โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ใจดี ≠ ไม่ต้องเกรงใจ เป็นคน “ใจดี” อย่างไรไม่ให้โดนคนอื่น “เอาเปรียบ”

Mission To The Moon

เผยแพร่ 22 เม.ย. 2567 เวลา 11.00 น. • Mission To The Moon Media

“อย่าใจดีมากไป จะโดนเอาเปรียบไม่รู้ตัว” ไม่ว่าใครก็คงคุ้นเคยกับคำเตือนจากรอบข้างเป็นอย่างดี แม้อยากจะช่วยเหลือคนอื่นให้ได้มากแค่ไหน กลับกลายเป็นคนที่โดนเอารัดเอาเปรียบจากความใจดีโดยที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวอยู่ดี
.
ยิ่งเมื่อก้าวเข้าสู่สังคมการทำงาน หลายครั้งก็เกิดเหตุการณ์ที่ตอกย้ำคำเตือนนั้นอยู่ซ้ำๆ เช่น เห็นเพื่อนร่วมงานเครียดกับงานมากจึงยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ กลายเป็นว่าอยู่ดีๆ หน้าที่รับผิดชอบนั้นก็ตกมาอยู่ที่เราโดยที่เราเองก็ไม่ได้อะไรเพิ่ม
.
สุดท้ายแล้วการเจอคนเอาเปรียบความใจดีของเราซ้ำๆ ก็กดดันให้เราต้องสร้างกำแพงขึ้นมาป้องกันไม่ให้ถูกใช้ประโยชน์จนเกินพอดี รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นคนที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงที่จะช่วยเหลือคนอื่นไปเสียอย่างนั้น
.
การไม่สามารถแสดงความเห็นอกเห็นใจ ความเป็นห่วงและความต้องการช่วยเหลือได้อย่างอิสระ สร้างความรู้สึกสงสัยในตนเองอยู่บ่อยครั้งว่า เรากลายเป็นคนแล้งน้ำใจไปหรือเปล่า เรากลายเป็นคนเห็นแก่ตัวไปหรือเปล่า จบลงที่ก้อนความไม่พอใจในตัวเองทุกครั้งที่ต้องหยุดยั้ง “ความใจดี” เอาไว้
.
เพราะเบื้องลึกแล้วทุกคนล้วนยังคงเต็มไปด้วยความหวังดีและความปรารถนาดีต่อผู้อื่นอยู่เสมอ วันนี้ Mission To The Moon จึงอยากชวนทุกคนมาเสริมเกราะป้องกันไม่ให้ถูกเอาเปรียบแบบไม่รู้ตัว โดยไม่ต้องละทิ้ง “ความใจดี” ที่เป็นคุณค่าของเราผ่านจิตวิทยาการสร้างขอบเขตทั้งในจิตใจและภาษากายกัน
.
.
“เส้นแบ่ง” ของคนดีที่ไม่มีใครกล้าเอาเปรียบ
.
ไม่ว่าใครก็อยากเป็นคนดี แต่หลายครั้งเรามักจะเห็นตัวอย่างคนดี “มากเกินไป” จนกลายเป็นเหยื่อของการเอาเปรียบจากกายหรือทางใจ หรือบางครั้งอาจโดนคนอื่นใช้ประโยชน์จากความเป็นคนดีเพื่อทำร้ายคนอื่นอีกทีหนึ่งก็เป็นได้ มารู้จักวิธีสร้าง “ขอบเขต” ที่เป็นเสมือนเกราะป้องกันทางใจที่มั่นคงไม่ให้ใครรุกล้ำเข้ามากัน
.
1. วาดภาพหรือเขียน “เส้นแบ่ง” ของเราให้ชัดเจน
.
เมื่อถามว่าอะไรคือสาเหตุที่เรากล้ากระทำสิ่งหนึ่งกับคนหนึ่ง แต่ไม่กล้าทำสิ่งเดียวกันกับคนอื่น เชื่อว่าหลายคนต้องตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า เพราะ “เส้นแบ่ง” ขอบเขตที่แต่ละคนขีดไว้มันไม่เท่ากัน เส้นวางขอบเขตคนโลกส่วนตัวสูงอาจจะกว้างกว่าคนที่เปิดกว้างกับคนอื่น เป็นต้น
.
แล้วจะเป็นอย่างไรเมื่อเราไม่รู้ว่า “เส้นแบ่ง” ของเขาอยู่ตรงไหน หลายครั้งผู้คนก็มักจะ ‘ลองทำไปก่อน’ โดยคิดว่าถ้าเขาไม่โอเคก็คงจะปฏิเสธมากเอง วิธีการนี้คือ “การทดสอบขอบเขต” หรือ ‘Testing Boundary’ ที่หลายคนทำกันเป็นปกติ ทว่าเราต่างรู้กันดีว่าการปฏิเสธนั้นยากกว่าที่คิดในหลายบริบท สุดท้ายก็โดนรุกล้ำขอบเขตโดยที่ไม่เต็มใจและทำอะไรไม่ได้
.
การป้องกันตัวที่แข็งแกร่งจึงหมายถึงการสร้าง “เส้นแบ่ง” นั้นขึ้นมาให้ชัดเจน ด้วยการถามตนเองว่าหากเกิดกรณีสมมติบางอย่างกับเรา ตัวเราจะมีขอบเขตอยู่ตรงไหน รับได้ถึงตรงไหน ที่สำคัญคือการหาวิธีรับมือเมื่อเหตุการณ์เกินเลยเส้นแบ่งที่เราขีดว่า “รับได้” ไป
.
นอกจากการวาดเส้นให้ชัดเจนแล้วนั้น การเคารพเส้นแบ่งของตนเองก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน เสมือนกับกฏการดำเนินชีวิตที่เราต้องปฏิบัติตามโดยไม่ปล่อยข้อยกเว้นนั้นให้ใครบางคนโดยไม่จำเป็น เพราะหากเรามีเส้นแบ่งแต่ไม่สื่อสารผ่านการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดก็ทำให้คนอื่นมองไม่เห็นเส้นแบ่งของเรานั่นเอง
.
2. สร้างระบบจักรวาลของตนเอง
.
แม้ว่าเราอยากจะใจดีกับทุกคนให้เท่าเทียมกันมากแค่ไหนก็ต้องยอมรับว่ายิ่งรู้จักกันน้อยเท่าไรยิ่งควบคุมการกระทำได้ยากเท่านั้น เพราะเราไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าคนคนนั้นจะตีความสารของเราได้ตรงตามเจตนาเท่ากับคนที่รู้จักเราดีแล้วมากน้อยแค่ไหน การสร้าง “ระบบจักรวาล” ของตนเองจึงเป็นสิ่งจำเป็น
.
สมมติว่าตนเองเป็นพระอาทิตย์และมีคนมากมายโคจรอยู่รอบๆ แต่ละวงโคจรย่อมได้รับจำนวนความร้อนและแสงที่แตกต่างกันออกไป ยิ่งใกล้มากเท่าไรก็ยิ่งรับแสงและความร้อนที่เข้มข้นขึ้นเท่านั้น ยิ่งห่างออกไปก็ยิ่งได้รับความเข้มข้นที่น้อยลง
.
เมื่อเล่าหรือสื่อสารกับคนรอบตัวก็เช่นกัน บางเรื่องอาจจะสามารถบอกกับคนวงใกล้แต่ไม่สามารถบอกรายละเอียดกับคนวงไกลออกไปได้เท่าๆ กันเพราะอาจเกิดการสื่อสารคลาดเคลื่อนได้ง่าย ใช่ว่าจะต้อง “ไม่เล่า” และทำเหมือนเขาเป็น “วงนอก” ที่หลุดวงโคจรออกไปให้เขารู้สึกไม่สบายใจ เราสามารถลดทอนรายละเอียดและพูดแต่ใจความที่กลั่นกรองมาชั้นต่อชั้นได้เช่นกัน
.
3. ช่วยเหลือในส่วนที่ไม่ต้องรับผลกระทบ
.
หลายคนมักจะสับสนคำว่า “ช่วยเหลือ” กับ “ช่วยทำ” จนกลายเป็นว่าเราเข้าไปมีส่วนร่วมในงานของเขาและต้องรับผิดชอบกับการ “ช่วย” นั้นเมื่อเกิดขึ้นผิดพลาดหรือผลกระทบเชิงลบเพียงคนเดียว นั่นเป็นเพราะเราลืมคำนวณไปว่าหากลงมือ “ช่วย” เขาแล้วจะเกิดอะไรกับเราบ้าง
.
การช่วยเหลือคนอื่นย่อมเป็นเรื่องที่ดี แต่ทุกการกระทำมีความรับผิดชอบตามมา การคำนวณความรับผิดชอบที่อาจเกิดขึ้นก็เป็นกลยุทธ์สำคัญ เช่น เพื่อนร่วมงานที่ไม่คล่องเทคโนโลยีของให้ช่วยทำงานของเขาที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีให้ หากเรารับมาโดยไม่คำนึงว่าจะเป็นการเพิ่มงานให้ตนเองโดยปัญหาก็ไม่ได้รับการแก้ไข สุดท้ายงานนั้นก็จะกลายเป็นเนื้องานของเราไปโดยปริยาย
.
กลับกันหากเราช่วยเหลือครั้งหนึ่งโดยตกลงกันว่าจะหาเวลามาสอนเขาใช้งานเทคโนโลยีเมื่อสะดวก นอกจากจะไม่ต้องรับผิดชอบผลกระทบที่ว่าอาจเกิดการใส่ข้อมูลผิดพลาดแล้ว ยังสามารถช่วยแก้ปัญหาที่ต้นตอได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย การคำนวณผลการกระทำก่อนช่วยเหลือจึงเป็นเทคนิคสำคัญ
.
กล่าวคือกุญแจสำคัญในการสร้างเกราะป้องกันไม่ให้คนอื่นเข้ามาเอาเปรียบความใจดีของเรา คือการสร้างเส้นแบ่งเขตขึ้นมาเพื่อเป็นข้อปฏิบัติของตนเองว่าจะ “อนุญาต” ให้คนอื่นปฏิบัติตนกับเราอย่างไร และสร้าง “ระบบจักรวาล” ขึ้นมาเพื่อเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของตนเองต่อผู้อื่น
.
อย่างไรก็ตาม การอยู่ร่วมกับผู้อื่นไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้นเสมอไป หลายครั้งที่เราต้องเจอกับสถานการณ์ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” หรืออาการ “น้ำท่วมปาก” ไม่สามารถบอกปฏิเสธไปได้ด้วยสาเหตุต่างๆ เช่นนั้น Mission To The Moon เลยอยากพอทุกคนไปรับมืออย่างถูกวิธีด้วย 3 วิธีปฏิเสธผ่านภาษากายกัน
.
.
1. ท่ายืนแบบ “ฐานสามเหลี่ยม”
.
หากอยู่ในวงสนทนาแล้วรู้สึกว่ากำลังโดนล้ำเส้นจากคำพูดหรือบทสนทนานั้น ให้ลองแยกเท้าออกกว้างประมาณหนึ่งช่วงไหล่ ปลายเท้าแยกกว้างออกจากกัน วิธีนี้จะทำให้คนรอบข้างรู้สึกถึงบรรยากาศของการวางขอบเขตหรืออำนาจรอบตัวเรามากขึ้น
.
2. วางสิ่งกีดขวางตรงหน้าให้รู้ว่าเรามีกำแพง
.
หากเรากำลังยืนตัวเปล่า การยกมือขึ้นมากอดอกเป็นสัญญาณให้คนในวงสนทนารับรู้ถึงการแสดงอาณาเขตก็เป็นหนึ่งในภาษากายที่ใช้ได้ทั่วโลก ขณะเดียวกันหากมีสิ่งของข้างกาย เช่น แก้วน้ำ กระเป๋า ก็สามารถนำมาวางบังด้านหน้าเพื่อบอกว่านี่คือกำแพงของเราก็ได้เช่นกัน
.
3. หันหน้าหนีแบบ “สุภาพ”
.
หลายต่อหลายครั้งเราต้องเผชิญหน้ากับการกระทำที่ “ไม่พึงประสงค์จะรับรู้” แต่การหันหน้าออกจากวงสนทนาอาจสร้างความกระอักกระอ่วนมากเกินไป การใช้เทคนิค “The Polite Pivot” หรือเบือนหน้าออกเพียง 30-45 องศาก็สามารถสร้างบรรยากาศให้คู่สนทนารับรู้การเปลี่ยนแปลงได้
.
นอกจาก 3 ภาษากายข้างต้นแล้ว ยังมีวิธีอีกมากมายที่สามารถสร้างชีวิตการทำงานและชีวิตประจำวันที่สงบสุข ไม่ว่าคุณจะเป็นคนทำงานอาชีพไหน อายุเท่าไรก็สามารถเรียนรู้ทักษะเอาตัวรอดในสังคมการทำงานได้ที่ Mission To The Moon Forum 2024: Work-Life Survival Guide คู่มือเอาชีวิตรอดสำหรับคนสู้งาน
.
เต็มอิ่มกับ 9 Sessions เสริมทักษะการทำงานสมัยใหม่และเทคนิคการอยู่รอดด้วยความสุข ไม่ว่าจะเป็น Session 4 ฮีลใจในวันที่หมดไฟ กับพี่อ้อย - Club Friday (ดูย้อนหลังได้ 6 เดือน) และ Exclusive Session 9 ทำไมต้องอยู่ให้เป็นในสมรภูมิการเมืองในออฟฟิศที่เป็นอยู่? กับคุณศิธา วารี คุณโจ้ - ธนา และคุณรวิศ หาญอุตสาหะ (ไม่มีรีรัน! ดูสดเท่านั้น)
.
นอกจากนี้ยังมีบูธและกิจกรรมสร้างโอกาสก้าวหน้าทางการงานอีกมากมาย พร้อม Upskill & Reskill เหล่าคนทำงานให้พร้อมมุ่งสู่เป้าหมาย พบกันได้ใน 27 เมษายน 2567 เวลา 9.00 - 18.00 น. ณ Bhiraj Hall 2-3, BITEC Bangna
.
📌 บัตรเข้างานจำนวนจำกัด ใกล้หมดแล้วรีบจองเลย!
https://www.zipeventapp.com/e/Mission-To-The-Moon-Forum-2024
.
.
ที่มา
- How to Set Boundaries: 8 Ways to Draw the Line Politely: Logan Hailey, Science of People - https://bit.ly/44cKjvj
- How to Firm Up Your Boundaries While Keeping a Kind Heart: Erin Leonard Ph.D, Psychology Today - https://bit.ly/3TX0Gap
.
.
#worklife
#psychology
#setboundaries
#howtosayno
#missiontothemoon
#missiontothemoonforum2024
#missiontothemoonpodcast

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...