โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'ปันปัน สุทัตตา' เล่าวีรกรรมวัยเด็ก แสบไม่ธรรมดาจนได้ฉายาเด็กเปรต

MATICHON ONLINE

อัพเดต 15 ธ.ค. 2565 เวลา 09.52 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2565 เวลา 09.52 น.

นักแสดงวัยรุ่นสาวตัวตึงซีรีส์อย่างปันปันสุทัตตา มานั่งเปิดเผยอายุ25 ปี เจอเบญจเพศแรงมาก ป่วยปลายประสาทอักแสบหน้าขยับไม่ได้ครึ่งซีกพร้อมอัปเดตสถานะหัวใจกับแฟนหนุ่มรุ่นพี่ไบรท์อนันต์ที่อายุห่างกันกว่า14 ปีแถมย้อนเล่าวีรกรรมวัยเด็กกับความเอาแต่ใจจนทีมงานเอือมระอาผ่านทางรายการคุยแซ่บshow ทางช่องวัน31

ในสคริปต์บอกว่าป่วยอยู่แต่น่ารักสดใสแบบนี้ป่วยอะไร?

“ประมาณสัก4 เดือนที่แล้วอยู่ดีๆก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นเหมือนปันกลับมาจากอเมริกาพอกลับมาถึงรู้สึกว่าพูดไม่ค่อยชัดรู้สึกว่าปากมันขยับไม่ได้มองกระจกแล้วทำไมหน้าตาเราแปลกๆ เปลี่ยนไปแล้ววันต่อไปดูกระจกแล้วเหมือนปากมันเบี้ยวไปครึ่งซีกล่างก็เลยไปหาหมอ เป็นโรคปลายประสาทอักเสบ”

ทำไมอายุ25 ถึงเป็นอะ?

“มันเป็นโรคที่เหมือนไวรัสตัวนึงที่ทุกคนมีอยู่แล้วแล้วมันขึ้นมาเราอาจจะนอนน้อยเครียดหรืออะไรแบบนี้แล้วมันขึ้นมาเองทุกคนมีสิทธิ์เป็นหมดวันไหนที่เราภูมิตกแล้วมันก็ขึ้นมา”

จุดไหนที่รู้สึกว่าไม่ได้แล้วต้องไปหาแพทย์?

“วันรุ่งขึ้นไปเลยแล้วคำแรกที่หมอถามคือฉีดโบท็อกซ์มาเหรอมันเป็นเหมือนหน้าเบี้ยวฉีดโบท็อกซ์”

หมอไม่ได้พูดถึงโรคแต่ถามว่าปันปันฉีดโบท็อกซ์มาไหม?

“หนูบอกว่าไม่ได้ฉีดมานานมากแล้วเขาเลยโอเคเข้ามาดูนู้นดูนี่ขยับไปน่าจะเป็นโรคนี้”

วันนั้นเคาะแล้วว่าเป็นโรคนี้แน่นอน?

“ใช่ค่ะถ้าเกิดว่าโรคนี้เป็นแบบฟูสตรีมมันจะเป็นแบบครึ่งหน้ามันจะขยับไม่ได้มันจะตกลง”

ปันปันอายุน้อยมากเลยนะอะไรเป็นสาเหตุให้เป็นโรคนี้?

“หนูว่ามันเป็นgenetic เพราะว่าล่าสุดพี่ชายเป็นเมื่อเดือนกว่าๆที่แล้วกลับมาจากเมืองนอกเหมือนกันอยู่ๆเป็นแต่เขาเป็นครึ่งหน้าเลยขยับไม่ได้ทั้งซีกเลยแต่หนูเป็นแค่ครึ่งล่าง”

จริงๆไปเมืองนอกหรือเปล่าถึงเป็น?

“มันเป็นไวรัสที่อยู่ที่เมืองนอกหรือเปล่าตอนแรกหนูก็คิดแบบนั้นเหมือนกันแต่ว่าสุดท้ายปันใช้เวลารักษานานเหมือนกันนะตอนนี้ก็ยังไม่เต็ม100 นะกว่าจะกลับมาพูดปกติ3 เดือน”

ใน3 เดือนคุณหมอบอกว่ายังไงบ้าง?

“ตอนแรกที่ไปบอกว่า2 อาทิตย์หายไหมเขาบอกว่าน้องเตรียมใจไว้6 เดือนแล้วกันนะ”

แล้วเราทำยังไงมีละครต้องถ่าย?

“ตอนแรกค่อนข้างช็อกเลยรีบโทรบอกผู้จัดการว่าหนูเกิดโรคนี้ขึ้นหนูขยับหน้าไม่ได้หนูก็วีดิโอคอลไปให้ดูสุดท้ายก็คิดว่าต้องยกทุกอย่างหมดเลยยกอะไรที่เหมือนกับต้องพูดงานที่ทำได้คือถ่ายรูปภาพนิ่งอะไรที่ไม่ต้องยิ้มไม่ต้องพูดเยอะ”

เรายิ้มไม่ได้เลยเหรอ?

“ยิ้มได้แต่หน้ามันเบี้ยวเหมือนครึ่งหน้าล่างมันไม่ขยับ”

ถ้าจำไม่ผิดโรคนี้รักษาด้วยการเอาไฟฟ้าช็อตแล้วเราทำไหม?

“ช็อตทุกวันไปโรงพยาบาลแล้วเอาเครื่องช็อนที่หน้าเหมือนช็อตให้ปลายประสาทที่มันมาจากหูสั่นให้มันตื่นแล้วก็ฝั่งเข็มทำได้แค่นี้แล้วก็กินยาบำรุงนิดหน่อยช่วงเดือนแรกแทบจะไปโรงพยาบาลเกือบทุกวันเลยวันเว้นวันอย่างนี้พอเดือนสองก็ค่อยๆลดลงเพราะว่าช็อตหน้าเยอะๆตากระตุกเพราะเครื่องมันใหญ่วางปุ๊บมันครึ่งหน้าเลยกลายเป็นมันช็อตลูกกระตาเราด้วยกลับบ้านไปก็ตากระตุกหน้ากระตุกไปด้วย”

ตอนนั้นกลัวไหม?

“ไม่ได้กลัวเพราะรู้สึกเดี๋ยวมันก็หายเพราะเราเห็นตัวเองทุกอาทิตย์มันค่อยๆดีขึ้นนิดนึง”

มีกลัวไหมว่ามันยิ้มไม่ได้ถ้ามันไม่เหมือนเดิมแล้ว?

“ใช่ช่วงนั้นใส่หน้ากากไปก่อนมันก็ช่วยได้”

มันมีโอกาสจะเป็นอัมพฤกษ์ได้ไหม?

“ไม่ถึงขั้นนั้นเขาบอกเลยว่าเดี๋ยวมันก็หายเองมันไม่ได้หนักขนาดนั้น”

ส่วนอื่นคือขยับได้หมด?

“ปกติหมดเลยค่ะปันเป็นแค่เส้นเดียวตรงนี้เลย

เขาไปMRI ดูไหมว่าเส้นประสาทเส้นไหนของเราไม่ทำงาน?

“ไม่ขนาดนั้นคือคนที่เป็นครึ่งหน้าเขาจะนอนไม่ได้เพราะตามันกระพริบไม่ได้สมมติคนที่เป็นเต็มๆคือกินข้าวไม่ได้ดูดน้ำไม่ได้เพราะปากมันไม่ติดกันแต่หนูเป็นแค่นิดเดียวหนูอยู่ได้เกือบปกติเลย”

มันไม่มีอะไรบอกเราก่อนเลยเหรอ?

“ไม่มีเลยค่ะหนูอาจจะภูมิตกและเป็นgenetic ด้วยซึ่งพอพี่ชายเป็นชัดเลย”

เรื่องละครเราต้องยุบกองถ่ายนานเท่าไหร่?

“พอเป็นปุ๊บจริงๆเดือนหน้าต้องถ่ายซีรีส์หนูยกไปเลยหนึ่งเดือนตอนแรกบอก2 อาทิตย์แล้วพออีกอาทิตย์ดูอาการหนูว่าไม่น่ารอดก็เลยเลื่อนไปหนึ่งเดือนแต่มันโชคดีที่ซีรีส์เป็นตอนๆเขาก็ถ่ายของคนอื่นก่อนแล้วตอนถ่ายทีเซอร์ของหนูไปคือเน้นครึ่งหน้าอีกฝั่ง”

แล้วตอนนี้อาการเป็นไง?

“ตอนนี้ปกติ99.9″

คุณหมอบอกไหมว่าหลังจากที่เราหายปกติแล้วหลังจากนี้เราต้องระวังอะไรเพื่อไม่ให้มันกลับมาอีก?

“หมอพูดเหมือนโรคทุกๆคนที่เป็นดูแลตัวเองนอนหลับให้เพียงพออย่าเครียดกินอาหารให้ดีเราไม่รู้เลยว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่เหมือนกับโรคทุกโรคเราก็แค่ดูแลสุขภาพให้ดี”

มันกลับมาได้?

“กลับมาได้ตอนที่เป็นนะเป็นโรคที่ไม่ควรเป็นเลยยิ้มก็ไม่ได้ไปไหนเวลาหนูหัวเราะนะเจอเพื่อนปุ๊บหนูเอามือปิดปากคือมันเป็นความเคยชินไปแล้วคือพอหัวเราะปุ๊บปากมันจะตลกไงช่วงนั้นแทบไม่ออกไปไหนเลย”

ป่วยแบบนี้เขาดูแลเราเป็นพิเศษยังไงบ้าง?

“จริงๆมันไม่ได้เป็นโรคที่กินไม่ได้นอนไม่ได้อะไรขนาดนั้นใช้ชีวิตได้ปกติเลยแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลยอยู่กันเองอยู่ปกติเหมือนเดิมเลยทำให้ตัวเองรู้สึกปกติที่สุด”

ความรักคบมา5 ปีแล้วเจอกันได้ยังไง?

“ไปต่างจังหวัดเที่ยวกับเพื่อนหลายๆคนแล้วบังเอิญไปเจอกัน”

เจอปุ๊บคุยกันตั้งแต่ตอนนั้นเลยไหม?

“เหมือนตอนนั้นไปต่างจังหวัดกันแล้วมีคนหลายคนมากๆแล้ววันแรกที่เขาอยู่ไม่ได้คุยด้วยไม่ได้สนใจอะไร“

ตอนนั้นไม่เข้าตา?

“ไม่ได้สนใจไม่ได้มองเลยไปเที่ยวกับเพื่อนพอวันต่อไปเพื่อนเริ่มกลับแล้วเราอยู่ต่อแล้วบังเอิญนั่งกินข้าวติดกันแล้วเหมือนเพื่อนเริ่มเห็นว่าเอาล่ะผู้ชายเริ่ม”

แล้วใครจีบก่อน?

“พอเห็นเพื่อนสนิทเขาอยู่เริ่มคุยเริ่มอะไรก็เริ่มเข้าห้องไปทีละคนสุดท้ายเหลือประมาณ3 คนอีกคนหนึ่งนั่งเล่นอยู่ด้วยสักพักค่อยๆหายไป”

พอเหลือ2 คนแล้วทำยังไง?

“ก็ไม่มีอะไรก็นั่งคุยกันสักพักพอทุกคนไปหมดก็แยกย้ายไปนอนมันดึก”

แล้วมันสานต่อยังไง?

“วันต่อไปก็เจอทุกคนก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเขาไปหัวหินกันทุกคนเหมือนรู้”

ทุกคนรู้แล้วเรารู้ไหมว่าทำไมพี่คนนี้มาใกล้ชิดเราจังเลย?

“ก็รู้ว่ามานั่งคุยแล้วก็เพื่อนๆเริ่มคุยกันตอนหลังก็เลยรู้ตอนหลังเขาพยายามนัดกินข้าวเป็นกลุ่มแต่สุดท้ายมันก็ล่มอยู่ดีต้องไปกันเอง”

สุดท้ายไป 2 คนดูเหมือนทุกอย่างจะโอเคแต่กว่าจะ5 ปีผ่านเวลาการปรับตัวมาเยอะมาก?

ปันปัน“เยอะๆจริงๆเหมือนทุกคู่แหละคุยกันแรกๆมันต้องปรับกันอยู่แล้วเหมือนมันมีความต่างมากเช่นถ้านังย้อนไป5 ปีตอนนั้นอยู่มหาลัยปี3 เป็นเด็กอายุ20 ที่เด็กมากคือเรามองย้อนกลับไปเราเด็กมากเลยแล้วตอนนั้นเหมือนพี่เขาโตแล้ว”

อายุห่างเท่าไหร่?

“14 ปี”

ตอนที่เริ่มจีบเขาทำยังไง?

“สมมติหนูไปเรียนหนังสือในห้องเรียนใช่ไหมเขาจะพิมพ์ไลน์มาว่าตั้งใจเรียนนะแล้วหายไปทั้งวันเหมือนเขาคิดว่าเราไปนั่งเรียนหนังสือจริงๆแล้วเหมือนกับอายุเยอะมั้งเลยไม่ชอบแชทเน้นโทรศัพท์แล้วบอกพี่ไปทำงานแล้วนะแล้วหายไปทั้งวันหนูไปพูดกับเพื่อนว่าเขาไม่อยากคุยกับเราป้ะหรือว่ามันมีอะไรผิดหรือเปล่าเพราะว่าในวัยเราจะชอบแชท”

แล้วเริ่มลงตัวเมื่อไหร่?

“หนูก็ถามเขาว่าไม่อยากคุยกับหนูเหรอมันมีอะไรผิดปกติหรือเปล่าเขาบอกว่าคิดว่าไปเรียนหนังสือไม่อยากกวนแก่มากมันก็คือเจเรชั่นแก๊ปที่หนูยกตัวอย่างให้ฟังว่าต้องปรับตัวยังไงแต่มันไม่ใช่ปัญหาเลยตอนหลังเขาเริ่มคุยเยอะพิมพ์มาทั้งวัน”

ชอบอะไรในตัวไบรท์?

“ด้วยความที่อยู่มานานแล้วเขาอยู่ในช่วงที่เราโตมา20-25 หนูรู้สึกว่าหนูเปลี่ยนไปเยอะมากจากที่20 หนูเด็กวัยรุ่นเที่ยวมันส์มากเขาก็ทนได้นะเขาก็อยู่ได้ในช่วงที่หนูเหวี่ยงที่สุดขึ้นลงแบบรถไฟเหาะอารมณ์ขึ้นลงเขาก็อยู่ตรงนั้นหนูรู้สึกว่าถ้าเขาทนได้ขนาดนี้ก็ทนต่อไปนะเพราะพ่อจะพูดตลอดเลยว่าปันปันคนอยู่ด้วยยากนะเพราะว่าแกเป็นคนขี้เหวี่ยงมากอารมณ์ขึ้นลงมาก”

เราวางอนาคตกับคนคนนี้ไว้ยังไง?

“เรา25 เองยังไม่ขนาดนั้นแค่รู้สึกว่ายังเด็กอยู่เลย”

แล้วถ้าเราไปเรียนต่อล่ะ?

“ไม่ไปเมืองนอกแล้วตอนนี้เรียนต่อแล้วตอนนี้ต่อป.โทแล้วตัดสินใจต่อที่ไทยไปเลย”

ตัดสินใจต่อที่ไทยเพราะว่า?

“ไม่เกี่ยวเพราะรู้สึกว่าถ้าเราไปเมืองนอกนานหมายถึงละครซีรีส์ที่ถ่ายอยู่มันต้องเว้นนานก็เลยคิดว่าอยู่ไทยต่อสะดวกกว่า”

ถ้าทิ้งเมืองไทยไปงานกับเขาให้กี่เปอร์เซ็นต์?

“หนูว่าหนูต้องเลือกงานเยอะกว่านะให้งานอาจจะแบบ70 เยอะไปไหมคือถ้าไปเมืองนอกแป๊บเดียวกลับมาเขาก็ยังอยู่ถ้างานในวงการทิ้งไปนานเป็นปีสองปีมันไม่มีอะไรการันตี”

ถ้าเรารักกันมากพอไกลแค่ไหนก็ไม่เป็นปัญหาอยู่แล้ว?

“รู้สึกว่าไม่เป็นปัญหามากเท่าไหร่อยู่แล้ว”

ตอนเด็กๆถูกบูลลี่?

“เหมือนเด็กๆย้ายโรงเรียนจากโรงเรียนไทยไปโรงเรียนอินเตอร์แล้วเหมือนโดนบูลลี่คือโรงเรียนไทยเขาจะใส่รองเท้าสีดำถือกระติกน้ำไปเรียนมีแก้วน้ำของตัวเองโรงเรียนไทยๆพอย้ายไปอินเตอร์ตอนม.2 ก็เป็นฟิวแบบใส่กระโปรงสก็อตรองเท้าอะไรก็ได้เราไปเรียนวันแรกใส่รองเท้าสีดำ”

แล้วทำไมโดนบูลลี่?

“เด็กใหม่แบบเอ๋อๆหน่อยใส่รองเท้าสีดำถือกระติกน้ำก็เลยโดนเพื่อนบูลลี่เหมือนตอนย้ายไปพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ด้วยแล้วโรงเรียนอินเตอร์จ๋าทุกคนจะพูดภาษาอังกฤษกันแล้วหนูก็จะพูดภาษาไทยกับคนอื่นเราพูดไม่ได้เราตกใจเขาจะช็อกมากๆแรกๆก็เลยโดนบูลลี่”

ตอนแรกถอดใจไหมกลับไปอยู่ที่เดิมก็ได้?

“ถอดใจจำได้เลยว่าพอย้ายไปปุ๊บ2 อาทิตย์แรกยังกลับไปสาธิตเกษตรอยู่เลยยังไม่กล้าบอกเพื่อนเลยว่าย้ายโรงเรียนแล้วนะคือเรากลับมาแล้วคิดว่าเอายังไงดีแม่ก็บอกว่าต้องย้าย”

แล้วตอนไหนที่รู้สึกว่าเราจะอยู่โรงเรียนอินเตอร์?

“แม่สั่งแม่บอกว่าย้ายไปเถอะลูกย้ายกันหมดเพราะพี่ชายพี่สาวก็ไปด้วย”

แล้วอะไรที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราโอเคอยู่โรงเรียนอินเตอร์?

“แม่จับย้ายก็ต้องย้ายทำอะไรไม่ได้โดนบูลลี่ไป1 ปีก็อยู่อย่างนั้นไป”

แต่สุดท้ายก็ปรับตัวได้?

“พอเริ่มมีเพื่อนเริ่มมีอะไรจับจุดได้เราก็อยู่ของเราคนบูลลี่เขาคงเบื่อแล้วมั้งเขาเลิกบูลลี่ไปเอง”

อยากจะบอกอะไรกับคนที่อยู่ในช่วงปรับตัว?

“สมัยนั้นเฟซบุ๊กอะไรเริ่มมาแล้วหนูก็โดนโซเชียลบูลลี่นะเขาก็ขึ้นเฟซบุ๊กประมาณว่าอย่าไปยุ่งเลยอะไรประมาณนี้แล้วพอเรายิ่งไม่สนใจเขาก็จะเลิกบูลลี่เองเหมือนให้เวลาผ่านไปสักพักเราก็อย่าไปยุ่งกับเขาอย่าไปร้องไห้อย่าทำให้เขารู้สึกว่าเราจะเป็นคนที่เขาจะบูลลี่ได้ตลอดไป”

เราดูแลความรู้สึกเรายังไง?

“กลับบ้านร้องไห้บอกแม่วันนี้เขามาดักที่หลังโรงเรียนนะก็โดนเล่าให้แม่ฟ้งแม่ก็บอกไม่เป็นไรช่างมันให้ไปบอกครูไหมเราก็บอกไม่ต้องๆแค่บอกให้แม่รู้แล้วกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นจริงๆถามว่าตอนนั้นแย่ไหมมันแย่แต่ว่าพอเราได้คุยกับคนที่บ้านได้คุยกับผู้ใหญ่ได้บอกให้เขารู้แล้วเขารับรู้อย่างนี้ไม่เป็นไรเดี๋ยวมันก็ผ่านไปเองแล้วเราก็เหมือนฮึบสู้สู้ต่อไปแล้วมันก็ผ่านไปจริงๆเหมือนคนก็จะเลิกยุ่งกับเราไป”

แต่พอโตมาเราแสบมากปันปันเข้าวงการตอนอายุเท่าไหร่?

“เด็กน่าจะประมาณ4 ขวบ”

แต่พอเป็นสาวทีมงานเขาตั้งฉายาเลยว่าเธอไม่ธรรมดามาก?

“ฉายาตั้งแต่เด็กเลยก็คือฉายาอีเด็กเปรตอันนี้หนูไปถามพี่เลี้ยงตัวเองที่พาไปแคสงานตอนเด็กๆเราก็จะเจอช่างแต่งหน้าช่างทำผมเยอะแล้วปันเป็นคนซนอยู่ไม่นิ่งพอไปแต่งหน้าก็จะดุกดิกตลอดกว่าเขาจะแต่งหน้าเสร็จต้องเอาคนมาจับหัว3 คนช่างแต่งหน้าก็จะเรียกว่าเด็กเปรตมาอีกแล้วแต่เขาพูดเป็นมุขขำๆแต่เหมือนหนูอาจจะจำฝังใจมา”

ทีมงานบอกว่าร้อนก็ไม่ทน?

“ร้อนนี่ไม่ต้องห่วงเลยตั้งแต่เด็กจนตอนนี้ก็ไม่ทนไม่ชอบอากาศร้อน”

ถ้าถ่ายเอ้าท์ดอร์ละ?

“ไม่ทนจริงๆตอนหลังต้องพกพัดลมส่วนตัวเหมือนใส่ที่คอพอเบรกปุ๊บทุกคนจะเดินมามัดผมให้ปันเลยแล้วเอาพัดลมมาเป่าเพราะเหงื่อจะออกเยอะมากแล้วจะร้อนเป็นคนขี้ร้อน”

เวลาไม่ทนเราทำยังไงทีมงานเขารอเราอยู่อย่างนี้พี่หนูไม่ถ่ายแล้วนะ?

“เด็กๆเป็นอย่างนั้นเลยบอกจะให้ไปถ่ายข้างนอกบอกร้อนไม่ไปค่ะอย่างนี้เลย”

แล้วเขาทำยังไง?

“เขาก็จะเอาพัดลมแอร์มาเป่าไปช่วยเราไม่ให้เราร้อน”

ตอนนี้ถ่ายหนังถ่ายซีรีส์ต้องมีห้องแอร์ให้เรา?

“ตอนนี้โอเคพอโตมาเริ่มโอเคโตขึ้นมาเริ่มเบาลง”

สมัยก่อนร้อนมากคือเดินไปปิดไฟเลย?

“เคยเหมือนกันเหมือนพอแสงไฟมันสาดเด็กๆหนูไม่รู้ไม่ชอบหนูก็เดินไปปิดไฟ”

เราเริ่มรู้ตัวเองเมื่อไหร่ว่าเราเป็นแบบนั้น?

“พอเล่าคือหนูไม่ได้ทำจริงจังทำตลกๆเหมือนเป็นเด็กซนเช่นเหมือนเรื่องที่เขาเล่าให้ฟังสมมติปันเห็นบันไดก็จะเดินไปปืนบันไดมุดบันไดเอาหัวไปติดบันไดเลยเป็นเด็กอยู่ไม่สุขไม่นั่งเฉยๆพอเบรกปุ๊บก็จะไปขี่คอคนนู้นคนนี้แล้วตอนเด็กๆเป็นคนชอบตุ๊ดช่างหน้าช่างผมไงก็จะเดินไปเล่นไปกอดแขนเขาไปเกาะเขาตลอดเวลาจนเขาแบบรำคาญเรา”

แล้วปิดไฟนี่อะไรทำให้เราอยากปิดไฟ?

“ทุกวันนี้หนูก็ปิดอยู่แต่งหน้าอยู่พอทุกคนแต่งหน้าเสร็จหนูบอกว่าปิดไฟแล้วนะคะหนูก็ปิดเลยมันแสบตา”

แล้วที่ดึงสร้อยมุกขาดคืออะไร?

“ตอนเด็กๆมีงานหนึ่งที่เขาเอาสร้อยมุกที่มันรัดคอมากๆมารัดแล้วเขาบอกว่าต้องใส่หนูบอกว่ามันรัดมากเลยหนูก็อึดอัดหนูก็ดึงแล้วมันก็ขาดหมดเลยแล้วเป็นมุกแท้ด้วยหนูฉีกเลยตอนเด็กๆพี่เขาก็กรี๊ดแล้วเก็บเจ้าของสร้อยก็กรี๊ดอยู่ตรงนั้น”

ตอนนี้คือเปลี่ยนหมดแล้วที่เล่ามามันเป็นอดีต?

“ตั้งแต่เด็กจนถึง10-12 แต่ตอนนี้อายุ25 ปีแล้วตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองนิ่งขึ้น”

อะไรที่ทำให้เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต?

“เหมือนโตขึ้นแล้วพอเราเริ่มเรียนรู้เริ่มทำงานกับคนเยอะขึ้นเราก็เข้าใจว่าการทำงานกับคนเยอะขึ้นเราจะมานึกถึงแต่ความรู้สึกของตัวเองไม่ได้เราก็ต้องคำนึงถึงคนอื่นบ้าง10 ขวบก็เริ่มเข้าใจมากขึ้นเขาสั่งให้ทำอะไรก็ทำเด็กๆนะสมมติใครบอกว่าปันปันทำไม่ดีทำไม่ได้โกรธงอนนะแล้วไม่ทำเลยนะเลิกเลยต้องบอกว่าดีแล้วนะแต่ขออีกนิดนึงคือเป็นเด็กแบบนี้จริงๆ”

แล้วถ้าตอนนี้เขาบอกว่าทำไม่ดีทำไม่ได้?

“หนูขอใหม่ก็ได้ค่ะ”

หลังๆปันปันลงรูปเซ็กซี่บ่อยพ่อแม่คุณแฟนว่ายังไงเขาห้ามไหม?

“จริงๆเวลาลงไปเราไม่ถามนะคนแรกที่จะแคปมาคือแม่แคปมาในกรุ๊ปครอบครัวปันปันโป๊มากสักพักพ่อจะตอบว่าอืมแต่หลังๆเขาเลิกว่าแล้ว”

ตอนแรกพอแม่บ่นเราก็ปล่อยไป?

“หนูอ่านแล้วไม่ตอบ”

แล้วแฟนล่ะ?

“ไม่ว่าเป็นคนถ่าย“

เพราะฉะนั้นคนที่ว่าในครอบครัวคือแม่?

“แม่จะชอบอ้างว่าเนี่ยพ่อโกรธมากเลยนะที่เธอลงรูปแบบนี้แต่จริงๆพ่อไม่โกรธแม่เอาพ่อมาอ้าง”

วันนี้เราโตเต็มที่แล้วอยากบอกอะไรกับแม่?

“แม่มันก็มีบ้างเวลาไปทะเลใส่ถ่ายรูปเราไม่ได้ใส่ตลอดเดี๋ยวเราก็เปลี่ยน”

แน่นอนไม่ใช่ครอบครัวคนรักที่มองคนอื่นก็จับจ้องเราเหมือนกันที่เขาจับจ้องเป็นพิเศษคืออะไร?

“ก็ซูมรูปจ้องนู้นจ้องนี่แต่ก่อนเราลงรูปก็จะส่งให้เพื่อนซูมก่อนเราต้องสแกนตรงนี้ให้ผ่าน”

ชาวเน็ตจะมาโฟกัสที่หน้าอกของเราเราติดไหมตรงนี้?

“ไม่ติดนะก็คิดว่าร่างกายเราหุ่นเราเป็นแบบนี้ก็ไม่โป๊ดี”

ทีมงานบอกว่าอาจจะมีสิทธิ์ทำหน้าอกจริงไหม?

“ไม่ทำๆรู้สึกว่าโอเคตอนนี้แฮปปี้ดีแล้วหมายถึงแต่งตัวอะไรก็ดูไม่โป๊หนูตัวขาวใส่อะไรมันจะดูโป๊ง่ายมากเลยสมมติว่าเราหน้าอกใหญ่ก็จะดูโป๊ไปอีกตอนนี้รู้สึกว่าเราใส่อะไรมาดูไม่ได้โป๊มาก”

ที่เขาไดเร็กต์โชว์เพื่อนสนิทของเราด้วย

“ได้เร็กต์ไอจีมันจะมีเรนด้อมบ้างวันดีคืนดีหนูก็จะกดเข้าไปดูส่งรูปอะไรมาหรือพิมพ์ข้อความอนาจารก็มี”

หมายถึงส่งรูปอะไรมา?

“เขาส่งมาให้เรา”

อวัยวะเพศ?

“มีเราก็บล็อกเห็นแล้วก็อู้แล้วบล็อกทิ้ง”

มีอะไรน่ากลัวไหม?

“มีเยอะมากเราก็จะเห็นมันมีคนที่คุยกับตัวเองได้เนอะหลังๆหนูเข้าไปอ่านมันตลกดีเขาพิมพ์คนเดียวตอบคนเดียวหนูก็เอ็นดูสงสารปล่อยเขาพิมพ์ไปมันอาจจะเป็นความสุขของเขาก็ได้”

แล้วอันไหนที่เรารู้สึกว่าไม่ได้แล้วต้องดำเนินการทางกฎหมาย?

“ไม่มีเลยรู้สึกว่าปล่อยเขาไปไม่เป็นไรหรอกเราเป็นคนของสังคมเราเอาตัวมาอยู่ตรงนี้ต้องมีอยู่แล้วเราจะไปฟ้องทุกคนก็ไม่ได้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...