เข้าสู่ยุควิกฤตของธนาคาร? แบงก์ต่างชาติทยอยปลดพนักงาน เหตุเพราะพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไป
กระแสการเลิกจ้างพนักงานช่วงหลังๆ เกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยในหลายอุตสาหกรรม เช่น ยานยนต์, กลุ่มบริษัทเทค ซึ่งในปี 2025 นี้กลุ่มที่กำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงขณะนี้ ก็คือ‘ธุรกิจธนาคารหรือสถาบันการเงิน’ ตลอดทั้งปีนี้เรามักเห็นข่าวเกี่ยวกับการเลิกจ้างพนักงานในกลุ่มธนาคารหลายแห่ง โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ในต่างประเทศ อย่างที่เกิดขึ้นล่าสุด ก็คือLloyds Banking Group (LLOY.L)ธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศอังกฤษ ได้ประกาศเตรียมจะเลิกจ้างพนักงานมากถึง 3,000 อัตรา โดยจำนวนพนักงานดังกล่าวมี 5% อยู่ในกลุ่มล่างสุดของพนักงานธนาคาร ที่มีผลการปฏิบัติงานต่ำกว่ามาตรฐานของธนาคาร ทางด้าน ชาร์ลี นันน์ CEO ของ Lloyds Banking Group เผยว่า ธนาคารจำเป็นต้องลดต้นทุน นอกจากนี้ยังเตรียมจะทยอยปิดสาขากว่า 136 แห่งในสหราชอาณาจักร เพราะพฤติกรรมลูกค้าส่วนหนึ่งหันไปใช้ระบบธนาคารดิจิทัลมากขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมีส่วนอย่างมากที่ทำให้พนักงานมีความระมัดระวังในการเปลี่ยนงานมากขึ้น ‘Financial Times’ ได้เปิดเผยถึงสัดส่วนของพนักงาน Lloyds Banking Group ที่ผ่านมาว่า พนักงานลาออกเฉลี่ยแค่ปีละ 5% ซึ่งถ้าเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่สูงเกือบ 15% ด้านโฆษกของ Lloyds Banking Group บอกกับ Reuters ว่าบริษัทกำลังเปลี่ยนแปลงธุรกิจและมุ่งไปที่การเพิ่มวัฒนธรรมการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูง สร้างมาตรฐานเดียวกันให้พนักงาน ซึ่งจะหมายถึงการวัดผลงานที่เข้มข้นขึ้นด้วย [caption id="attachment_774759" align="alignnone" width="3500"]
REUTERS/Neil Hall/Files (BRITAIN - Tags: BUSINESS) - RTX186BC[/caption]
[ คนไปสาขาน้อยลง ใช้วิธีทางออนไลน์มากขึ้น ]
นักวิเคราะห์มองว่า การเลิกจ้างพนักงานธนาคารกำลังเกิดขึ้นในปี 2025 และอาจจะเห็นมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภค รวมทั้งการให้บริการของธนาคารดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นในยุคนี้ ขณะเดียวกันผู้บริโภคเองก็ต้องการลดการติดต่อสื่อสารที่สาขาย่อยลง การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้ธนาคารต่างๆ ต้องปรับกระบวนการดำเนินงาน ลดจำนวนพนักงานในตำแหน่งเดิม และปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อมุ่งไปที่แพลตฟอร์มดิจิทัล ดังนั้น ปรากฎการณ์การเลิกจ้างพนักงานของกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงินอื่นๆ จึงเกิดขึ้นบ่อย
[ ตัวอย่างการเลิกจ้างพนักงานธนาคารรายใหญ่ในต่างประเทศ ]
เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา ธนาคารเอเอ็นแซด กรุ๊ป (ANZ Group Holdings Ltd.) ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่อันดับ 2 ของออสเตรเลียที่ประกาศว่า มีแผนจะเลิกจ้างพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำมาก่อน พนักงานราวๆ 5,000 คน หรือคิดเป็น 12% ของจำนวนพนักงานทั้งหมดราว 42,000 คนอาจถูกปลด หลังปรับโครงสร้างและค่าใช้จ่าย ซึ่งคาดว่าประมาณ 2,000 คนจะเป็นพนักงานในส่วนของ‘รีเทล แบงก์กิง’ และอีก 3,000 คนมาจากฝ่ายอื่น อย่างไรก็ตาม โฆษกของ ANZ กล่าวว่าบริษัทกำลังดำเนินการทบทวนกลยุทธ์ธุรกิจอีกครั้ง และจะแจ้งอัปเดตทั้งหมดในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ ฝั่งของ ‘แคนาดา’ เองก็เคยประกาศเตรียมเลิกจ้างพนักงาน ซึ่งเป็นแผนของ Royal Bank of Canada (RBC) สถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดของแคนาดา ที่ต้องการปรับโครงสร้างบริษัทใหม่ หลังที่เข้าซื้อกิจการ HSBC Bank Canada เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2024 ด้วยมูลค่ากว่า 1.35 หมื่นล้านดอลลาร์แคนาดา Chris Marinac ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Janney Montgomery Scott ได้ให้สัมภาษณ์กับ CNBC เกี่ยวกับทิศทางของกลุ่มธนาคารในปัจจุบันว่า “ธนาคารต่างๆ กำลังลดต้นทุนในส่วนที่สามารถทำได้ เพราะสถานการณ์ข้างหน้ามีความไม่แน่นอนอย่างมาก” ขณะเดียวกันก็มองว่า การสูญเสียตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมการเงินในหลายประเทศ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา อาจส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานโดยรวมได้ โดยเฉพาะหากประเทศต้องเผชิญกับภาวะผิดนัดชำระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งภาคธุรกิจ (โดยเฉพาะ SMEs) และภาคผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ปล่อยกู้มีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในอนาคต โดยการผิดนัดชำระหนี้ของผู้บริโภคสะท้อนถึง กำลังซื้อที่อ่อนแอ ส่งผลให้ธุรกิจมีรายได้ลดลง กระทบต่อการจ้างงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมในที่สุด ซึ่งกลุ่มธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร สถาบันการเงิน บริษัทเทค หรืออุตสาหกรรมรถยนต์ก็ตาม ต้องพิจารณาทิศทางธุรกิจให้ดี การเขย่าโครงสร้างใหม่เพื่อให้องค์กรลีนที่สุด ค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อนเกิดขึ้นน้อยที่สุด และการเลิกจ้างก็เป็นนโยบายที่เกิดขึ้นบ่อย แต่อย่าลืมว่าสิ่งนี้ไม่ใช่โซลูชั่นทั้งหมดเพื่อความอยู่รอดธุรกิจ แต่ผู้นำต้องหาโมเดลธุรกิจสดใหม่อยู่เสมอ เพื่อให้องค์กรยังสามารถไปต่อได้