เพื่อนจ๋า ขอลาก่อน ทำไมการลาออกของเพื่อนร่วมงานส่งผลกระทบต่อใจของคนทำงานมากกว่าที่คิด
การรับรู้ว่าเพื่อนร่วมงานคนสำคัญของเราตัดสินใจโบกมือลาองค์กรที่ทำงานด้วยกันในวันหนึ่ง ย่อมเป็นรีแอ็กชั่นปกติที่เราจะยิ้มแสดงความยินดีกับการเติบโตและก้าวใหม่ของเพื่อน แต่ขณะเดียวกันกลับไม่ค่อยมีใครพูดถึงอีกมุมหนึ่งของความรู้สึกที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันนั่นคือ ‘ความใจหาย’ กับอารมณ์เคว้งๆ แปลกๆ จากความรู้สึกของการสูญเสียนี้ที่ไม่เพียงแค่ส่งผลกระทบต่อการทำงานได้อย่างมากมาย แต่ยังกระทบกับใจของคนทำงานแบบเงียบๆ ได้มากกว่าที่คิด
เว็บไซต์ Forbes ได้ตั้งข้อสังเกตว่าจริงๆ แล้ว การเสียเพื่อนร่วมงาน (ในทีนี้หมายถึงด้วยทางเลือกของการลาออก หรือย้ายงาน) ทั้งที่เขาก็ยังมีชีวิตอยู่ ต่างคนต่างก็ยังมีคอนเเท็กต์ แถมเขาอาจจะเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ กลับสามารถทำให้คนทำงานที่เหลืออยู่อย่างเราเกิดความรู้สึกเศร้าและเคว้งคว้างได้ไม่เเปลก และทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่เวอร์เกินไปหรือเข้าใจไม่ได้ โดย Forbes ใช้คำว่ามันเป็นความรู้สึกเหมือน ‘Aftershocks’ เบาๆ ที่ทำให้ยิ่งเห็นภาพว่าแม้มันจะไม้ได้กระทบกับใจแรงๆ แต่ก็ทำให้เกิดความสั่นไหวตามมาได้มากแค่ไหนเวลาที่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น
เพราะบางครั้ง เพื่อนร่วมงานก็คือเพื่อนที่แชร์ทุกข์สุขร่วมกัน
สำหรับหลายๆ คนเพื่อนร่วมงานไม่ใช่แค่คนที่ทำงานด้วยกันให้จบไปวันๆ แต่คือคนใน Social Systems ที่เราต่าง ‘แชร์’ อะไรร่วมกันหลายอย่าง เช่น ความไว้วางใจ จังหวะในการทำงาน รสนิยม ไลฟสไตล์ ความคิด ทัศนคติ รวมถึง ‘ตัวตน’ ของกันและกัน นั่นยังไม่รวมถึงการแชร์ทุกข์สุขต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาของการทำงาน และหากเพื่อนคนนั้นคือคนที่ช่วยทำให้งานเราราบรื่น คนที่ร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกัน คอยเชียร์อยู่ข้างในวันดีๆ และตบบ่าปรับทุกข์อยู่ข้างๆ ในวันที่แย่ๆ ด้วยแล้ว การที่วันหนึ่งเพื่อนที่เราแชร์ทุกอย่างเหล่านี้ขอโบกมือลาจากทีม (ยิ่งโดยเฉพาะในแบบที่ไม่ทันตั้งตัว) ก็อาจทำให้ใครหลายคนรู้สึกราวกับสูญเสียทั้งคู่คิดและตัวตนของตัวเองไปด้วย จนอาจส่งผลให้ไดนามิกของการทำงาน Performance รวมถึงการเข้าสังคมในที่ทำงานของเราทำได้ไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็นตามปกติได้
ความยากอีกอย่างอาจอยู่ตรงที่มันกระทบการตัดสินใจบางเรื่องของเรา หรือทำให้เราสูญเสียความมั่นใจในการทำงานไปได้เลย จากเดิมที่เคยมีคนที่แค่มองหน้าแล้วเข้าใจกัน ไม่ต้องพูดเยอะ กลายเป็นเราคนเดียวที่ต้องดำเนินชีวิตในที่ทำงานต่อไปแบบไร้เพื่อนรู้ใจ
แล้วเราควรจัดการตัวเองอย่างไร เมื่อเพื่อนแยกย้ายไปเติบโต
มีคำแนะนำจาก Forbes ว่า เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น แน่นอนละว่าชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป อย่างแรกคือคนที่เหลืออยู่อย่างเราอาจต้องเริ่มจากค่อยๆ เคลียร์ความรู้สึกเคว้งๆ เหล่านั้นทีละนิดจากสิ่งที่จัดการได้เป็นชิ้นเป็นอันก่อน นั่นคือ ‘งาน’ โดยที่อย่าเพิ่งพยายามเทคภาระหน้าที่ความรับผิดชอบทุกสิ่งอย่างต่อจากเพื่อนที่จากไปไว้กับตัวเองขนาดนั้น แต่ให้ลองเขียนความรับผิดชอบต่างๆ ที่ต้องทำต่อจากนี้ลงในกระดาษ เหมือนเป็นการเช็คลิสต์ดังนี้ว่า :
งานอะไรบ้างที่เราสามารถทำต่อไปได้เลยคนเดียวสบายๆ
อะไรที่ก็… ทำได้แหละ แต่อาจจะช้าลงนิดหน่อยนะ
และอะไรบ้างที่เราเองคนเดียวไม่น่าจะทำได้ เพราะตุยแน่ๆ ต้องขอมือคนอื่นช่วย
การเช็คลิสต์เหล่านี้ นอกจากจะช่วยให้เราจัดระเบียบความรู้สึกที่ยุ่งเหยิงแล้ว ยังช่วยให้เราจัดลำดับความสำคัญว่าอะไรมาก่อนมาหลัง และช่วยให้ Workflow การทำงานทั้งของตัวเราและทีมที่เหลือดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุด
หลังจากนั้นก็เป็นการจัดการกับความรู้สึกข้างในบ้าง ด้วยการลองเขียนสิ่งที่เพื่อนร่วมงานคนนั้นๆ เติมเต็มตัวเราว่ามันมีแง่ไหนบ้าง :
น้ำใจที่เพื่อนเคยหยิบยื่นให้โดยไม่ต้องร้องขอ
กำลังใจให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง
การรับฟังเราด้วยความเห็นอกเห็นใจ
การมองเห็นตัวตนของเรา แม้เราจะ ‘ตัวเล็ก’ มากในที่ทำงาน
ฯลฯ
ลองย้ำเตือนคุณค่าเหล่านั้นในตัวเราอีกครั้ง รวมถึงอย่าลืมมองหาในทีมใหม่ หรือเพื่อนร่วมงานใหม่ๆ วิธีนี้จะช่วยให้เราโฟกัสไปที่ ‘คุณค่า’ ที่คนคนนั้นทำ มากกว่าจะ ‘ยึดติด’ กับตัวบุคคลมากเกินไป นี่ไม่ใช่การแทนที่ความสัมพันธ์ แต่เป็นการเรียกคืนความมั่นใจในตัวเรา และช่วยให้เราจัดการชีวิตตัวเองในที่ทำงานหลังนี้ได้ดียิ่งขึ้น
แต่… เพื่อนแค่ลาออก เพื่อนยังมีชีวิตอยู่!
ยังมีอีกหลายทางที่จะช่วยสานสัมพันธ์กันต่อ :
เขียน Thank you note เล็ก ๆ ที่ไม่ใช่แค่การอวยพร แต่เป็นการบอกความรู้สึกที่เรามีต่อเพื่อนร่วมงานคนนั้นให้เขารับรู้ว่าเราขอบคุณการมีอยู่ของเขาที่ผ่านมาอย่างไร
หาเวลาว่างนัดเจอกันบ้าง ไม่ได้จะเพื่อยึดติดหรือไม่ยอมมูฟออนจากเพื่อน แต่คือการกลับมาคอนเน็กต์กันด้วยการอัพเดตชีวิตแบบสัพเพเหระ ซึ่งจะช่วยยืนยันว่าความสัมพันธ์ของเราและเพื่อนไม่ได้จบลงแค่ที่ทำงานหรือแค่เรื่องงานเท่านั้น แต่ยังสามารถมีความหมายต่อกัน จนกลายเป็น ‘เพื่อนในชีวิตจริง’ ของกันและกันได้ด้วย
อ้างอิง
บทความต้นฉบับได้ที่ : เพื่อนจ๋า ขอลาก่อน ทำไมการลาออกของเพื่อนร่วมงานส่งผลกระทบต่อใจของคนทำงานมากกว่าที่คิด
บทความที่เกี่ยวข้อง
- นั่นมันขอบกางเกงในป้ะ?! เมื่อ Veronica Leoni ครีเอทีฟไดเรกเตอร์คนใหม่ หยิบ ‘ขอบกางเกงใน’ สุดไอคอนิกของ ‘Calvin Klein’ มาใส่ในแว่นตา เดรส และกางเกง ผ่านคอลเลกชันฤดูใบไม้ผลิ 2026
- สุชิลา การ์กี (Sushila Karki) นายกรัฐมนตรีรักษาการหญิงคนแรกของเนปาล ผู้อาจเป็นความหวังของคนรุ่นใหม่ ในการแก้ปัญหาคอรัปชั่นหลังเหตุการณ์ประท้วง
- มาเลเซียออกกฎควบคุม ‘ความเรียบร้อย’ ในคอนเสิร์ต คนดูห้ามแต่งตัวโป๊ ศิลปินห้ามเปลือยเนื้อหนังศิลปินชายห้ามแต่งกายเป็นหญิงขึ้นแสดง ฯลฯ
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com