โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

BIZ: ทำไมเสื้อยืด ‘วงร็อก’ แบบของเก่า หรือ ‘วินเทจ’ จากปลาย 1980s ถึงต้น 2000s ถึงราคาสูงลิบลิ่ว

BrandThink

เผยแพร่ 21 ก.ย 2568 เวลา 05.00 น.

ทุกวันนี้คนใส่เสื้อยืดวงร็อกกันมากกว่ายุคก่อน แต่แน่นอนว่าชาวร็อกรุ่นเก่าก็อย่าไปถามคนใส่ว่าให้บอก ‘ชื่อเพลง’ ของวงบนเสื้อมาสักหน่อย เพราะสมัยนี้การใส่ ‘เสื้อวง’ โดยไม่ต้องรู้จักวงดนตรีบนเสื้อ หรือเคยฟังเพลงแม้แต่เพลงเดียวเป็นเรื่องปกติไปแล้ว และก็ต้องยอมรับว่าวงดนตรีระดับโลกรุ่นลายครามนั้นก็ได้เงินจากการขาย ‘ใบอนุญาต’ ให้แบรนด์เสื้อผ้าดังๆ นำเอาโลโก้วงดนตรีไปทำเสื้อให้คนที่ไม่เคยฟังเพลงพวกเขาใส่กัน มันก็ทำเงินได้มากกว่าการ ‘ขายอัลบั้ม’ แน่ๆ ในยุคนี้ที่ทุกคนรู้สึกว่าเพลงเป็น ‘ของฟรี’

นี่เองทำให้ ‘เสื้อยืดวงร็อก’ มีขายเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมืองมากกว่ายุคที่ดนตรีร็อกเป็นดนตรียอดฮิตอันดับ 1 และอีกด้านก็คือ มันทำให้เสื้อยืดเก่า หรือที่นิยมเรียกสั้นๆ ว่า ‘เสื้อวินเทจ’ มีราคาสูงลิบลิ่วด้วย

แต่ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจประวัติเสื้อยืดวงดนตรีกันก่อน

คนจำนวนมากเข้าใจผิดว่าเสื้อยืดวงดนตรีเป็นสิ่งที่มีมานานตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 แต่ในความเป็นจริงปรากฏการณ์การนิยมใส่เสื้อยืดมีสกรีนโลโก้วงดนตรี เป็นปรากฏการณ์ที่เพิ่งมาปรากฎชัดๆ ในทศวรรษ 1990 แม้ขนาดชุมชนดนตรีที่นิยม ‘เสื้อวง’ สุดๆ ระดับต้องใส่ทุกคนตั้งแต่นักดนตรียันแฟนเพลงอย่างชุมชน ‘เมทัลเฮด’ หรือคนนิยมดนตรีเฮฟวีเมทัลนั้นเอาจริงๆ ก็เพิ่งมาใส่เสื้อวงกันจริงจังกันราวปลายทศวรรษ 1980 เท่านั้น และพอมาทศวรรษ 1990 ก็อาจเรียกว่าวงดนตรีแนวอื่นๆ เริ่มพบว่าโลกเฮฟวีเมทัลนั้น ‘ขายเสื้อ’ ได้ ก็เลยเริ่มผลิตเสื้อยืดขายบ้าง โดยในเคสของดนตรีแนวอื่นๆ ที่คนไม่ได้นิยมใส่เสื้อยืดกันเป็นปกติ (เพราะตัววงดนตรีก็ไม่ได้ใส่) โอกาสที่นิยมจะทำเสื้อยืดขายก็มักจะเป็นการออกทัวร์หรือตระเวนแสดงดนตรีสด ซึ่งเสื้อที่ทำขายก็มักจะเชื่อมโยงกับทัวร์ และทำให้มันมีลักษณะเป็น ‘ลิมิเต็ดเอดิชัน’ โดยอัตโนมัติ

ทั้งนี้แน่นอนอีกว่าของพวกนี้ในสมัยก่อนมันไม่ได้มีราคาค่างวดอะไร แน่นอนว่าแพงกว่าเสื้อยืดเปล่าๆ แต่ราคา ‘หลักร้อย’ เป็นปกติหรืออย่างแพงคือราคา 1,000 กว่าบาท ปกติก็ไม่มีราคาเกิน 2,000 บาทแน่นอน และมันก็ราคานี้มาตลอดกระทั่งดนตรีร็อกเริ่มเสื่อมความนิยมไปถาวรประมาณช่วงทศวรรษ 2000 หลังจากดนตรีฮิปฮอปกลายมาเป็นดนตรีกระแสหลักและแย่งพื้นที่ความนิยมเดิมของดนตรีร็อกไปจนเกือบหมด ในหมู่คนรุ่นใหม่ โดยถ้าว่ากันตามนิตยสารจัดอันดับเพลงอเมริกันอย่าง Billboard ปีที่ฮิปฮอปพิชิตร็อกอย่างเด็ดขาดคือปี 2017 ที่รายงานเชิงปริมาณชี้ว่าเพลงที่ติดชาร์ตเป็นเพลงฮิปฮอปมากกว่าร็อกเป็นครั้งแรก

แน่นอน ตลาดกลางทศวรรษ 2000 ถึงกลางทศวรรษ 2010 คนไม่ค่อยนิยมใส่เสื้อวงกันนัก และคนที่ใส่เสื้อวงยุคนั้นโดยทั่วไปก็มักจะเป็นนักฟังเพลงแนวเฮฟวีเมทัลเป็นหลัก ระดับที่ยุคนั้นแทบจะมั่นใจได้ว่ามันไม่มีวัยรุ่นที่จะเอาเสื้อวงดนตรีหนึ่งๆ มาใส่โดยไม่เคยฟังเพลงวงนั้น เพราะมันไม่เป็นที่นิยม พวกวงดนตรีดังๆ ทั่วไปถ้าไม่ใช่สาย ‘เมทัล’ หรือ ‘พังก์’ ก็ไม่ค่อยมีใครทำเสื้อพวกนี้ขาย พวกแบรนด์เสื้อผ้าต่างๆ ยิ่งไม่ต้องพูด มันไม่อยู่ในจินตนาการของคนยุคนั้นด้วยซ้ำว่าแบรนด์เสื้อผ้าดังๆ จะไปซื้อลิขสิทธิ์ลายวงร็อกต่างๆ มาสกรีนเสื้อขาย

ตัดมาปัจจุบัน จริงๆ ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2010 การใส่เสื้อยืดวงดนตรีแพร่หลายมากขึ้น มันกลายมาเป็นสินค้าแฟชั่นทั่วไปที่แบรนด์ต่างๆ ทำขายอย่างที่เล่ามา และคนจำนวนมากที่ซื้อไปใส่ก็เป็นสาวๆ รุ่นใหม่ที่ใส่ในนามแฟชั่นแท้ๆ ไม่ได้ใส่แบบมีนัยทางวัฒนธรรมใดๆ ดังเช่นในอดีต นี่ก็เป็นเหตุให้นักฟังเพลงหนีไปใส่เสื้อวงที่ ‘แปลก’ ขึ้นเพื่อแสดงอัตลักษณ์นักฟังเพลงให้ชัด เพราะยุคนี้ คนที่ใส่เสื้อยืดวงดนตรีดังๆ มีแนวโน้มสูงมากว่าจะไม่เคยสัมผัสดนตรีของวงดนตรีบนเสื้อ

แต่อีกด้าน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือบรรดา ‘เสื้อยืดเก่า’ ของวงดนตรีดังๆ ต่างมีราคาสูงลิบ

แน่นอน เราสามารถอธิบายหลักการขึ้นของราคาได้ด้วย ‘กลไกตลาด’ หรือ ‘หลักอุปสงค์-อุปทาน’ ทั่วไป ว่าถ้าของมีจำกัด แต่คนต้องการมากขึ้น ราคามันก็ขึ้น ทุกอย่างอยู่ในตรรกะแบบเดียวกันนี้ (ถ้ารัฐไม่ควบคุมราคา)

คำถามที่สำคัญก็คือ ทำไมเสื้อยืดวงดนตรีมือสองที่มีมานานเป็นสิบปี มันถึงเพิ่งมามีราคาแพงกันตอนนี้? เพราะเสื้อตัวเดียวกัน ราคาเมื่อย้อนไป 10 ปีก่อน มันน่าจะถูกกว่านี้หลายเท่าตัวแน่ๆ หรือพูดให้ตรงคือราคามันจะเป็น ‘ของมือสอง’ ในความหมายของการเป็น ‘ของใช้แล้ว’ ที่ต้องมีราคาถูกกว่าของใหม่

กลับกัน ราคาของเสื้อยืดวงดนตรียุคนี้มันคือราคาแบบ ‘ของเก่า’ ที่แพงกว่าของใหม่ที่เทียบเท่ากันได้ คำถามคือทำไมเสื้อยืดวงดนตรีที่ผลิตมากว่า 2 ทศวรรษ วันดีคืนดีถึงเปลี่ยนจาก ‘ของมือสอง’ มาเป็น ‘ของเก่า’ ได้?

จริงๆ ถ้าถามแต่ละฝ่าย ก็จะได้คำตอบที่ต่างกัน

ถ้าถามคนขายและคนซื้อ คำอธิบายก็นะเน้น ‘ความมีจำกัด’ และ ‘คุณค่าทางประวัติศาสตร์’ ของเสื้อพวกนี้ ว่ามันผลิตมาหลักสิบหลักร้อยตัว จะไม่มีมาเพิ่มอีกแล้วเพราะเป็นของทัวร์คอนเสิร์ตปีนั้นๆ ซึ่งอธิบายแบบนี้พูดอีกก็ถูกอีก แต่ไม่ได้อธิบายว่าทำไมของอื่นๆ ที่ถูกผลิตมาในยุคเดียวกัน (หรือกระทั่งหลังจากนั้น) ไม่ได้มีราคาแบบเดียวกัน หรือพูดอีกแบบคือมันไม่ได้อธิบายว่าทำไมอยู่ดีๆ วันดีคืนดีคนถึงเห่อ ‘เสื้อทัวร์’ ที่ก่อนหน้านี้ไม่มีราคาในแบบนี้แน่ๆ

ถ้าถามคนเชี่ยวชาญด้านเสื้อผ้า เขาก็จะอธิบายว่าเสื้อจากยุคนี้มีการใช้ผ้าตัดเย็บที่ต่างจากเสื้อยืดยุคปัจจุบันอันเป็นยุค ‘ฟาสต์แฟชั่น’ ซึ่งอธิบายง่ายๆ ก็คือของเก่าๆ พวกนี้ก็ไม่ได้ต่างจากเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ ที่มันมีความทนทานกว่าของใหม่ๆ เพราะยุคเก่าเวลาจะทำอะไรขายจะเน้นความทนทานใช้ได้นานเสมอ ต่างจากยุคที่เน้นผลิตมาให้ขายได้ราคาถูกเพื่อใช้แล้วทิ้งแบบปัจจุบัน ซึ่งในแง่นี้พูดอีกแบบก็คือ เสื้อทัวร์สมัยก่อนผลิตด้วยวัตถุดิบที่ทนทานแบบที่ปัจจุบันไม่ใช้แล้ว ดังนั้นมันมีคุณลักษณะทางกายภาพบางอย่างจริงๆ ที่ทำให้ราคาเป็นแบบนั้น

ถ้าถามคนที่มองปรากฏการณ์ ‘โหยหาอดีต’ รวมๆ เขาก็จะมองว่าทั้งหมดเป็นปรากฏการณ์โหยหายุคแอนะล็อกของคนที่เกิดไม่ทันยุคนี้ และมันไม่ใช่แค่เสื้อยืดเก่าๆ ที่ถูกเอามาปั่นราคา พวกเทป แผ่นเสียง ไปจนถึงของอื่นๆ ในทำนองเดียวกันก็ราคาสูงขึ้นทั้งนั้น ดังนั้นปรากฏการณ์ ‘เสื้อทัวร์แพง’ มันไ่มได้เกิดขึ้นโดดๆ แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของปรากฎการณ์ที่ใหญ่กว่าที่คนเบื่อยุคดิจิทัล

แต่ถ้าถามคนช่างสังเกตหน่อย เขาก็จะสังเกตว่าเสื้อพวกนี้แทบทั้งหมดมาจากปลายทศวรรษ 1980 ไปจนถึงต้นทศวรรษ 2000 ซึ่งมันคือเสื้อผ้ายุคที่คน Gen X โตมา และมันเป็นไปได้หรือไม่ว่าทั้งหมดมันเกิดจากพ่อค้าเสื้อมือสอง Gen X เริ่มปั่นราคาเพื่อให้ของที่ตัวเองมีอยู่จำนวนมากในมือมีราคาสูงขึ้น เพื่อขายทำกำไร แล้วพอคนซื้อของพวกนี้ไปแพงๆ ‘สตอรี่’ ต่างๆ ที่สร้างความชอบธรรมให้ราคามันก็จะตามมาเอง

ใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าเราจะอธิบายปรากฏการณ์นี้อย่างไร ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งก็คือ พวกเสื้อยืดเก่าเหล่านี้กลายมาเป็นของมีราคาไปแล้วในปัจจุบัน ซึ่งถ้าใครไปรื้อตู้เสื้อผ้าตัวเอง แล้วเจอเสื้อยืดลายวงดนตรีเก่าพวกนี้กองอยู่ ก็อย่าเพิ่งเอาไปทิ้งหรือบริจาค ควรเอาไปให้คนประเมินราคาก่อน เพราะโอกาสที่มันจะมีราคาถึงตัวละหลายพันบาทหรือกระทั่งไปแตะหลักหมื่น ก็ใช่ว่าไม่มี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...