที่แตกต่างเพื่อรักษาโอกาสขึ้นโพเดียม

ขณะที่ จอร์จ รัสเซลล์ ยังเผชิญฤดูกาลที่เต็มไปด้วยปัญหา รถของเขามีปัญหาตั้งแต่ออกตัวจนหล่นจากอันดับ 6 ไปอยู่ท้ายแถว แม้จะไล่แซงจนกลับมาจบอันดับ 7 และเก็บแต้มได้ แต่เขาก็ยอมรับว่า “ผ่านจุดที่จะรู้สึกผิดหวังไปแล้ว เพราะแทบทุกสุดสัปดาห์จะต้องมีปัญหาใหม่เกิดขึ้นเสมอ”

ขณะที่อีกทีมที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ นั่นคือแอสตัน มาร์ติน ที่แม้ แลนซ์ สโตรลล์ และ แฟร์นานโด อลอนโซ จะจบเพียงอันดับ 13 และ 14 โดยยังไม่มีคะแนนติดมือ แต่สำหรับแอสตัน มาร์ติน ผลงานที่ฮังการีอาจมีความหมายมากกว่านั้นมาก

หากติดตาม F1 มาทั้งฤดูกาล จะเห็นว่า นี่เป็นเรซแรกในฤดูกาล 2026 ที่รถของทีมเจมส์ บอนด์ สามารถต่อสู้กับคู่แข่งในสนามได้อย่างจริงจัง ไม่ได้จมอยู่อันดับท้ายๆ แบบสิ้นหวังจนโดนเอาไปเทียบกับทีมน้องใหม่อย่าง คาดิลแลค อีกต่อไป

แพ็กเกจอัปเกรดครั้งใหญ่ซึ่งเปลี่ยนชิ้นส่วนของรถเกือบทั้งหมด ช่วยลดเวลาต่อรอบลงราวสองวินาที และพาอลอนโซเข้าสู่ Q2 ในรอบจัดอันดับเป็นครั้งแรกของฤดูกาล

ความสำเร็จของแอสตัน มาร์ตินในฮังการีจึงไม่ได้อยู่ที่คะแนน แต่อยู่ที่การพิสูจน์ว่าแนวทางการพัฒนาของทีมเริ่มส่งผลในแง่บวก ทำให้ภารกิจถัดไปจะตกอยู่กับฮอนด้า ซึ่งเตรียมนำเพาเวอร์ยูนิตรุ่นอัปเกรดลงทดสอบหลังจบฮังกาเรียน กรังด์ปรีซ์

ทีมเชื่อว่าเมื่อแชสซีเริ่มทำงานได้ตามเป้าหมาย เครื่องยนต์รุ่นใหม่อาจช่วยชดเชยจุดอ่อนด้านความเร็วทางตรงและพาแอสตัน มาร์ตินเข้าใกล้พื้นที่คะแนนมากขึ้น

หลังจบเรซสุดท้ายในครึ่งฤดูกาลแรกก่อนซัมเมอร์เบรก ชัยชนะของ แลนโดอาจจะไม่ได้ทำให้เขากลายเป็นตัวเต็งแชมป์โลกทันที เพราะในความเป็นจริงเขายังตามหลัง คิมี อันโตเนลลี เกือบ 100 แต้ม

แต่สิ่งที่เรซในฮังการีมอบให้แมคลาเรนมีค่ามากกว่าสถิติชัยชนะแรกของปี มันคือการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา ทั้งต่อตัวนักขับ วิศวกร และทีมงานทุกคน

ฮังกาเรียน กรังด์ปรีซ์ 2026 จึงอาจไม่ใช่เพียงสนามที่แลนโด นอร์ริสกลับมาชนะอีกครั้ง แต่มันอาจเป็นสนามที่ทำให้ครึ่งหลังของฤดูกาล F1 กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

หลังซัมเมอร์เบรก แมคลาเรนจะมีอัปเกรดชุดใหม่ เฟอร์รารีต้องแก้ปัญหาความผิดพลาด เมอร์เซเดสต้องป้องกันตำแหน่งผู้นำ และเรดบูลยังคงมี แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน ที่พร้อมสร้างปาฏิหาริย์ได้ทุกสนาม

ฤดูกาล 2026 ยังไม่จบ และฮังการีอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวบทใหม่เท่านั้น

อ้างอิง

ภาพ:Jakub Porzycki/NurPhoto/Getty Images

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...