โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ออสเตรเลียซัดอิหร่านเอี่ยวเหตุรุนแรงต้านยิว สั่งเนรเทศเอกอัครราชทูต

เดลินิวส์

อัพเดต 26 ส.ค. 2568 เวลา 11.40 น. • เผยแพร่ 26 ส.ค. 2568 เวลา 04.24 น. • เดลินิวส์
รัฐบาลเแคนเบอร์ราเนรเทศเอกอัครราชทูตอิหร่าน และเจ้าหน้าที่การทูตระดับสูงอีก 3 คน จากข้อกล่าวหาว่า รัฐบาลเตหะรานเกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรงต่อต้านชาวยิว ที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินออสเตรเลีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 26 ส.ค. ว่า นายกรัฐมนตรีแอนโธนี อัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย แถลงว่า รัฐบาลแคนเบอร์ประกาศให้นายอาหมัด ซาเดกี เอกอัครราชทูตอิหร่าน และเจ้าหน้าที่การทูตระดับสูงอีก 3 คน ของสถานเอกอัครรทูตอิหร่านประจำออสเตรเลีย มีสถานะเป็น "บุคคลไม่พึงปรารถนา" และต้องเดินทางออกจากออสเตรเลียภายใน 7 วัน

อนึ่ง นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งออสเตรเลียเนรเทศเอกอัครราชทูตประเทศหนึ่งประเทศใด โดยอัลบาเนซีให้เหตุผลว่า การดำเนินการเป็นไปตามผลวิเคราะห์สรุปโดยหน่วยข่าวกรองของประเทศ ว่า รัฐบาลเตหะรานมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต่อต้านชาวยิวอย่างน้อย 2 เหตุการณ์ ซึ่งเป็นการลอบวางเพลิงคาเฟ่และสุเหร่ายิว ที่เมืองซิดเนีย์และเมืองเมลเบิร์น เมื่อปี 2567

แม้ไม่มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เหล่านั้น อย่างไรก็ตาม ออสเตรเลียถือว่า เป็นเรื่องร้ายแรงอย่างมาก ที่รัฐบาลต่างชาติอยู่เบื้องหลังการก่อความรุนแรงบนแผ่นดินของประเทศอื่น และในอนาคตอันใกล้ จะมีการขึ้นบัญชีดำให้กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (ไออาร์จีซี) มีสถานะเป็น "องค์กรก่อการร้าย"

ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลียเรียกตัวนายเอียน แมคคอนวิลล์ เอกอัครราชทูตประจำอิหร่าน ให้เดินทางกลับ และระงับบริการทั้งหมดในอิหร่าน โดยอพยพเจ้าหน้าที่การทูตทุกคนออกจากอิหร่าน "ไปยังประเทศที่สามซึ่งมีความปลอดภัย".

เครดิตภาพ : AFP

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...