โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธนาคารกลางทั่วโลกจ่อซื้อทองคำแท่งปีละ 600 ตันจนถึงปี 2030 แบงก์ชาติจีนนำซื้อทองคำตุนทุนสำรอง

BTimes

อัพเดต 26 ก.พ. 2567 เวลา 22.28 น. • เผยแพร่ 26 ก.พ. 2567 เวลา 05.18 น. • BTimes.Biz

ธนาคารเอเอ็นแซท (ANZ) ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ชื่อดังระดับโลกจากประเทศออสเตรเลีย เปิดเผยว่า ธนาคารกลางทั่วโลกกลายเป็นผู้ซื้อทองคำแท่งรายใหญ่ที่สุดของโลกอย่างชัดเจนในช่วงระยะเวลาหลายทศวรรษผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ที่น่าสนใจ คือในช่วง 2 ปีผ่านมา พบว่าธนาคารกลางทั่วโลกทุ่มซื้อทองคำแท่งเข้าเก็บไว้ในทุนสำรองระหว่างประเทศของแต่ละประเทศจนส่งผลทองคำสำรองโลกพุ่งทะยานมากกว่า 1,000 เมตตริกตันใน 2 ปีติดต่อกัน หรือตั้งแต่ปี 2022-2023 ผ่านมา

นอกจากนี้ การซื้อทองคำแท่งของธนาคารกลางทั่วโลกในช่วง 2 ปีดังกล่าว ยังส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลกกลายเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุด สะท้อนจากสัดส่วนของธนาคารกลางซื้อทองคำเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ทำให้มีส่วนแบ่งขึ้นมาเป็น 25-30% ของความต้องการของผู้ซื้อทองคำทั่วโลกด้วย

ถึงแม้ว่าในปีนี้ และในอนาคต ความต้องการซื้อทองคำแท่งของธนาคารกลางทั่วโลกอาจจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือเพิ่มขึ้นอย่างมีปริมาณมากเหมือนกับที่ผ่านมาก็ตาม แต่ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นผู้ซื้อทองคำแท่งรายใหญ่ต่อไปอย่างน้อยในอีก 6 ปีข้างหน้า หรือจนถึงกว่าปี 2030 ด้วยการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางในกลุ่มประเทศเกิดใหม่จะซื้อทองคำแท่งเฉลี่ยถึงปีละกว่า 600 เมตริกตันไปจนถึงอย่างน้อยในปี 2030 ซึ่งจะทำให้มีสัดส่วนของทองคำแท่งเพิ่มเป็น 10% ของทุนสำรองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะธนาคารกลางจีนแผ่นดินใหญ่จะยังคงมีบทบาทและเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ในกลุ่มธนาคารกลางด้วย

สาเหตุจากปัญหาความไม่แน่นอนด้านความขัดแย้งการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาคสำคัญของโลกที่จะยังมีเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอนาคต ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น แรงกดดันของอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ทั้งหมดเป็น 3 ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ธนาคารกลางพุ่งเป้าไปที่การซื้อทองคำแท่งเพิ่มต่อเนื่อง ที่น่าสนใจ คือ อีกหนึ่งเหตุผลที่ธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มการถือครองทองคำมากขึ้น ก็เพื่อหลีกเลี่ยงและกระจายความเสี่ยงจากการถือครองพันธบัตรสะสมในทุนสำรองระหว่างประเทศ เนื่องจากในช่วง 2 ปีผ่านมาที่อยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงดอกเบี้ยระยะสั้นของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐอเมริกาที่เร่งขึ้นรวดเร็วที่สุดในรอบ 40 ปี ได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อราคาพันธบัตรทั่วโลก

ในเวลาเดียวกัน ผลตอบแทนจากการลงทุนพันธบัตรรัฐบาลที่จ่ายสูงมากขึ้นอย่างมาก มีผลไปถึงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับแข็งค่าขึ้นสูงด้วย ทำให้ประเทศเกิดใหม่ ประเทศกำลังพัฒนา มีภาระจ่ายคืนหนี้สูงอย่างมาก โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หรือที่อยู่ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ ธนาคารเอเอ็นแซท (ANZ) คาดการณ์ว่าราคาทองคำตลาดโลกจะเพิ่มสูงขึ้นไปแตะที่ระดับ 2,200 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ หากเกิดขึ้นจริง จะทำสถิติราคาทอวคำสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ในช่วงสิ้นปี 2024 นี้ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2023 ราคาทองคำส่งมอบล่วงหน้า หรือ Gold Future ปิดที่ 2,107.60 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ทำสถิติราคาปิดสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ ขณะที่ในช่วงระหว่างวันซื้อขาย ราคาทองคำล่วงหน้าขึ้นสูงสุดที่ 2,152.30 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ส่งผลให้ราคาซื้อขายสูงสุดระหว่างวันทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...