โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำเนียบขาวเปิด ‘The Great Transshipment Scam’ ระบุกว่า 40 ประเทศอยู่ในเครือข่ายสินค้าจีนสวมสิทธิ์

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 17 สิงหาคม 2569 เวลา 3.30 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ขึ้นบัญชีประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ กว่า 40 ประเทศ ว่ามีความเสี่ยงที่อาจเข้าไปมีส่วนช่วยจีนหลบเลี่ยงภาษีนำเข้า ผ่านการดำเนินงานของ “เครือข่ายขนถ่ายสินค้าเงา” (shadow trans-shipment network) ส่งผลให้สูญเสียรายได้หลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี พร้อมประกาศว่าจะนำปัญญาประดิษฐ์ AI มาใช้เพื่อช่วยตรวจจับและลงโทษการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ทำเนียบขาวได้เผยแพร่รายงานฉบับใหม่ในเดือนสิงหาคม 2569 ภายใต้ชื่อ “The Great Transshipment Scam: Rise, Scope, and Costs” ที่มีความยาว 25 หน้า จัดทำโดยสำนักงานนโยบายการค้าและการผลิต (Office of Trade and Manufacturing Policy) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

โดยหน้าปกของรายงานเป็นภาพม้าโทรจันที่สร้างจากตู้คอนเทนเนอร์สินค้า สื่อถึงประเด็นหลักของรายงาน คือ ข้อกล่าวหาว่าสินค้าจากจีนกำลังแฝงตัวเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ผ่านประเทศที่สามกว่า 40 ประเทศทั่วโลก เพื่อหลบเลี่ยงภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากจีนโดยเฉพาะ และไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกระบุชื่อไว้อย่างชัดเจน ถูกจัดอยู่ใน “กลุ่มเสี่ยงระดับกลาง” พร้อมชี้เป้าโรงงานเทอร์โมสตัทย่านอยุธยา–สมุทรปราการ

จากภาษี 301 สู่ “การสวมสิทธิ์สินค้า” Great Reallocation

รายงานย้อนความไปถึงปี 2561 เมื่อรัฐบาลทรัมป์ในสมัยแรกใช้อำนาจตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 2517 (Trade Act of 1974) เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนครอบคลุมมูลค่าราว 370,000 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบร้อยละ 70 ของสินค้าจีนที่ส่งออกมายังสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้แนวปฏิบัติทางการค้าที่สหรัฐฯ มองว่าไม่เป็นธรรม ทั้งการบังคับถ่ายโอนเทคโนโลยีและการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

ผลจากมาตรการดังกล่าวทำให้ส่วนแบ่งตลาดนำเข้าของจีนในสหรัฐฯ ลดลงอย่างชัดเจนหลังปี 2561 แต่ในเวลาไล่เลี่ยกัน รายงานระบุว่าผู้ส่งออกจีนปรับตัวด้วยการเปลี่ยนเส้นทางสินค้าที่ต้องเสียภาษีศุลกากรสูงเกือบ 50% จากที่เคยส่งตรงจากท่าเรือจีนมายังสหรัฐฯ ก็เปลี่ยนไปผ่านประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำกว่าแทน จะถูกส่งไปยังประเทศตัวกลางที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า โดยอาศัยการปรับเปลี่ยนเอกสารอย่างผิวเผิน การเปลี่ยนฉลาก (Relabeling), การบรรจุใหม่(Repackaging) หรือการออกเอกสารใบแจ้งหนี้ใหม่ (Re-invoicing) หรือการประกอบเพียงเล็กน้อย (Minor Assembly / Screwdriver Factories) เพื่อสร้างภาพว่าสินค้ามีแหล่งกำเนิดเป็นประเทศอื่นที่ไม่ใช่จีน

หากสวมสิทธิ์ผ่านประเทศในข้อตกลง USMCA (เช่น เม็กซิโก หรือแคนาดา) อัตราภาษีจากจีนที่เคยสูงอาจลดลงเหลือ 0% เกิดเป็นกำไรมหาศาลที่นำมาหมุนเวียนเลี้ยงขบวนการสวมสิทธิ์ทั่วโลก จากการอาศัยกลไก Tariff Arbitrage (การทำกำไรจากส่วนต่างอัตราภาษี)

ปรากฏการณ์นี้รายงานเรียกว่า “การกระจายครั้งใหญ่” หรือ Great Reallocation ซึ่งกลายเป็นรากฐานของเครือข่ายที่รายงานตั้งชื่อว่า “Shadow Transshipment Network” หรือเครือข่ายขนถ่ายสินค้าเงา

“สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปใน ‘มหกรรมการฉ้อโกงสวมสิทธิ์ส่งผ่านสินค้า’ (Great Transshipment Scam) ในปัจจุบัน ไม่ได้มีเพียงแค่ความเร็วและขนาดของการลักลอบนำเข้ารูปแบบใหม่นี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความกว้างขวาง ความลึก และความซับซ้อนของ ‘เครือข่ายส่งผ่านสินค้าเงา’ (Shadow Transshipment Network) ระดับโลก ซึ่งเป็นช่องทางหลักที่การเลี่ยงภาษีของจีนดำเนินอยู่ในขณะนี้” รายงานระบุ

โครงสร้างและลำดับชั้นของเครือข่าย Shadow Transshipment Network

รายงานแบ่งประเทศที่ถูกระบุว่ามีความเสี่ยงด้านการขนถ่ายสินค้าผิดกฎหมายออกเป็น 3 ระดับ (Tier) ตามขนาดของปริมาณการค้าที่เชื่อมโยงกับจีนและระดับการผนวกเข้ากับห่วงโซ่อุปทานจีน

Tier 1: Diversified Scale Leaders (กลุ่มผู้นำการค้าขนาดใหญ่) — ประเทศที่มีฐานอุตสาหกรรมหลากหลาย การสวมสิทธิ์ปะปนอยู่ในมูลค่าการค้าปกติขนาดใหญ่ เช่น แคนาดา, สหภาพยุโรป (EU), อินเดีย, อิสราเอล, ญี่ปุ่น, เม็กซิโก, เกาหลีใต้ และไต้หวัน

Tier 2: Scale Leaders with Significant Economic Integration with China (กลุ่มที่มีความเชื่อมโยงกับจีนสูง) — มีการบูรณาการห่วงโซ่อุปทานและฐานการผลิตกับจีนอย่างลึกซึ้ง ได้แก่ บราซิล, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ไทย, ตุรกี และเวียดนาม

Tier 3: Small Opportunistic Targets (กลุ่มประเทศขนาดเล็กที่เป็นเป้าหมาย) — ใช้จุดเด่นเฉพาะตัว เช่น ค่าแรงต่ำ, เขตการค้าเสรี (FTZ), คลังสินค้าทัณฑ์บน หรือศุลกากรที่หละหลวม เช่น กัมพูชา, ลาว, เมียนมา, คอสตาริกา, โดมินิกัน, จอร์แดน, คาซัคสถาน, เคนยา, โมร็อกโก, ปานามา และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

“ผู้ส่งออกที่มีความเชื่อมโยงกับจีนอาจใช้เขตอำนาจรัฐเหล่านี้ทั้งเพื่อกิจกรรมการผลิตที่มีจำกัดและเพื่อการจัดเส้นทางทางโลจิสติกส์ เมื่อภาคการส่งออกและเครือข่ายการขนส่งในท้องถิ่นพึ่งพาปัจจัยการผลิต โลจิสติกส์ และเงินทุนจากจีนมากขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลปักกิ่งอาจได้รับอิทธิพลทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มเติม ในขณะที่ยังคงรักษาการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ทางอ้อมเอาไว้ได้” รายงานระบุ

ดังนั้น การส่งผ่านสินค้าที่ผิดกฎหมายจึงสามารถส่งเสริมความพึ่งพาทางการค้าที่สร้างขึ้นผ่านข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative) ท่าเรือ, ระเบียงขนส่งทางรถไฟ, เขตการค้าเสรี, นิคมอุตสาหกรรม, คลังสินค้าทัณฑ์บน และแพลตฟอร์มโลจิสติกส์ อาจทำหน้าที่รองรับทั้งการค้าที่ถูกต้องตามกฎหมายและการเปลี่ยนเส้นทางขนส่งที่มีความเชื่อมโยงกับจีน ในเขตอำนาจรัฐขนาดเล็ก กิจกรรมลักษณะนี้อาจกลายเป็นฟีเจอร์สำคัญของโมเดลการส่งออก ประเทศกลุ่ม Tier 3 มีความสำคัญ ไม่ใช่เพราะสมาชิกแต่ละประเทศมีปริมาณการส่งผ่านสินค้าผิดกฎหมายมากที่สุด แต่เป็นเพราะความได้เปรียบจากการเป็น‘จุดอ่อน’ (Weak link) และการพึ่งพาการค้าที่เชื่อมโยงกับจีน สามารถทำให้ประเทศเหล่านี้กลายเป็นโหนด (Node) หรือจุดเชื่อมต่อที่มีประโยชน์เป็นพิเศษในเครือข่ายส่งผ่านสินค้าเงา (Shadow Transshipment Network)”

“เครือข่ายส่งผ่านสินค้าเงา (Shadow Transshipment Network) แม้จะครอบคลุมไปทั่วโลก แต่ก็ไม่ได้ไร้ทิศทางหรือคลุมเครือ หากแต่มีโครงสร้างและบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจน โดยประกอบไปด้วยโหนดฝั่งการผลิต (Production-side nodes), โหนดฝั่งโลจิสติกส์ (Logistics-side nodes) และเส้นทางการขนส่งสินค้าที่สามารถระบุตัวตนได้ การเข้าใจสถาปัตยกรรมเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการตรวจจับ การขัดขวาง และการยับยั้ง ‘มหกรรมการฉ้อโกงสวมสิทธิ์ส่งผ่านสินค้า’ (Great Transshipment Scam) ในท้ายที่สุด เพื่อปกป้องฐานการผลิตและความมั่นคงทางอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของอเมริกาจากจักรกลเลี่ยงภาษีของจีน”

นอกจากนี้ ยังแบ่งฟังก์ชันตามรูปแบบการดำเนินงานเป็น Production-Side Nodes (ดัดแปลงสินค้า/ประกอบเล็กน้อย เช่น กัมพูชา และโปแลนด์) และ Logistics-Side Nodes (สลับเอกสาร คลังสินค้า และเปลี่ยนเส้นทางเรือ เช่น ท่าเรือ Jebel Ali ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และ Port Klang ในมาเลเซีย)

โดย “ไทย” ถูกจัดอยู่ใน Tier 2 ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “Scale Leaders with Significant Economic Integration with China” หรือกลุ่มประเทศที่มีปริมาณการค้าเชื่อมโยงจีนในระดับสูงและมีการผนวกทางเศรษฐกิจกับจีนอย่างลึก ร่วมกับบราซิล อินโดนีเซีย มาเลเซีย ตุรกี และเวียดนาม

รายงานอธิบายว่ากลุ่มประเทศใน Tier 2 นี้มีขนาดอุตสาหกรรม ศักยภาพท่าเรือ โครงสร้างซัพพลายเออร์ และขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์เพียงพอที่จะรองรับการเคลื่อนย้ายสินค้าที่เชื่อมโยงกับจีนในปริมาณมากเข้าสู่กระแสการค้ากับสหรัฐฯ โดยระบุเจาะจงว่าเวียดนาม ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ผนวกตัวเข้ากับเครือข่ายการผลิตที่ใกล้ชิดกับจีนอย่างแนบแน่น และกลายเป็นฐานการผลิตสำคัญของสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร พลาสติก รองเท้า เครื่องนุ่งห่ม ชิ้นส่วนประกอบ และสินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่มีวัตถุดิบต้นทางจากจีนเป็นส่วนประกอบ

ก่อนหน้านั้นในบทนำของรายงาน ยังมีการกล่าวถึงไทยในบริบทที่กว้างขึ้นด้วยว่า ด้วยความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์กับจีน ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนมากมีบทบาทสำคัญในเครือข่ายนี้ ตั้งแต่กัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ไปจนถึงไทยและเวียดนาม

ประเมินความเสียหายต่อเศรษฐกิจและงบประมาณสหรัฐฯ

รายงานระบุตัวเลขประเมินมูลค่าสินค้าสวมสิทธิ์หลบเลี่ยงภาษีจาก 5 สถาบันวิเคราะห์ชั้นนำ โดยGoldman Sachs ประเมินไว้ที่ 40,000 ล้านดอลลาร์ Council of Economic Advisers (CEA) ให้ตัวเลข 60,000 ล้านดอลลาร์ Exiger ประเมินไว้ 75,000 ล้านดอลลาร์ Department of Commerce (OTEA) 109,000 ล้านดอลลาร์ และAltana$303,000 ล้านดอลลาร์

สำหรับผลกระทบต่อรายได้รัฐและการจ้างงานในสหรัฐฯ รายงานระบุว่า ในความสูญเสียด้านภาษี สหรัฐฯ สูญเสียภาษีศุลกากรปีละ 10,000 ล้าน ถึงกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ (ในกรณีฐานคาดว่าสูญเสียราว 25,000 ล้านดอลลาร์/ปี ซึ่งสูงกว่างบประมาณประจำปีของหน่วยงานศุลกากร CBP หรือกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ทั้งปี)

ด้านการจ้างงานและ GDP ในกรณีฐาน ($75,000 ล้านดอลลาร์) ส่งผลให้แรงงานสหรัฐฯ เสี่ยงสูญเสียงานกว่า 450,000 ตำแหน่ง ฉุด GDP สหรัฐฯ ลดลง 113,000 – 150,000 ล้านดอลลาร์ และรัฐสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้อีก 19,000 – 26,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

“รายได้จากภาษีศุลกากรคือความสูญเสียที่ชัดเจนที่สุดจากการส่งผ่านสินค้าที่ผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เมื่อสินค้าที่มีความเชื่อมโยงกับจีนเข้าสู่สหรัฐฯ ผ่านประเทศที่สาม สินค้าเหล่านี้ไม่ได้ทำเพียงแค่การหลบเลี่ยงภาษีเท่านั้น แต่ยังขยายผลขาดดุลการค้าที่เกิดขึ้นจริง ตัดโอกาสการผลิตภายในประเทศ ลดการเติบโตของ GDP และลดรายรับภาษีของรัฐบาลกลางที่เกี่ยวเนื่องกัน ตารางที่ 6 ในหน้าถัดไปได้ประยุกต์ใช้หลักเกณฑ์ประเมินคร่าวๆ (Rules of thumb) มาตรฐาน 3 ประการ เพื่อแปลงมูลค่าการส่งผ่านสินค้าผิดกฎหมายรายปีไปสู่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจในวงกว้างเหล่านี้” รายงานระบุ

ปรากฏการณ์ “Ugly Sister Cities”

รายงานฉายภาพเปรียบเทียบเมืองศูนย์กลางการสวมสิทธิ์ในต่างประเทศกับเมืองอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

รายงานระบุว่าอ้างอิงข้อมูลจากสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจแห่งทำเนียบขาว (CEA) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลการค้า Exiger และ Goldman Sachs โดยนำรหัสพิกัดศุลกากร (HTS) ของสินค้าที่มีความเสี่ยงด้านการขนถ่ายสูง มาจับคู่กับหมวดอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ (NAICS) ที่ผลิตสินค้าประเภทเดียวกัน ก่อนจะระบุตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ในสหรัฐฯ จากฐานข้อมูลการจ้างงานและสถานประกอบการของสำนักสำมะโนประชากรและกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ

ในส่วน “Ugly Sister Cities” หรือการจับคู่พื้นที่ต่างประเทศที่ถูกมองว่าเป็นจุดพักสินค้าเชื่อมโยงจีน กับพื้นที่อุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ที่ผลิตสินค้าประเภทเดียวกันและได้รับผลกระทบ เป็นส่วนที่รายงานลงรายละเอียดเกี่ยวกับไทยมากที่สุดอยู่ใน โดยรายงานระบุว่า “ระเบียงอยุธยา–สมุทรปราการ” ของไทยเป็นจุดจัดการสินค้ากลุ่มเทอร์โมสตัท ภายใต้รหัสพิกัดศุลกากร HS 903210 ซึ่งรายงานระบุว่าสร้างแรงกดดันต่อฐานการผลิตอุปกรณ์ควบคุมและเครื่องมือวัดในพื้นที่มินนิแอโพลิส–เซนต์พอล มลรัฐมินนิโซตาของสหรัฐฯ

“ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ระเบียงเศรษฐกิจโฮจิมินห์ซิตี้ของเวียดนามทำหน้าที่จัดการสินค้ากลุ่มอุปกรณ์สวิตช์และป้องกันวงจรไฟฟ้าในพิกัด HS 8536 ซึ่งส่งผลกดดันต่อสายงานผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าในเมืองชิคาโก มิลวอกี และร็อกฟอร์ด ขณะที่เขตการผลิตปูเน–กุจราต–เจนไนของอินเดีย รองรับสินค้ากลุ่มปั๊มและเครื่องอัดอากาศในพิกัด HS 8413-8414 ซึ่งกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมในเมืองซินซินเนติ เดกตัน และโคลัมบัส ส่วนกลุ่มคลัสเตอร์ปีนัง–กูลิมของมาเลเซีย ทำการเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์พลาสติกอุตสาหกรรมในพิกัด HS 392690 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผลิตพลาสติกในเมืองแอครอน แคนตัน และแถบอัปสเตตของรัฐเซาธ์แคโรไลนา” รายงานระบุ

อินโดนีเซียและไทยก็สะท้อนรูปแบบเดียวกันนี้ในกลุ่มชิ้นส่วนเฉพาะทาง โดยระเบียงเศรษฐกิจเบกาซี–บาตัมของอินโดนีเซีย ดำเนินการขนย้ายกล่อง ลัง และภาชนะบรรจุภัณฑ์พลาสติกในพิกัด HS 392310 สร้างแรงกดดันต่อซัพพลายเออร์ผู้ผลิตพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ในเมืองฮิวสตัน เลกชาเลส บีมอนต์ และทัลซา

กวานาคัวโต-เคเรตาโร (เม็กซิโก) สวมสิทธิ์มอเตอร์และหม้อแปลงไฟฟ้า (HS 8501-8504) กระทบเมือง เดทรอยต์, แกรนด์แรพิดส์ และอินเดียนาโพลิส

คยองกี (เกาหลีใต้) สวมสิทธิ์วงจรรวม/เซมิคอนดักเตอร์ (HS 854239) กระทบเมือง ฟีนิกซ์, ออสติน, พอร์ตแลนด์ และซานโฮเซ

ปูเน–กุจราต–เจนไน (อินเดีย)สวมสิทธิ์สินค้ากลุ่มปั๊มและเครื่องอัดอากาศในพิกัด (HS 8413-8414) กระทบเมืองซินซินเนติ เดกตัน และโคลัมบัส

โฮจิมินห์ ซิตี้ (เวียดนาม) สวมสิทธิ์อุปกรณ์สวิตช์ไฟฟ้า (HS 8536) กระทบเมือง ชิคาโก, มิลวอกี และร็อกฟอร์ด

อยุธยา-สมุทรปราการ (ประเทศไทย) สวมสิทธิ์เทอร์โมสตัท/อุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิ (HS 903210) กระทบเมือง มินนีแอโพลิส-เซนต์พอล

ปีนัง-กูลิม (มาเลเซีย) สวมสิทธิ์พลาสติกอุตสาหกรรม (HS 392690) กระทบเมือง แอครอน, แคนตัน และเซาธ์แคโรไลนา

เบกาซี–บาตัม(อินโดนีเซีย) สวมสิทธิ์ภาชนะบรรจุภัณฑ์พลาสติกในพิกัด (HS 392310) กระทบเมืองฮิวสตัน เลกชาเลส บีมอนต์ และทัลซา

เงาของแผงโซลาร์เซลล์

นอกจากกรณีเทอร์โมสตัทแล้ว ไทยยังถูกกล่าวถึงอีกครั้งในส่วนที่ว่าด้วยภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (Antidumping and Countervailing Duties หรือ AD/CVD) ซึ่งรายงานระบุว่าสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์จากจีน ทั้งเซลล์และแผงโซลาร์ เคยถูกเรียกเก็บอัตราภาษี AD/CVD สูงกว่าร้อยละ 30 และภายหลังมีการพบกรณีการหลบเลี่ยงมาตรการดังกล่าว (circumvention) โดยอาศัยวัตถุดิบต้นทางจากจีนที่นำไปแปรรูปขั้นสุดท้ายในกัมพูชา มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม ก่อนส่งออกไปยังสหรัฐฯ

รายงานไม่ได้ระบุตัวเลขมูลค่าการขนถ่ายผิดกฎหมายที่เจาะจงเฉพาะประเทศไทยแยกต่างหาก ตัวเลขประมาณการมูลค่าความเสียหายทั้งหมด ซึ่งอยู่ในช่วง 40,000–303,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี เป็นตัวเลขในระดับภาพรวมทั่วโลกที่ครอบคลุมกว่า 40 ประเทศ ไม่ได้แยกเป็นรายประเทศ

รายงานยอมรับว่าข้อมูลที่นำมาใช้ยังมีข้อจำกัดสำคัญ ประการแรก ตัวเลขประมาณการทั้ง 5 แหล่งใช้วิธีวิเคราะห์และฐานข้อมูลที่แตกต่างกัน จึงไม่สามารถนำมาบวกรวมกันได้โดยตรง ประการที่สอง รายงานระบุชัดเจนว่าความสัมพันธ์ระหว่างส่วนแบ่งตลาดนำเข้าของจีนที่ลดลงกับส่วนแบ่งของกลุ่มประเทศเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น “ไม่ได้พิสูจน์ว่าการค้าของจีนที่ถูกแทนที่ทั้งหมดเป็นการขนถ่ายผิดกฎหมาย” เพราะการเปลี่ยนแปลงบางส่วนอาจสะท้อนการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนที่ถูกต้องตามกฎหมาย

รายงานยังระบุด้วยว่ายังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลสุทธิของนโยบายภาษีและมาตรการปราบปรามการขนถ่ายสินค้าของรัฐบาลทรัมป์ชุดปัจจุบัน เนื่องจากข้อมูลการค้าและศุลกากรมีความล่าช้าในการเผยแพร่ และมาตรการบางส่วนภายใต้คำสั่งบริหาร (Executive Order) ฉบับล่าสุดยังอยู่ระหว่างการบังคับใช้

ยุทธศาสตร์ “Detective Border” ชู AI ทลายเครือข่ายมืด

ในส่วนท้ายของรายงาน มีการกล่าวถึงแผนพัฒนาระบบที่เรียกว่า “Detective Border” ซึ่งเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ที่จะสนับสนุนการทำงานของสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) โดยผนวกรวมข้อมูลการขนส่งสินค้า ประวัติเส้นทางเดินเรือ การจำแนกประเภทสินค้า ความสัมพันธ์เชิงเจ้าของกิจการ ตัวชี้วัดกำลังการผลิต การตรวจจับความผิดปกติ และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์วิทัศน์ เพื่อแยกแยะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและการย้ายฐานผลิตที่ถูกต้องตามกฎหมาย ออกจากการค้าแฝงที่ผิดกฎหมาย

เพื่อกวาดล้างขบวนการสวมสิทธิ์สินค้า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศใช้คำสั่งประธานาธิบดี Executive Order 14411 (Customs EO) ควบคู่กับการพัฒนาระบบ “Detective Border” (ชายแดนสืบสวนอัจฉริยะ) ของ CBP ได้แก่

สแกนข้อมูลการค้าทั่วโลก วิเคราะห์ประวัติเส้นทางเรือ ตรวจสอบงบการเงินและสัดส่วนวัตถุดิบเทียบกับกำลังการผลิตจริงของโรงงานในประเทศทางผ่าน

ติดตั้งระบบ AI สแกนภาพ X-Ray และบรรจุภัณฑ์คอนเทนเนอร์ ณ ท่าเรือ เพื่อตรวจจับความไม่สอดคล้องกันระหว่างสินค้าจริงกับเอกสาร

เพิ่มความเข้มงวดในข้อกำหนดของผู้นำเข้าตามกฎหมาย เพิ่มความเข้มงวดในการค้ำประกัน (Bonding) และบังคับเปิดเผยโครงสร้างผู้ถือหุ้นนอมินี เพื่อปิดช่องว่างการตั้ง “บริษัทผี” (Shell Companies) นำเข้าสินค้าแล้วปิดตัวหนีภาษี

“เป้าหมายนั้นชัดเจน ใบตราส่งสินค้า (Bill of lading) รายการสำแดงสินค้า (Shipping manifest) และใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of origin) ทุกใบ จะต้องผ่านตาข่ายที่ขับเคลื่อนด้วย AI ประเทศที่ทำการเปลี่ยนป้ายถิ่นกำเนิดสินค้าหรือเปลี่ยนเส้นทางขนส่งสินค้าที่ถูกเรียกเก็บภาษีเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมายของสหรัฐฯ จะต้องเผชิญกับการสกัดกั้นทันที การเก็บภาษีตอบโต้ (Penalty tariffs) มาตรการคว่ำบาตร และความเสี่ยงที่จะสูญเสียการเข้าถึงตลาด”

รายงานทิ้งท้ายด้วยข้อความที่มีลักษณะเป็นคำเตือนถึงทั่วโลก โดยระบุว่ายุคของการขนถ่ายสินค้าที่ตรวจสอบไม่ได้กำลังจะสิ้นสุดลง ให้หยุดการหลบเลี่ยงและหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีศุลกากรของทรัมป์ผ่านการส่งผ่านสินค้าที่ผิดกฎหมาย ผู้ที่ยังคงทำต่อไปจะถูกจับกุม ส่วนผู้ที่ให้ความร่วมมือจะได้รับปฏิบัติตามฐานะพันธมิตรในการฟื้นฟูระบบการค้าที่เป็นธรรมและซื่อตรง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...