IMF คาดอีก 5 ปีเศรษฐกิจไทยถูกแซง เอกชนจี้รัฐแก้ 2 เรื่องกระตุกจีดีพี
IMF ตอกย้ำเศรษฐกิจไทยโตต่ำเตี้ย คาดอีก 5 ปีส่อแววหล่นจากที่ 2 ในอาเซียน มารั้งท้ายอันดับ 5 แพ้อินโดฯ-ฟิลิปปินส์-สิงคโปร์-เวียดนาม “ดร.กอบศักดิ์” ชี้ถึงเวลาตัดสินใจ ขณะที่ ดร.นิเวศน์ระบุการเมืองอ่อนแอ ทำได้แค่แก้สั้น ศูนย์วิจัยกสิกรฯแนะรัฐใช้ดิจิทัล สร้างความโปร่งใส พร้อมแก้ กม.ลดซ้ำซ้อนดึงเม็ดเงินลงทุน สหพัฒน์แนะปราบคอร์รัปชั่น พร้อมพลิกหาโอกาสในวิกฤต
IMF คาด ศก.ไทยอีก 5 ปีตกอันดับ
รายงานแจ้งว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เผยแพร่รายงานในการประชุมประจำปี โดยเตือนว่า ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกยังคงผันผวน ไร้ทิศทาง และได้ระบุถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทย โดยได้คงประมาณการการเติบโตของ GDP ไทยในปี 2568 ไว้ที่ 2% และ 1.6% ในปี 2569 โดยปัจจัยและความเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ได้แก่ 1) การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และสภาพแวดล้อมโดยรวมยังคงผันผวน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสหรัฐอเมริกา
2) ความไม่แน่นอนทางการค้า มาตรการทางการค้าและภาษีศุลกากรใหม่ของสหรัฐ 3) ความเสี่ยงจากฟองสบู่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่ง IMF เตือนถึงความเสี่ยงทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นจากการประเมินมูลค่าที่สูงเกินจริง และ IMF เรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกฟื้นความเชื่อมั่นผ่านนโยบายรักษาวินัยทางการคลัง และปกป้องความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
นอกจากนี้ IMF ได้คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2573 (ค.ศ. 2030) ว่า เศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตในระดับปานกลางอย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ที่ประมาณ 2.4% ต่อปี อัตราการว่างงานต่ำที่ 1.0% และอัตราเงินเฟ้อ 1.8% แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจกำลังดำเนินไปใกล้ศักยภาพสูงสุด โดยมีความผันผวนของราคาที่ต่ำ
แม้ว่าอัตราการเติบโตที่ลดลงจะสะท้อนถึงความท้าทายโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ประชากรสูงอายุและความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อเพิ่มผลิตภาพ และ IMF ระบุว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า ขนาดเศรษฐกิจไทยจะตกลงมาอยู่ที่อันดับ 5 จากปัจจุบันอันดับ 2 ในภูมิภาค ตามหลังอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม โดยจะมีขนาดจีดีพี 654,084 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 21 ล้านล้านบาท)
“กอบศักดิ์” ชี้ถึงเวลาตัดสินใจ
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ระบุว่า ภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่า ขนาดของเศรษฐกิจไทยจะเป็นอันดับ 5 ของอาเซียน แพ้อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม จากเดิมที่ไทยเคยอยู่อันดับ 2
“คงถึงเวลาที่เราต้องตัดสินใจ เดินหน้านโยบายสำคัญ ๆ ของประเทศ ไม่เช่นนั้นเราจะหมดความสำคัญลงเรื่อย ๆ ซึ่งหากถ้าไปตามเทรนด์นี้ ในปี 2032 เราคงเป็นที่ 6 แพ้ทุกคน ยกเว้นบรูไน เมียนมา กัมพูชา สปป.ลาว”
“ดร.นิเวศน์” ไม่แปลกใจไทยจะถูกแซง
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (VI) กล่าวว่า รายงาน IMF ที่ออกมา ตนเองไม่แปลกใจเลย เพราะถ้าดูตามตัวเลขเศรษฐกิจของไทยเติบโตอยู่ที่ประมาณ 2-3% ต่อปี ส่วนประเทศอื่นเติบโต 5-7% ต่อปี หรืออย่างเวียดนามอาจจะโตถึง 7-8%
“ผมคิดว่าการจะป้องกันไม่ให้ไปถึงจุดนั้น ก็ไม่ง่ายเลย เพราะการที่จะเร่งอัตราการเติบโต ต้องอาศัยการปฏิรูปที่ค่อนข้างใหญ่ เพราะปัญหาหลัก คือ ประชากรแก่ตัวและลดลง โดยการเติบโตของเศรษฐกิจ ถ้าจะเพิ่มขึ้น มันขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ ประชากรวัยทำงานเพิ่มขึ้น และต้องเพิ่มผลิตภาพของคนทำงาน ซึ่งอันแรกนี้หมดแล้ว ผมว่าโอกาสที่เราจะเพิ่มคนน่าจะไม่มีแล้ว มีแต่ว่าจะไม่ลดลงเท่านั้นเอง ส่วนอันที่สอง คือ เรื่องผลิตภาพ ส่วนใหญ่ก็อิงกับการใช้เทคโนโลยีและคุณภาพการศึกษา”
นอกจากนี้ ยังต้องมีการพัฒนาสาธารณูปโภค แต่ก็ดูเหมือนทำได้ยาก เพราะไม่มีงบประมาณส่วนนี้ โอกาสที่จะทำเมกะโปรเจ็กต์ถือว่ายาก จะให้เอกชนลงทุน เอกชนก็มองว่าถ้าไม่มีรัฐบาลหนุนก็อาจจะมีปัญหาเยอะ ถึงเวลา บอกว่าทำไม่ได้ ก็จะเกิดปัญหาอีก เรื่องการศึกษาและคุณภาพแรงงานต่าง ๆ มีความสำคัญ แต่ปัจจุบันการศึกษาของไทยยังเป็นแบบเก่า จากข้อมูลตัวเลขเรื่องคุณภาพ เช่น PISA ที่ใช้วัดกันทั่วโลก ไทยก็ไม่ได้ดีขึ้นและอยู่ในเกณฑ์ต่ำ
ดร.นิเวศน์กล่าวด้วยว่า ไทยยังมีปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างทางการเมือง ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้เอื้ออำนวยให้เกิดความมีเสถียรภาพ เพราะรัฐบาลพร้อมจะล้มได้ทุกเมื่อ ถ้ามีคนไปแจ้งอะไรก็สามารถล้มได้ง่าย ๆ ไม่สามารถทำการปฏิรูปให้เกิดผลในระยะยาวได้ ทำให้เห็นรัฐบาลที่เข้ามามีแต่นโยบายระยะสั้น ซึ่งไม่ช่วยอะไรในระยะยาว ทั้งผลิตภาพ คุณภาพคน หรือการศึกษา
“สิ่งที่น่ากังวลมากกว่านั้นคือ ไทยอาจจะเติบโตไม่ถึง 2-3% ด้วยซ้ำ เพราะเดิมทีคนของเรายังไม่ลดลง แต่หลัง ๆ จำนวนประชากรเริ่มลดลงแล้ว ตอนนี้ด้านการเมืองอาจจะมี Movement หน่อย แต่ต้องรอดูว่าการเมืองจะสามารถทำสำเร็จได้หรือเปล่า คือค่อนข้างลำบาก เพราะยังไม่เห็นรัฐบาลหรือนักการเมืองที่พูดเรื่องพวกนี้ ซึ่งตรงนี้มันสำคัญ ตอนนี้จะทำแค่ในระยะสั้นหรือจะทำเร็ว ๆ มันไม่ได้เพราะเงินเราไม่ค่อยมีแล้ว ถ้าจะทำระยะยาวต้องอดทน ก็อาจจะเหนื่อยหน่อย”
กสิกรฯแนะ 2 เรื่องทำได้ทันที
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ประเทศไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจมานาน ทำให้ศักยภาพการเติบโตลดต่ำลงเรื่อย ๆ จากปัจจุบันศักยภาพการเติบโตอยู่ในระดับกว่า 2% คาดว่าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลง ศักยภาพการเติบโตจะลดลงเหลือ 1% ได้ในอนาคต
ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ ภาครัฐจะต้องคิดใหม่ ทำใหม่ โดยโจทย์ระยะสั้น และสามารถทำได้ทันทีและง่ายสุด คือ 1.การทำ Digital Government การทำทุกอย่างผ่านดิจิทัล เพื่อสร้างความโปร่งใส ลดเรื่องสัมปทานเกี่ยวกับใบอนุญาต (License) เพื่อให้ธุรกิจมีการแข่งขันมากขึ้น ไม่ผูกขาดในบางอุตสาหกรรม เนื่องจากมีกฎหมายที่เอื้อบางธุรกิจ
2.การแก้กฎหมายที่ซ้ำซ้อน และลดขั้นตอน เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ลดขั้นตอนการขอไลเซนส์ ให้สามารถจบภายใน 3-5 วัน เป็นต้น รวมถึงการลดภาษีเพื่อดึงดูดคนเก่ง ๆ เข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น พร้อมกับพัฒนาศักยภาพคนในประเทศไปพร้อมๆ กัน
นอกจากนี้ แรงงานที่อยู่ในภาคเกษตร ควรสนับสนุนให้ยกระดับในการสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าเกษตร หรือสนับสนุนให้ไปอยู่ในภาคบริการ เหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องวางแผนให้ครบลูป เพราะเป็นปัญหาสะสมมานาน แม้จะใช้เวลา แต่จะต้องเริ่มวางแผนให้เกิดขึ้น
“การกระตุ้นเศรษฐกิจมีผลจำกัด ไม่นานก็หายไป เราเริ่มเห็นไทยโต 2% กว่า และจะ Slow Down ลงไปอีกเรื่อย ๆ หากไม่ทำอะไร เพราะตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้านเขาโตกว่าเราเยอะ 6-7% แม้ว่าเราตอนนี้จะอยู่อันดับ 2 แต่นิ่งนอนใจไม่ได้ เราต้องแก้กฎหมาย จัดการคอร์รัปชั่น การเก็บภาษีต้องโปร่งใส อาจจะมีการศึกษาเรื่อง Cost Benefit Analysis รวมถึงการลดขนาดภาครัฐ เพื่อให้ทำงานได้คล่องตัวมากขึ้น”
“เครือสหพัฒน์” ชี้ยังพอแก้ไขได้
นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา ทายาทและผู้บริหารรุ่น 3 แห่งเครือสหพัฒน์ ประธานบริหาร บริษัท บูติคนิวซิตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เป็นเสียงเตือนที่ดี ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยอิงการเมืองมากเกินไป พื้นฐานต่าง ๆ ที่ควรสร้างก็ไม่ได้สร้าง แต่กลับไปทำเรื่องให้สิทธิต่าง ๆ เสียเยอะ เพราะการให้สิทธิต่าง ๆ มันใช้หาเสียงได้ โดยลืมไปว่าตอนนี้ความไม่แน่นอนสูง ความท้าทายในบริบทโลกก็รุนแรงมาก ประเทศที่จะแข่งขันได้คน ทุกคนควร “ไม่ว่าง” ปัญหามาจากทัศนคติ และแนวความคิดของระบบการปกครอง ข่าวร้ายคือมันน่าจะจริง ข่าวดีคือมันยังพอแก้ได้ และตอนนี้ หวังว่าทีมเศรษฐกิจคนนอกจะช่วยวางรากฐานที่แท้จริงให้ระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่การเมือง
“พื้นฐานบ้านเราไม่ได้เลวร้ายกว่าคนอื่น ถึงเลวร้ายกว่าก็แก้ได้ด้วยการ เหนื่อยหน่อย เท่านั้นเองครับ”
ต้องปราบคอร์รัปชั่น-แก้การศึกษา
นายวิเชียร เจนตระกูลโรจน์ ผู้ก่อตั้งศรีฟ้า เบเกอรี่ กล่าวว่า ปัญหาการเมือง การศึกษา และคอร์รัปชั่น ทำให้ประเทศไทยไม่ไปไหน มีอัตราเติบโตต่ำเมื่อเทียบกับประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน ในอีก 5 ปีข้างหน้า ถ้ายังแก้ไม่ได้ เราจะไปอยู่ในกลุ่มท้ายสุดของอาเซียน
“ประเทศไทยไม่ได้สร้างอะไรใหม่ (New S-curve) แต่สิ่งที่ไทยมีก็เยอะ เช่น ความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์, เงินทุนยังไหลเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เศรษฐกิจไม่ดี, เงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังคงสูง ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออก จึงไม่ควรปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็ง ซึ่งหากแก้ได้ตามที่เสนอ ก็ไม่ต้องห่วงเรื่อง IMF จะวิจารณ์อย่างไร ภาคเอกชนไทยมีความสามารถมากกว่าที่คิด”
แนะธุรกิจพลิกหาโอกาสในวิกฤต
นายโธมัส-พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป ผู้ผลิตและจำหน่ายอิเล็กทรอนิกส์ไลฟ์สไตล์ แบรนด์ Anitech กล่าวว่า เรื่องนี้มี 2 ด้าน ในด้านที่น่ากังวลคือ ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกโตขึ้น อาทิ ยุโรป สหรัฐ จีน รวมถึงในอาเซียนที่ทุกประเทศต่างเติบโต แต่ไทยโตในอันดับท้าย ๆ ของตาราง อีกทั้งยังถูกปรับประมาณการลดลงด้วย ดังนั้นอาจเป็นไปได้ที่อีก 5 ปี เศรษฐกิจไทยจะตกไปอยู่อันดับ 5
แต่อีกด้านคือ ต้องดูผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว (GDP per capita) เช่น เวียดนาม และฟิลิปปินส์ที่จะโตแซงไทย ด้านหนึ่งเป็นเพราะประชากรเยอะมาก อัตราการเกิดดีกว่า ขณะที่ไทยอัตราการเกิดน้อยลง ดังนั้นอาจมองได้ว่า เราโตไม่ทันประเทศที่ประชากรเยอะขึ้นเรื่อย ๆ แต่อีกด้าน เงินในกระเป๋าหรืออำนาจการซื้อต่อหัวอาจเพิ่มขึ้นหรือไม่
สำหรับธุรกิจนั้น เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพยายามปรับตัว โดยโอกาสอาจอยู่ในวิกฤต เช่น พลิกไปค้าขายหรือดึงคนจากประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้เข้ามาท่องเที่ยว หรือค้าขายกับแต่ละประเทศที่มีประชากรมากกว่าให้มากขึ้นด้วย นอกจากนี้ สำหรับ SMEs จะกังวลกับข้อมูลนี้ไปตลอดไม่ได้ เพราะมีค่าใช้จ่ายตลอด เช่น ค่าแรงพนักงาน ค่าพลังงาน ดอกเบี้ยเงินกู้ ฯลฯ จึงต้องเดินหน้ามองเรื่องเทคโนโลยี หุ่นยนต์ เอไอ อัพสกิลพนักงาน ฯลฯ มาเพื่อคุมต้นทุนในองค์กร
“การกังวลกับเรื่องนี้สุดท้ายจะเสียกำลังใจในการเดินหน้าธุรกิจ ดังนั้น หันมาโฟกัสกับประสิทธิภาพองค์กรดีกว่า อย่างการพัฒนาสินค้า-บริการให้ดีขึ้น ตรงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น ให้เราอยู่ในใจลูกค้ามากขึ้น ดูแลสังคม ช่วยพัฒนาประเทศชาติ ดูแลพนักงานดีแค่ไหน ช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมให้ดีขึ้น”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : IMF คาดอีก 5 ปีเศรษฐกิจไทยถูกแซง เอกชนจี้รัฐแก้ 2 เรื่องกระตุกจีดีพี
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net