โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

IMF คาดอีก 5 ปีเศรษฐกิจไทยถูกแซง เอกชนจี้รัฐแก้ 2 เรื่องกระตุกจีดีพี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 ต.ค. 2568 เวลา 11.00 น. • เผยแพร่ 18 ต.ค. 2568 เวลา 00.24 น.

IMF ตอกย้ำเศรษฐกิจไทยโตต่ำเตี้ย คาดอีก 5 ปีส่อแววหล่นจากที่ 2 ในอาเซียน มารั้งท้ายอันดับ 5 แพ้อินโดฯ-ฟิลิปปินส์-สิงคโปร์-เวียดนาม “ดร.กอบศักดิ์” ชี้ถึงเวลาตัดสินใจ ขณะที่ ดร.นิเวศน์ระบุการเมืองอ่อนแอ ทำได้แค่แก้สั้น ศูนย์วิจัยกสิกรฯแนะรัฐใช้ดิจิทัล สร้างความโปร่งใส พร้อมแก้ กม.ลดซ้ำซ้อนดึงเม็ดเงินลงทุน สหพัฒน์แนะปราบคอร์รัปชั่น พร้อมพลิกหาโอกาสในวิกฤต

IMF คาด ศก.ไทยอีก 5 ปีตกอันดับ

รายงานแจ้งว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เผยแพร่รายงานในการประชุมประจำปี โดยเตือนว่า ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกยังคงผันผวน ไร้ทิศทาง และได้ระบุถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทย โดยได้คงประมาณการการเติบโตของ GDP ไทยในปี 2568 ไว้ที่ 2% และ 1.6% ในปี 2569 โดยปัจจัยและความเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ได้แก่ 1) การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และสภาพแวดล้อมโดยรวมยังคงผันผวน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสหรัฐอเมริกา

2) ความไม่แน่นอนทางการค้า มาตรการทางการค้าและภาษีศุลกากรใหม่ของสหรัฐ 3) ความเสี่ยงจากฟองสบู่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่ง IMF เตือนถึงความเสี่ยงทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นจากการประเมินมูลค่าที่สูงเกินจริง และ IMF เรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกฟื้นความเชื่อมั่นผ่านนโยบายรักษาวินัยทางการคลัง และปกป้องความเป็นอิสระของธนาคารกลาง

นอกจากนี้ IMF ได้คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2573 (ค.ศ. 2030) ว่า เศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตในระดับปานกลางอย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ที่ประมาณ 2.4% ต่อปี อัตราการว่างงานต่ำที่ 1.0% และอัตราเงินเฟ้อ 1.8% แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจกำลังดำเนินไปใกล้ศักยภาพสูงสุด โดยมีความผันผวนของราคาที่ต่ำ

แม้ว่าอัตราการเติบโตที่ลดลงจะสะท้อนถึงความท้าทายโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ประชากรสูงอายุและความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อเพิ่มผลิตภาพ และ IMF ระบุว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า ขนาดเศรษฐกิจไทยจะตกลงมาอยู่ที่อันดับ 5 จากปัจจุบันอันดับ 2 ในภูมิภาค ตามหลังอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม โดยจะมีขนาดจีดีพี 654,084 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 21 ล้านล้านบาท)

“กอบศักดิ์” ชี้ถึงเวลาตัดสินใจ

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ระบุว่า ภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่า ขนาดของเศรษฐกิจไทยจะเป็นอันดับ 5 ของอาเซียน แพ้อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม จากเดิมที่ไทยเคยอยู่อันดับ 2

“คงถึงเวลาที่เราต้องตัดสินใจ เดินหน้านโยบายสำคัญ ๆ ของประเทศ ไม่เช่นนั้นเราจะหมดความสำคัญลงเรื่อย ๆ ซึ่งหากถ้าไปตามเทรนด์นี้ ในปี 2032 เราคงเป็นที่ 6 แพ้ทุกคน ยกเว้นบรูไน เมียนมา กัมพูชา สปป.ลาว”

“ดร.นิเวศน์” ไม่แปลกใจไทยจะถูกแซง

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (VI) กล่าวว่า รายงาน IMF ที่ออกมา ตนเองไม่แปลกใจเลย เพราะถ้าดูตามตัวเลขเศรษฐกิจของไทยเติบโตอยู่ที่ประมาณ 2-3% ต่อปี ส่วนประเทศอื่นเติบโต 5-7% ต่อปี หรืออย่างเวียดนามอาจจะโตถึง 7-8%

“ผมคิดว่าการจะป้องกันไม่ให้ไปถึงจุดนั้น ก็ไม่ง่ายเลย เพราะการที่จะเร่งอัตราการเติบโต ต้องอาศัยการปฏิรูปที่ค่อนข้างใหญ่ เพราะปัญหาหลัก คือ ประชากรแก่ตัวและลดลง โดยการเติบโตของเศรษฐกิจ ถ้าจะเพิ่มขึ้น มันขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ ประชากรวัยทำงานเพิ่มขึ้น และต้องเพิ่มผลิตภาพของคนทำงาน ซึ่งอันแรกนี้หมดแล้ว ผมว่าโอกาสที่เราจะเพิ่มคนน่าจะไม่มีแล้ว มีแต่ว่าจะไม่ลดลงเท่านั้นเอง ส่วนอันที่สอง คือ เรื่องผลิตภาพ ส่วนใหญ่ก็อิงกับการใช้เทคโนโลยีและคุณภาพการศึกษา”

นอกจากนี้ ยังต้องมีการพัฒนาสาธารณูปโภค แต่ก็ดูเหมือนทำได้ยาก เพราะไม่มีงบประมาณส่วนนี้ โอกาสที่จะทำเมกะโปรเจ็กต์ถือว่ายาก จะให้เอกชนลงทุน เอกชนก็มองว่าถ้าไม่มีรัฐบาลหนุนก็อาจจะมีปัญหาเยอะ ถึงเวลา บอกว่าทำไม่ได้ ก็จะเกิดปัญหาอีก เรื่องการศึกษาและคุณภาพแรงงานต่าง ๆ มีความสำคัญ แต่ปัจจุบันการศึกษาของไทยยังเป็นแบบเก่า จากข้อมูลตัวเลขเรื่องคุณภาพ เช่น PISA ที่ใช้วัดกันทั่วโลก ไทยก็ไม่ได้ดีขึ้นและอยู่ในเกณฑ์ต่ำ

ดร.นิเวศน์กล่าวด้วยว่า ไทยยังมีปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างทางการเมือง ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้เอื้ออำนวยให้เกิดความมีเสถียรภาพ เพราะรัฐบาลพร้อมจะล้มได้ทุกเมื่อ ถ้ามีคนไปแจ้งอะไรก็สามารถล้มได้ง่าย ๆ ไม่สามารถทำการปฏิรูปให้เกิดผลในระยะยาวได้ ทำให้เห็นรัฐบาลที่เข้ามามีแต่นโยบายระยะสั้น ซึ่งไม่ช่วยอะไรในระยะยาว ทั้งผลิตภาพ คุณภาพคน หรือการศึกษา

“สิ่งที่น่ากังวลมากกว่านั้นคือ ไทยอาจจะเติบโตไม่ถึง 2-3% ด้วยซ้ำ เพราะเดิมทีคนของเรายังไม่ลดลง แต่หลัง ๆ จำนวนประชากรเริ่มลดลงแล้ว ตอนนี้ด้านการเมืองอาจจะมี Movement หน่อย แต่ต้องรอดูว่าการเมืองจะสามารถทำสำเร็จได้หรือเปล่า คือค่อนข้างลำบาก เพราะยังไม่เห็นรัฐบาลหรือนักการเมืองที่พูดเรื่องพวกนี้ ซึ่งตรงนี้มันสำคัญ ตอนนี้จะทำแค่ในระยะสั้นหรือจะทำเร็ว ๆ มันไม่ได้เพราะเงินเราไม่ค่อยมีแล้ว ถ้าจะทำระยะยาวต้องอดทน ก็อาจจะเหนื่อยหน่อย”

กสิกรฯแนะ 2 เรื่องทำได้ทันที

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ประเทศไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจมานาน ทำให้ศักยภาพการเติบโตลดต่ำลงเรื่อย ๆ จากปัจจุบันศักยภาพการเติบโตอยู่ในระดับกว่า 2% คาดว่าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลง ศักยภาพการเติบโตจะลดลงเหลือ 1% ได้ในอนาคต

ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ ภาครัฐจะต้องคิดใหม่ ทำใหม่ โดยโจทย์ระยะสั้น และสามารถทำได้ทันทีและง่ายสุด คือ 1.การทำ Digital Government การทำทุกอย่างผ่านดิจิทัล เพื่อสร้างความโปร่งใส ลดเรื่องสัมปทานเกี่ยวกับใบอนุญาต (License) เพื่อให้ธุรกิจมีการแข่งขันมากขึ้น ไม่ผูกขาดในบางอุตสาหกรรม เนื่องจากมีกฎหมายที่เอื้อบางธุรกิจ

2.การแก้กฎหมายที่ซ้ำซ้อน และลดขั้นตอน เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ลดขั้นตอนการขอไลเซนส์ ให้สามารถจบภายใน 3-5 วัน เป็นต้น รวมถึงการลดภาษีเพื่อดึงดูดคนเก่ง ๆ เข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น พร้อมกับพัฒนาศักยภาพคนในประเทศไปพร้อมๆ กัน

นอกจากนี้ แรงงานที่อยู่ในภาคเกษตร ควรสนับสนุนให้ยกระดับในการสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าเกษตร หรือสนับสนุนให้ไปอยู่ในภาคบริการ เหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องวางแผนให้ครบลูป เพราะเป็นปัญหาสะสมมานาน แม้จะใช้เวลา แต่จะต้องเริ่มวางแผนให้เกิดขึ้น

“การกระตุ้นเศรษฐกิจมีผลจำกัด ไม่นานก็หายไป เราเริ่มเห็นไทยโต 2% กว่า และจะ Slow Down ลงไปอีกเรื่อย ๆ หากไม่ทำอะไร เพราะตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้านเขาโตกว่าเราเยอะ 6-7% แม้ว่าเราตอนนี้จะอยู่อันดับ 2 แต่นิ่งนอนใจไม่ได้ เราต้องแก้กฎหมาย จัดการคอร์รัปชั่น การเก็บภาษีต้องโปร่งใส อาจจะมีการศึกษาเรื่อง Cost Benefit Analysis รวมถึงการลดขนาดภาครัฐ เพื่อให้ทำงานได้คล่องตัวมากขึ้น”

“เครือสหพัฒน์” ชี้ยังพอแก้ไขได้

นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา ทายาทและผู้บริหารรุ่น 3 แห่งเครือสหพัฒน์ ประธานบริหาร บริษัท บูติคนิวซิตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เป็นเสียงเตือนที่ดี ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยอิงการเมืองมากเกินไป พื้นฐานต่าง ๆ ที่ควรสร้างก็ไม่ได้สร้าง แต่กลับไปทำเรื่องให้สิทธิต่าง ๆ เสียเยอะ เพราะการให้สิทธิต่าง ๆ มันใช้หาเสียงได้ โดยลืมไปว่าตอนนี้ความไม่แน่นอนสูง ความท้าทายในบริบทโลกก็รุนแรงมาก ประเทศที่จะแข่งขันได้คน ทุกคนควร “ไม่ว่าง” ปัญหามาจากทัศนคติ และแนวความคิดของระบบการปกครอง ข่าวร้ายคือมันน่าจะจริง ข่าวดีคือมันยังพอแก้ได้ และตอนนี้ หวังว่าทีมเศรษฐกิจคนนอกจะช่วยวางรากฐานที่แท้จริงให้ระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่การเมือง

“พื้นฐานบ้านเราไม่ได้เลวร้ายกว่าคนอื่น ถึงเลวร้ายกว่าก็แก้ได้ด้วยการ เหนื่อยหน่อย เท่านั้นเองครับ”

ต้องปราบคอร์รัปชั่น-แก้การศึกษา

นายวิเชียร เจนตระกูลโรจน์ ผู้ก่อตั้งศรีฟ้า เบเกอรี่ กล่าวว่า ปัญหาการเมือง การศึกษา และคอร์รัปชั่น ทำให้ประเทศไทยไม่ไปไหน มีอัตราเติบโตต่ำเมื่อเทียบกับประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน ในอีก 5 ปีข้างหน้า ถ้ายังแก้ไม่ได้ เราจะไปอยู่ในกลุ่มท้ายสุดของอาเซียน

“ประเทศไทยไม่ได้สร้างอะไรใหม่ (New S-curve) แต่สิ่งที่ไทยมีก็เยอะ เช่น ความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์, เงินทุนยังไหลเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เศรษฐกิจไม่ดี, เงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังคงสูง ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออก จึงไม่ควรปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็ง ซึ่งหากแก้ได้ตามที่เสนอ ก็ไม่ต้องห่วงเรื่อง IMF จะวิจารณ์อย่างไร ภาคเอกชนไทยมีความสามารถมากกว่าที่คิด”

แนะธุรกิจพลิกหาโอกาสในวิกฤต

นายโธมัส-พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป ผู้ผลิตและจำหน่ายอิเล็กทรอนิกส์ไลฟ์สไตล์ แบรนด์ Anitech กล่าวว่า เรื่องนี้มี 2 ด้าน ในด้านที่น่ากังวลคือ ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกโตขึ้น อาทิ ยุโรป สหรัฐ จีน รวมถึงในอาเซียนที่ทุกประเทศต่างเติบโต แต่ไทยโตในอันดับท้าย ๆ ของตาราง อีกทั้งยังถูกปรับประมาณการลดลงด้วย ดังนั้นอาจเป็นไปได้ที่อีก 5 ปี เศรษฐกิจไทยจะตกไปอยู่อันดับ 5

แต่อีกด้านคือ ต้องดูผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว (GDP per capita) เช่น เวียดนาม และฟิลิปปินส์ที่จะโตแซงไทย ด้านหนึ่งเป็นเพราะประชากรเยอะมาก อัตราการเกิดดีกว่า ขณะที่ไทยอัตราการเกิดน้อยลง ดังนั้นอาจมองได้ว่า เราโตไม่ทันประเทศที่ประชากรเยอะขึ้นเรื่อย ๆ แต่อีกด้าน เงินในกระเป๋าหรืออำนาจการซื้อต่อหัวอาจเพิ่มขึ้นหรือไม่

สำหรับธุรกิจนั้น เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพยายามปรับตัว โดยโอกาสอาจอยู่ในวิกฤต เช่น พลิกไปค้าขายหรือดึงคนจากประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้เข้ามาท่องเที่ยว หรือค้าขายกับแต่ละประเทศที่มีประชากรมากกว่าให้มากขึ้นด้วย นอกจากนี้ สำหรับ SMEs จะกังวลกับข้อมูลนี้ไปตลอดไม่ได้ เพราะมีค่าใช้จ่ายตลอด เช่น ค่าแรงพนักงาน ค่าพลังงาน ดอกเบี้ยเงินกู้ ฯลฯ จึงต้องเดินหน้ามองเรื่องเทคโนโลยี หุ่นยนต์ เอไอ อัพสกิลพนักงาน ฯลฯ มาเพื่อคุมต้นทุนในองค์กร

“การกังวลกับเรื่องนี้สุดท้ายจะเสียกำลังใจในการเดินหน้าธุรกิจ ดังนั้น หันมาโฟกัสกับประสิทธิภาพองค์กรดีกว่า อย่างการพัฒนาสินค้า-บริการให้ดีขึ้น ตรงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น ให้เราอยู่ในใจลูกค้ามากขึ้น ดูแลสังคม ช่วยพัฒนาประเทศชาติ ดูแลพนักงานดีแค่ไหน ช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมให้ดีขึ้น”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : IMF คาดอีก 5 ปีเศรษฐกิจไทยถูกแซง เอกชนจี้รัฐแก้ 2 เรื่องกระตุกจีดีพี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...