MR.D.I.Y.ระดมทุน 5.6 พันล้าน สปีดสาขา 1.5 พันแห่งชิงตลาด 1.8 แสนล้าน
มิสเตอร์.ดี.ไอ.วาย. ชี้ตลาดค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน 1.8 แสนล้านยังมีช่องว่างมหาศาล ประกาศ IPO พ.ย. 68 หวังระดมทุน 5.6 พันล้านบาท หนุนสปีดสาขาแตะ 1,500 แห่งในปี 2570 พร้อมทุ่ม 4.5 พันล้านบาทผุดคลังสินค้าอัตโนมัติแห่งที่ 3 รับดีมานด์ มั่นใจโมเดล “Always Low Prices” ตอบโจทย์ยุคประหยัด-เศรษฐกิจซบเซา
นายแอนดี้ ชิน กวานกุ้ย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสเตอร์.ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MRDIYT ผู้บริหารเชนร้าน MR.D.I.Y. จำนวน 1,027 สาขากล่าวว่า ตลาดค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้านในประเทศไทยเมื่อปี 2567 มีมูลค่าประมาณ 1.82 แสนล้านบาท และมีแนวโน้มโตต่อเนื่อง
ตลาด 1.8 แสนล้านยังมีช่องว่าง
โดยตลาดค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้านในไทยยังมีช่องว่างอีกมาก เห็นได้จาก 2 ปัจจัยคือ การเปรียบเทียบกับประเทศต้นแบบอย่างมาเลเซีย ซึ่งมีประชากรน้อยกว่าไทยเท่าตัว แต่มิสเตอร์.ดี.ไอ.วาย.มีสาขามากถึง 1,500 สาขา หรือคิดเป็นสัดส่วนประชากรต่อสาขาอยู่ที่ 25,000 คนต่อสาขา
ในขณะที่ประเทศไทย ปัจจุบันสัดส่วนประชากรต่อสาขาเฉลี่ยอยู่ที่ 75,000 คนต่อสาขา ซึ่งแสดงให้เห็นช่องว่างที่ยังสามารถเติบโตไปได้อีกมาก
อีกปัจจัยคือ ผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2567 บริษัทมีรายได้รวม 16.2 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 28% และมีกำไรสุทธิ 1.7 พันล้านบาท เติบโตเฉลี่ยต่อปีถึง 30%
ส่วนผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2568 สามารถทำยอดขายได้ 9,100 ล้านบาท และมั่นใจว่าจะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างแน่นอน
ย้ำจุดเด่นพลิกวิกฤตเป็นโอกาส
นายอานุภาพ คงมาลัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาดเสริมถึงภาพรวมเศรษฐกิจว่า แม้ตัวเลขค้าปลีกและ GDP จะเป็นบวก แต่ยังมีปัจจัยผันผวนสูง ทั้งปัจจัยภายนอกประเทศ เช่น ราคาทองคำและสินทรัพย์การลงทุน หรือปัจจัยภายในประเทศ อย่างการมีรัฐบาลใหม่ และภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มระมัดระวังและจำกัดการใช้จ่ายมากขึ้น
แต่สถานการณ์ดังกล่าวอาจเป็นโอกาสของบริษัท เนื่องจากจุดแข็งของแบรนด์คือการนำเสนอสินค้าหลากหลายในราคาที่ “ถูกคุ้มเสมอ” ซึ่งตอบโจทย์สภาพเศรษฐกิจ สะท้อนจากในช่วงที่ผ่านมาสัดส่วนลูกค้ากลุ่มรายได้สูงเพิ่มจาก 15% เป็น 17-18% ส่วนลูกค้าหลักของมิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. เป็นแม่บ้าน อายุประมาณ 35-45 ปี มีสัดส่วนประมาณ 60%
ยกทัพ 600 สินค้าใหม่
เพื่อต่อยอดโมเมนตัมนี้ บริษัทจะออกสินค้าใหม่ประมาณ 500 รายการ/เดือน จากปัจจุบัน 16,000 รายการ ครอบคลุมใน 6 กลุ่มสินค้าหลัก ได้แก่ เครื่องใช้ในครัวเรือนและอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน, อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และเครื่องมือช่าง, เครื่องใช้ไฟฟ้า, เครื่องเขียนและอุปกรณ์กีฬา, ของเล่นและสินค้าเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ
แบ่งเป็นสินค้าส่วนใหญ่กว่า 75% นำเข้าจากจีน, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, อินเดีย และอีก 25% เป็นสินค้าในไทย
IPO ใหญ่สุดรอบ 3 ปี พ.ย.นี้
นายแอนดี้เสริมว่า นอกจากนี้ จะเร่งสปีดการขยายสาขาให้เร็วยิ่งขึ้น ตามแผนขยายสาขาใหม่ไม่น้อยกว่า 500 สาขา ภายในระยะเวลา 3 ปี (พ.ศ. 2568-2570) เพื่อผลักดันให้มีสาขารวมครบ 1,500 สาขาภายในสิ้นปี 2570 จากปัจจุบันที่มีอยู่ 1,027 สาขา
โดยในปี 2568 บริษัทตั้งเป้าขยายสาขาใหม่ราว 200 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด ภายใต้งบฯลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งจะครอบคลุมทั้งค่าก่อสร้างและสินค้าในสต๊อก เน้นรูปแบบสแตนด์อะโลนในสัดส่วนกว่า 90% เนื่องจากสามารถเจาะเข้าถึงชุมชนและผู้บริโภคในระดับอำเภอและตำบล รวมถึงยังขยายได้รวดเร็วกว่าทำเลในศูนย์การค้า ซึ่งมีจำนวนจำกัดและขยายตัวในอัตราที่ช้ากว่า
ด้วยเหตุนี้จึงเตรียมเข้าระดมทุน 5.6 พันล้านบาทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้อนุมัติแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โดยบริษัทกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO ไว้ที่ 8.30-8.60 บาทต่อหุ้น โดยจะเปิดให้นักลงทุนรายย่อยจองซื้อระหว่างวันที่ 20-22 ตุลาคม 2568 และจะประกาศราคาขายสุดท้ายภายในวันที่ 24 ตุลาคม 2568 คาดว่าจะสามารถเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568
“คาดว่าการระดมทุนครั้งนี้จะได้รับเงินสูงสุดประมาณ 5.6 พันล้านบาท คิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalisation) สูงสุดประมาณ 5.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้การเสนอขายหุ้นครั้งนี้เป็น IPO ที่มีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 หลังปัจจุบันเรามีสาขาครบ 77 จังหวัดแล้ว สเต็ปต่อไปจึงเป็นการเจาะลึกลงไปในระดับอำเภอ ซึ่งมีโอกาสอีกมหาศาล
ดังนั้น การขยายในรูปแบบสแตนด์อะโลนจึงเป็นคำตอบ เพราะถ้าเรามองพื้นที่ในศูนย์การค้า ไม่ว่าจะเป็น Shopping Mall, Hyper Market หรือ Community Mall ณ วันหนึ่งจะมีจำนวนจำกัด แต่โอกาสในพื้นที่ระดับอำเภอยังเปิดกว้าง นี่คือเหตุผลที่ 90% ของสาขาใหม่จะเป็นสแตนด์อะโลน”
ทุ่ม 4.5 พันล้านผุดคลังสินค้า
พร้อมกันนี้ยังลงทุนมูลค่า 4.5 พันล้านบาท สร้างคลังสินค้าอัตโนมัติขนาดใหญ่แห่งที่ 3 ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน เพื่อรองรับการขยายสาขาได้มากกว่า 1,500 แห่งหลังปี 2570 โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จเต็มรูปแบบภายในปี 2574
ออกแคมเปญ-สนับสนุนโครงการภาครัฐ
สำหรับในส่วนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แม้บางโครงการบริษัทจะไม่ได้เข้าร่วมโดยตรง เช่น “คนละครึ่ง” แต่บริษัทจะมีการจัดแคมเปญการตลาดของตนเองขึ้นมาในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐและคืนกำไรให้แก่ลูกค้า เช่น การเพิ่มรางวัลในกิจกรรม “Shop & Show” หรือการจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้าสูงสุดถึง 50% เพื่อสร้างความน่าดึงดูดและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยอย่างต่อเนื่อง โดยไม่กังวลว่าเม็ดเงินจะถูกดึงไปที่อื่น
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : MR.D.I.Y.ระดมทุน 5.6 พันล้าน สปีดสาขา 1.5 พันแห่งชิงตลาด 1.8 แสนล้าน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net