'ปันปัน สุทัตตา' เล่าวีรกรรมวัยเด็ก แสบไม่ธรรมดาจนได้ฉายาเด็กเปรต
นักแสดงวัยรุ่นสาวตัวตึงซีรีส์อย่างปันปันสุทัตตา มานั่งเปิดเผยอายุ25 ปี เจอเบญจเพศแรงมาก ป่วยปลายประสาทอักแสบหน้าขยับไม่ได้ครึ่งซีกพร้อมอัปเดตสถานะหัวใจกับแฟนหนุ่มรุ่นพี่ไบรท์อนันต์ที่อายุห่างกันกว่า14 ปีแถมย้อนเล่าวีรกรรมวัยเด็กกับความเอาแต่ใจจนทีมงานเอือมระอาผ่านทางรายการคุยแซ่บshow ทางช่องวัน31
ในสคริปต์บอกว่าป่วยอยู่แต่น่ารักสดใสแบบนี้ป่วยอะไร?
“ประมาณสัก4 เดือนที่แล้วอยู่ดีๆก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นเหมือนปันกลับมาจากอเมริกาพอกลับมาถึงรู้สึกว่าพูดไม่ค่อยชัดรู้สึกว่าปากมันขยับไม่ได้มองกระจกแล้วทำไมหน้าตาเราแปลกๆ เปลี่ยนไปแล้ววันต่อไปดูกระจกแล้วเหมือนปากมันเบี้ยวไปครึ่งซีกล่างก็เลยไปหาหมอ เป็นโรคปลายประสาทอักเสบ”
ทำไมอายุ25 ถึงเป็นอะ?
“มันเป็นโรคที่เหมือนไวรัสตัวนึงที่ทุกคนมีอยู่แล้วแล้วมันขึ้นมาเราอาจจะนอนน้อยเครียดหรืออะไรแบบนี้แล้วมันขึ้นมาเองทุกคนมีสิทธิ์เป็นหมดวันไหนที่เราภูมิตกแล้วมันก็ขึ้นมา”
จุดไหนที่รู้สึกว่าไม่ได้แล้วต้องไปหาแพทย์?
“วันรุ่งขึ้นไปเลยแล้วคำแรกที่หมอถามคือฉีดโบท็อกซ์มาเหรอมันเป็นเหมือนหน้าเบี้ยวฉีดโบท็อกซ์”
หมอไม่ได้พูดถึงโรคแต่ถามว่าปันปันฉีดโบท็อกซ์มาไหม?
“หนูบอกว่าไม่ได้ฉีดมานานมากแล้วเขาเลยโอเคเข้ามาดูนู้นดูนี่ขยับไปน่าจะเป็นโรคนี้”
วันนั้นเคาะแล้วว่าเป็นโรคนี้แน่นอน?
“ใช่ค่ะถ้าเกิดว่าโรคนี้เป็นแบบฟูสตรีมมันจะเป็นแบบครึ่งหน้ามันจะขยับไม่ได้มันจะตกลง”
ปันปันอายุน้อยมากเลยนะอะไรเป็นสาเหตุให้เป็นโรคนี้?
“หนูว่ามันเป็นgenetic เพราะว่าล่าสุดพี่ชายเป็นเมื่อเดือนกว่าๆที่แล้วกลับมาจากเมืองนอกเหมือนกันอยู่ๆเป็นแต่เขาเป็นครึ่งหน้าเลยขยับไม่ได้ทั้งซีกเลยแต่หนูเป็นแค่ครึ่งล่าง”
จริงๆไปเมืองนอกหรือเปล่าถึงเป็น?
“มันเป็นไวรัสที่อยู่ที่เมืองนอกหรือเปล่าตอนแรกหนูก็คิดแบบนั้นเหมือนกันแต่ว่าสุดท้ายปันใช้เวลารักษานานเหมือนกันนะตอนนี้ก็ยังไม่เต็ม100 นะกว่าจะกลับมาพูดปกติ3 เดือน”
ใน3 เดือนคุณหมอบอกว่ายังไงบ้าง?
“ตอนแรกที่ไปบอกว่า2 อาทิตย์หายไหมเขาบอกว่าน้องเตรียมใจไว้6 เดือนแล้วกันนะ”
แล้วเราทำยังไงมีละครต้องถ่าย?
“ตอนแรกค่อนข้างช็อกเลยรีบโทรบอกผู้จัดการว่าหนูเกิดโรคนี้ขึ้นหนูขยับหน้าไม่ได้หนูก็วีดิโอคอลไปให้ดูสุดท้ายก็คิดว่าต้องยกทุกอย่างหมดเลยยกอะไรที่เหมือนกับต้องพูดงานที่ทำได้คือถ่ายรูปภาพนิ่งอะไรที่ไม่ต้องยิ้มไม่ต้องพูดเยอะ”
เรายิ้มไม่ได้เลยเหรอ?
“ยิ้มได้แต่หน้ามันเบี้ยวเหมือนครึ่งหน้าล่างมันไม่ขยับ”
ถ้าจำไม่ผิดโรคนี้รักษาด้วยการเอาไฟฟ้าช็อตแล้วเราทำไหม?
“ช็อตทุกวันไปโรงพยาบาลแล้วเอาเครื่องช็อนที่หน้าเหมือนช็อตให้ปลายประสาทที่มันมาจากหูสั่นให้มันตื่นแล้วก็ฝั่งเข็มทำได้แค่นี้แล้วก็กินยาบำรุงนิดหน่อยช่วงเดือนแรกแทบจะไปโรงพยาบาลเกือบทุกวันเลยวันเว้นวันอย่างนี้พอเดือนสองก็ค่อยๆลดลงเพราะว่าช็อตหน้าเยอะๆตากระตุกเพราะเครื่องมันใหญ่วางปุ๊บมันครึ่งหน้าเลยกลายเป็นมันช็อตลูกกระตาเราด้วยกลับบ้านไปก็ตากระตุกหน้ากระตุกไปด้วย”
ตอนนั้นกลัวไหม?
“ไม่ได้กลัวเพราะรู้สึกเดี๋ยวมันก็หายเพราะเราเห็นตัวเองทุกอาทิตย์มันค่อยๆดีขึ้นนิดนึง”
มีกลัวไหมว่ามันยิ้มไม่ได้ถ้ามันไม่เหมือนเดิมแล้ว?
“ใช่ช่วงนั้นใส่หน้ากากไปก่อนมันก็ช่วยได้”
มันมีโอกาสจะเป็นอัมพฤกษ์ได้ไหม?
“ไม่ถึงขั้นนั้นเขาบอกเลยว่าเดี๋ยวมันก็หายเองมันไม่ได้หนักขนาดนั้น”
ส่วนอื่นคือขยับได้หมด?
“ปกติหมดเลยค่ะปันเป็นแค่เส้นเดียวตรงนี้เลย
เขาไปMRI ดูไหมว่าเส้นประสาทเส้นไหนของเราไม่ทำงาน?
“ไม่ขนาดนั้นคือคนที่เป็นครึ่งหน้าเขาจะนอนไม่ได้เพราะตามันกระพริบไม่ได้สมมติคนที่เป็นเต็มๆคือกินข้าวไม่ได้ดูดน้ำไม่ได้เพราะปากมันไม่ติดกันแต่หนูเป็นแค่นิดเดียวหนูอยู่ได้เกือบปกติเลย”
มันไม่มีอะไรบอกเราก่อนเลยเหรอ?
“ไม่มีเลยค่ะหนูอาจจะภูมิตกและเป็นgenetic ด้วยซึ่งพอพี่ชายเป็นชัดเลย”
เรื่องละครเราต้องยุบกองถ่ายนานเท่าไหร่?
“พอเป็นปุ๊บจริงๆเดือนหน้าต้องถ่ายซีรีส์หนูยกไปเลยหนึ่งเดือนตอนแรกบอก2 อาทิตย์แล้วพออีกอาทิตย์ดูอาการหนูว่าไม่น่ารอดก็เลยเลื่อนไปหนึ่งเดือนแต่มันโชคดีที่ซีรีส์เป็นตอนๆเขาก็ถ่ายของคนอื่นก่อนแล้วตอนถ่ายทีเซอร์ของหนูไปคือเน้นครึ่งหน้าอีกฝั่ง”
แล้วตอนนี้อาการเป็นไง?
“ตอนนี้ปกติ99.9″
คุณหมอบอกไหมว่าหลังจากที่เราหายปกติแล้วหลังจากนี้เราต้องระวังอะไรเพื่อไม่ให้มันกลับมาอีก?
“หมอพูดเหมือนโรคทุกๆคนที่เป็นดูแลตัวเองนอนหลับให้เพียงพออย่าเครียดกินอาหารให้ดีเราไม่รู้เลยว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่เหมือนกับโรคทุกโรคเราก็แค่ดูแลสุขภาพให้ดี”
มันกลับมาได้?
“กลับมาได้ตอนที่เป็นนะเป็นโรคที่ไม่ควรเป็นเลยยิ้มก็ไม่ได้ไปไหนเวลาหนูหัวเราะนะเจอเพื่อนปุ๊บหนูเอามือปิดปากคือมันเป็นความเคยชินไปแล้วคือพอหัวเราะปุ๊บปากมันจะตลกไงช่วงนั้นแทบไม่ออกไปไหนเลย”
ป่วยแบบนี้เขาดูแลเราเป็นพิเศษยังไงบ้าง?
“จริงๆมันไม่ได้เป็นโรคที่กินไม่ได้นอนไม่ได้อะไรขนาดนั้นใช้ชีวิตได้ปกติเลยแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลยอยู่กันเองอยู่ปกติเหมือนเดิมเลยทำให้ตัวเองรู้สึกปกติที่สุด”
ความรักคบมา5 ปีแล้วเจอกันได้ยังไง?
“ไปต่างจังหวัดเที่ยวกับเพื่อนหลายๆคนแล้วบังเอิญไปเจอกัน”
เจอปุ๊บคุยกันตั้งแต่ตอนนั้นเลยไหม?
“เหมือนตอนนั้นไปต่างจังหวัดกันแล้วมีคนหลายคนมากๆแล้ววันแรกที่เขาอยู่ไม่ได้คุยด้วยไม่ได้สนใจอะไร“
ตอนนั้นไม่เข้าตา?
“ไม่ได้สนใจไม่ได้มองเลยไปเที่ยวกับเพื่อนพอวันต่อไปเพื่อนเริ่มกลับแล้วเราอยู่ต่อแล้วบังเอิญนั่งกินข้าวติดกันแล้วเหมือนเพื่อนเริ่มเห็นว่าเอาล่ะผู้ชายเริ่ม”
แล้วใครจีบก่อน?
“พอเห็นเพื่อนสนิทเขาอยู่เริ่มคุยเริ่มอะไรก็เริ่มเข้าห้องไปทีละคนสุดท้ายเหลือประมาณ3 คนอีกคนหนึ่งนั่งเล่นอยู่ด้วยสักพักค่อยๆหายไป”
พอเหลือ2 คนแล้วทำยังไง?
“ก็ไม่มีอะไรก็นั่งคุยกันสักพักพอทุกคนไปหมดก็แยกย้ายไปนอนมันดึก”
แล้วมันสานต่อยังไง?
“วันต่อไปก็เจอทุกคนก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเขาไปหัวหินกันทุกคนเหมือนรู้”
ทุกคนรู้แล้วเรารู้ไหมว่าทำไมพี่คนนี้มาใกล้ชิดเราจังเลย?
“ก็รู้ว่ามานั่งคุยแล้วก็เพื่อนๆเริ่มคุยกันตอนหลังก็เลยรู้ตอนหลังเขาพยายามนัดกินข้าวเป็นกลุ่มแต่สุดท้ายมันก็ล่มอยู่ดีต้องไปกันเอง”
สุดท้ายไป 2 คนดูเหมือนทุกอย่างจะโอเคแต่กว่าจะ5 ปีผ่านเวลาการปรับตัวมาเยอะมาก?
ปันปัน“เยอะๆจริงๆเหมือนทุกคู่แหละคุยกันแรกๆมันต้องปรับกันอยู่แล้วเหมือนมันมีความต่างมากเช่นถ้านังย้อนไป5 ปีตอนนั้นอยู่มหาลัยปี3 เป็นเด็กอายุ20 ที่เด็กมากคือเรามองย้อนกลับไปเราเด็กมากเลยแล้วตอนนั้นเหมือนพี่เขาโตแล้ว”
อายุห่างเท่าไหร่?
“14 ปี”
ตอนที่เริ่มจีบเขาทำยังไง?
“สมมติหนูไปเรียนหนังสือในห้องเรียนใช่ไหมเขาจะพิมพ์ไลน์มาว่าตั้งใจเรียนนะแล้วหายไปทั้งวันเหมือนเขาคิดว่าเราไปนั่งเรียนหนังสือจริงๆแล้วเหมือนกับอายุเยอะมั้งเลยไม่ชอบแชทเน้นโทรศัพท์แล้วบอกพี่ไปทำงานแล้วนะแล้วหายไปทั้งวันหนูไปพูดกับเพื่อนว่าเขาไม่อยากคุยกับเราป้ะหรือว่ามันมีอะไรผิดหรือเปล่าเพราะว่าในวัยเราจะชอบแชท”
แล้วเริ่มลงตัวเมื่อไหร่?
“หนูก็ถามเขาว่าไม่อยากคุยกับหนูเหรอมันมีอะไรผิดปกติหรือเปล่าเขาบอกว่าคิดว่าไปเรียนหนังสือไม่อยากกวนแก่มากมันก็คือเจเรชั่นแก๊ปที่หนูยกตัวอย่างให้ฟังว่าต้องปรับตัวยังไงแต่มันไม่ใช่ปัญหาเลยตอนหลังเขาเริ่มคุยเยอะพิมพ์มาทั้งวัน”
ชอบอะไรในตัวไบรท์?
“ด้วยความที่อยู่มานานแล้วเขาอยู่ในช่วงที่เราโตมา20-25 หนูรู้สึกว่าหนูเปลี่ยนไปเยอะมากจากที่20 หนูเด็กวัยรุ่นเที่ยวมันส์มากเขาก็ทนได้นะเขาก็อยู่ได้ในช่วงที่หนูเหวี่ยงที่สุดขึ้นลงแบบรถไฟเหาะอารมณ์ขึ้นลงเขาก็อยู่ตรงนั้นหนูรู้สึกว่าถ้าเขาทนได้ขนาดนี้ก็ทนต่อไปนะเพราะพ่อจะพูดตลอดเลยว่าปันปันคนอยู่ด้วยยากนะเพราะว่าแกเป็นคนขี้เหวี่ยงมากอารมณ์ขึ้นลงมาก”
เราวางอนาคตกับคนคนนี้ไว้ยังไง?
“เรา25 เองยังไม่ขนาดนั้นแค่รู้สึกว่ายังเด็กอยู่เลย”
แล้วถ้าเราไปเรียนต่อล่ะ?
“ไม่ไปเมืองนอกแล้วตอนนี้เรียนต่อแล้วตอนนี้ต่อป.โทแล้วตัดสินใจต่อที่ไทยไปเลย”
ตัดสินใจต่อที่ไทยเพราะว่า?
“ไม่เกี่ยวเพราะรู้สึกว่าถ้าเราไปเมืองนอกนานหมายถึงละครซีรีส์ที่ถ่ายอยู่มันต้องเว้นนานก็เลยคิดว่าอยู่ไทยต่อสะดวกกว่า”
ถ้าทิ้งเมืองไทยไปงานกับเขาให้กี่เปอร์เซ็นต์?
“หนูว่าหนูต้องเลือกงานเยอะกว่านะให้งานอาจจะแบบ70 เยอะไปไหมคือถ้าไปเมืองนอกแป๊บเดียวกลับมาเขาก็ยังอยู่ถ้างานในวงการทิ้งไปนานเป็นปีสองปีมันไม่มีอะไรการันตี”
ถ้าเรารักกันมากพอไกลแค่ไหนก็ไม่เป็นปัญหาอยู่แล้ว?
“รู้สึกว่าไม่เป็นปัญหามากเท่าไหร่อยู่แล้ว”
ตอนเด็กๆถูกบูลลี่?
“เหมือนเด็กๆย้ายโรงเรียนจากโรงเรียนไทยไปโรงเรียนอินเตอร์แล้วเหมือนโดนบูลลี่คือโรงเรียนไทยเขาจะใส่รองเท้าสีดำถือกระติกน้ำไปเรียนมีแก้วน้ำของตัวเองโรงเรียนไทยๆพอย้ายไปอินเตอร์ตอนม.2 ก็เป็นฟิวแบบใส่กระโปรงสก็อตรองเท้าอะไรก็ได้เราไปเรียนวันแรกใส่รองเท้าสีดำ”
แล้วทำไมโดนบูลลี่?
“เด็กใหม่แบบเอ๋อๆหน่อยใส่รองเท้าสีดำถือกระติกน้ำก็เลยโดนเพื่อนบูลลี่เหมือนตอนย้ายไปพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ด้วยแล้วโรงเรียนอินเตอร์จ๋าทุกคนจะพูดภาษาอังกฤษกันแล้วหนูก็จะพูดภาษาไทยกับคนอื่นเราพูดไม่ได้เราตกใจเขาจะช็อกมากๆแรกๆก็เลยโดนบูลลี่”
ตอนแรกถอดใจไหมกลับไปอยู่ที่เดิมก็ได้?
“ถอดใจจำได้เลยว่าพอย้ายไปปุ๊บ2 อาทิตย์แรกยังกลับไปสาธิตเกษตรอยู่เลยยังไม่กล้าบอกเพื่อนเลยว่าย้ายโรงเรียนแล้วนะคือเรากลับมาแล้วคิดว่าเอายังไงดีแม่ก็บอกว่าต้องย้าย”
แล้วตอนไหนที่รู้สึกว่าเราจะอยู่โรงเรียนอินเตอร์?
“แม่สั่งแม่บอกว่าย้ายไปเถอะลูกย้ายกันหมดเพราะพี่ชายพี่สาวก็ไปด้วย”
แล้วอะไรที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราโอเคอยู่โรงเรียนอินเตอร์?
“แม่จับย้ายก็ต้องย้ายทำอะไรไม่ได้โดนบูลลี่ไป1 ปีก็อยู่อย่างนั้นไป”
แต่สุดท้ายก็ปรับตัวได้?
“พอเริ่มมีเพื่อนเริ่มมีอะไรจับจุดได้เราก็อยู่ของเราคนบูลลี่เขาคงเบื่อแล้วมั้งเขาเลิกบูลลี่ไปเอง”
อยากจะบอกอะไรกับคนที่อยู่ในช่วงปรับตัว?
“สมัยนั้นเฟซบุ๊กอะไรเริ่มมาแล้วหนูก็โดนโซเชียลบูลลี่นะเขาก็ขึ้นเฟซบุ๊กประมาณว่าอย่าไปยุ่งเลยอะไรประมาณนี้แล้วพอเรายิ่งไม่สนใจเขาก็จะเลิกบูลลี่เองเหมือนให้เวลาผ่านไปสักพักเราก็อย่าไปยุ่งกับเขาอย่าไปร้องไห้อย่าทำให้เขารู้สึกว่าเราจะเป็นคนที่เขาจะบูลลี่ได้ตลอดไป”
เราดูแลความรู้สึกเรายังไง?
“กลับบ้านร้องไห้บอกแม่วันนี้เขามาดักที่หลังโรงเรียนนะก็โดนเล่าให้แม่ฟ้งแม่ก็บอกไม่เป็นไรช่างมันให้ไปบอกครูไหมเราก็บอกไม่ต้องๆแค่บอกให้แม่รู้แล้วกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นจริงๆถามว่าตอนนั้นแย่ไหมมันแย่แต่ว่าพอเราได้คุยกับคนที่บ้านได้คุยกับผู้ใหญ่ได้บอกให้เขารู้แล้วเขารับรู้อย่างนี้ไม่เป็นไรเดี๋ยวมันก็ผ่านไปเองแล้วเราก็เหมือนฮึบสู้สู้ต่อไปแล้วมันก็ผ่านไปจริงๆเหมือนคนก็จะเลิกยุ่งกับเราไป”
แต่พอโตมาเราแสบมากปันปันเข้าวงการตอนอายุเท่าไหร่?
“เด็กน่าจะประมาณ4 ขวบ”
แต่พอเป็นสาวทีมงานเขาตั้งฉายาเลยว่าเธอไม่ธรรมดามาก?
“ฉายาตั้งแต่เด็กเลยก็คือฉายาอีเด็กเปรตอันนี้หนูไปถามพี่เลี้ยงตัวเองที่พาไปแคสงานตอนเด็กๆเราก็จะเจอช่างแต่งหน้าช่างทำผมเยอะแล้วปันเป็นคนซนอยู่ไม่นิ่งพอไปแต่งหน้าก็จะดุกดิกตลอดกว่าเขาจะแต่งหน้าเสร็จต้องเอาคนมาจับหัว3 คนช่างแต่งหน้าก็จะเรียกว่าเด็กเปรตมาอีกแล้วแต่เขาพูดเป็นมุขขำๆแต่เหมือนหนูอาจจะจำฝังใจมา”
ทีมงานบอกว่าร้อนก็ไม่ทน?
“ร้อนนี่ไม่ต้องห่วงเลยตั้งแต่เด็กจนตอนนี้ก็ไม่ทนไม่ชอบอากาศร้อน”
ถ้าถ่ายเอ้าท์ดอร์ละ?
“ไม่ทนจริงๆตอนหลังต้องพกพัดลมส่วนตัวเหมือนใส่ที่คอพอเบรกปุ๊บทุกคนจะเดินมามัดผมให้ปันเลยแล้วเอาพัดลมมาเป่าเพราะเหงื่อจะออกเยอะมากแล้วจะร้อนเป็นคนขี้ร้อน”
เวลาไม่ทนเราทำยังไงทีมงานเขารอเราอยู่อย่างนี้พี่หนูไม่ถ่ายแล้วนะ?
“เด็กๆเป็นอย่างนั้นเลยบอกจะให้ไปถ่ายข้างนอกบอกร้อนไม่ไปค่ะอย่างนี้เลย”
แล้วเขาทำยังไง?
“เขาก็จะเอาพัดลมแอร์มาเป่าไปช่วยเราไม่ให้เราร้อน”
ตอนนี้ถ่ายหนังถ่ายซีรีส์ต้องมีห้องแอร์ให้เรา?
“ตอนนี้โอเคพอโตมาเริ่มโอเคโตขึ้นมาเริ่มเบาลง”
สมัยก่อนร้อนมากคือเดินไปปิดไฟเลย?
“เคยเหมือนกันเหมือนพอแสงไฟมันสาดเด็กๆหนูไม่รู้ไม่ชอบหนูก็เดินไปปิดไฟ”
เราเริ่มรู้ตัวเองเมื่อไหร่ว่าเราเป็นแบบนั้น?
“พอเล่าคือหนูไม่ได้ทำจริงจังทำตลกๆเหมือนเป็นเด็กซนเช่นเหมือนเรื่องที่เขาเล่าให้ฟังสมมติปันเห็นบันไดก็จะเดินไปปืนบันไดมุดบันไดเอาหัวไปติดบันไดเลยเป็นเด็กอยู่ไม่สุขไม่นั่งเฉยๆพอเบรกปุ๊บก็จะไปขี่คอคนนู้นคนนี้แล้วตอนเด็กๆเป็นคนชอบตุ๊ดช่างหน้าช่างผมไงก็จะเดินไปเล่นไปกอดแขนเขาไปเกาะเขาตลอดเวลาจนเขาแบบรำคาญเรา”
แล้วปิดไฟนี่อะไรทำให้เราอยากปิดไฟ?
“ทุกวันนี้หนูก็ปิดอยู่แต่งหน้าอยู่พอทุกคนแต่งหน้าเสร็จหนูบอกว่าปิดไฟแล้วนะคะหนูก็ปิดเลยมันแสบตา”
แล้วที่ดึงสร้อยมุกขาดคืออะไร?
“ตอนเด็กๆมีงานหนึ่งที่เขาเอาสร้อยมุกที่มันรัดคอมากๆมารัดแล้วเขาบอกว่าต้องใส่หนูบอกว่ามันรัดมากเลยหนูก็อึดอัดหนูก็ดึงแล้วมันก็ขาดหมดเลยแล้วเป็นมุกแท้ด้วยหนูฉีกเลยตอนเด็กๆพี่เขาก็กรี๊ดแล้วเก็บเจ้าของสร้อยก็กรี๊ดอยู่ตรงนั้น”
ตอนนี้คือเปลี่ยนหมดแล้วที่เล่ามามันเป็นอดีต?
“ตั้งแต่เด็กจนถึง10-12 แต่ตอนนี้อายุ25 ปีแล้วตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองนิ่งขึ้น”
อะไรที่ทำให้เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต?
“เหมือนโตขึ้นแล้วพอเราเริ่มเรียนรู้เริ่มทำงานกับคนเยอะขึ้นเราก็เข้าใจว่าการทำงานกับคนเยอะขึ้นเราจะมานึกถึงแต่ความรู้สึกของตัวเองไม่ได้เราก็ต้องคำนึงถึงคนอื่นบ้าง10 ขวบก็เริ่มเข้าใจมากขึ้นเขาสั่งให้ทำอะไรก็ทำเด็กๆนะสมมติใครบอกว่าปันปันทำไม่ดีทำไม่ได้โกรธงอนนะแล้วไม่ทำเลยนะเลิกเลยต้องบอกว่าดีแล้วนะแต่ขออีกนิดนึงคือเป็นเด็กแบบนี้จริงๆ”
แล้วถ้าตอนนี้เขาบอกว่าทำไม่ดีทำไม่ได้?
“หนูขอใหม่ก็ได้ค่ะ”
หลังๆปันปันลงรูปเซ็กซี่บ่อยพ่อแม่คุณแฟนว่ายังไงเขาห้ามไหม?
“จริงๆเวลาลงไปเราไม่ถามนะคนแรกที่จะแคปมาคือแม่แคปมาในกรุ๊ปครอบครัวปันปันโป๊มากสักพักพ่อจะตอบว่าอืมแต่หลังๆเขาเลิกว่าแล้ว”
ตอนแรกพอแม่บ่นเราก็ปล่อยไป?
“หนูอ่านแล้วไม่ตอบ”
แล้วแฟนล่ะ?
“ไม่ว่าเป็นคนถ่าย“
เพราะฉะนั้นคนที่ว่าในครอบครัวคือแม่?
“แม่จะชอบอ้างว่าเนี่ยพ่อโกรธมากเลยนะที่เธอลงรูปแบบนี้แต่จริงๆพ่อไม่โกรธแม่เอาพ่อมาอ้าง”
วันนี้เราโตเต็มที่แล้วอยากบอกอะไรกับแม่?
“แม่มันก็มีบ้างเวลาไปทะเลใส่ถ่ายรูปเราไม่ได้ใส่ตลอดเดี๋ยวเราก็เปลี่ยน”
แน่นอนไม่ใช่ครอบครัวคนรักที่มองคนอื่นก็จับจ้องเราเหมือนกันที่เขาจับจ้องเป็นพิเศษคืออะไร?
“ก็ซูมรูปจ้องนู้นจ้องนี่แต่ก่อนเราลงรูปก็จะส่งให้เพื่อนซูมก่อนเราต้องสแกนตรงนี้ให้ผ่าน”
ชาวเน็ตจะมาโฟกัสที่หน้าอกของเราเราติดไหมตรงนี้?
“ไม่ติดนะก็คิดว่าร่างกายเราหุ่นเราเป็นแบบนี้ก็ไม่โป๊ดี”
ทีมงานบอกว่าอาจจะมีสิทธิ์ทำหน้าอกจริงไหม?
“ไม่ทำๆรู้สึกว่าโอเคตอนนี้แฮปปี้ดีแล้วหมายถึงแต่งตัวอะไรก็ดูไม่โป๊หนูตัวขาวใส่อะไรมันจะดูโป๊ง่ายมากเลยสมมติว่าเราหน้าอกใหญ่ก็จะดูโป๊ไปอีกตอนนี้รู้สึกว่าเราใส่อะไรมาดูไม่ได้โป๊มาก”
ที่เขาไดเร็กต์โชว์เพื่อนสนิทของเราด้วย
“ได้เร็กต์ไอจีมันจะมีเรนด้อมบ้างวันดีคืนดีหนูก็จะกดเข้าไปดูส่งรูปอะไรมาหรือพิมพ์ข้อความอนาจารก็มี”
หมายถึงส่งรูปอะไรมา?
“เขาส่งมาให้เรา”
อวัยวะเพศ?
“มีเราก็บล็อกเห็นแล้วก็อู้แล้วบล็อกทิ้ง”
มีอะไรน่ากลัวไหม?
“มีเยอะมากเราก็จะเห็นมันมีคนที่คุยกับตัวเองได้เนอะหลังๆหนูเข้าไปอ่านมันตลกดีเขาพิมพ์คนเดียวตอบคนเดียวหนูก็เอ็นดูสงสารปล่อยเขาพิมพ์ไปมันอาจจะเป็นความสุขของเขาก็ได้”
แล้วอันไหนที่เรารู้สึกว่าไม่ได้แล้วต้องดำเนินการทางกฎหมาย?
“ไม่มีเลยรู้สึกว่าปล่อยเขาไปไม่เป็นไรหรอกเราเป็นคนของสังคมเราเอาตัวมาอยู่ตรงนี้ต้องมีอยู่แล้วเราจะไปฟ้องทุกคนก็ไม่ได้”