เปิดมรดก-พินัยกรรมชีวิต ทรัพย์สิน ‘ทักษิณ’ ปิดฉากอำนาจการเมือง 24 ปี 3 นายกรัฐมนตรีตระกูลชินวัตร
จับตาคดีสุดท้ายของทักษิณ ชินวัตร ปัจจัยชี้ขาดพรรคเพื่อไทย เผยเส้นทางแห่งตำนาน 3 นายกรัฐมนตรี การก้าวขึ้นและร่างหล่น มรดกชีวิต ทรัพย์สินทักษิณ เขาระบุในพินัยกรรมยกให้คุณหญิงพจมานและทายาทแห่งตระกูล
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เปิดการไต่สวน “คดีชั้น 14” หรือคดีที่ศาลเปิดการไต่สวน กรณีที่นายทักษิณ ไม่ได้นอนในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แม้แต่คืนเดียว เพราะกลางดึกของวันที่เขาต้องเข้ารับโทษ (22 สิงหาคม 2566) เขาถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ ห้องผู้ป่วย ชั้น 14 ด้วยเหตุว่ามีอาการฉุกเฉิน จนกระทั่งได้ออกจากโรงพยาบาล และโคจรในวงการเมืองตลอด 2 ปี
ศาลสั่งให้นายทักษิณ ชินวัตร เข้าฟังคำสั่ง พร้อมกับผู้บัญชาการเรือนจำ ในวันที่ 9 กันยายน 2568 หลังไต่สวนพยานบุคคลทั้งสิ้น 31 คน ตามเวลาที่ศาลนัด 7 ครั้ง กินเวลาราว 1 เดือน เพื่อค้นหาบทสรุปของการไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง และศาลฎีกาได้พิพากษาจำคุกนายทักษิณ 1 ปี โดยศาลพิจารณาแล้วไม่เชื่อว่า 1.จำเลยมีอาการป่วยวิกฤติจริง แต่เป็นโรคเรื้อรัง 2. การส่งตัวไปรักษานอกเรือนจำ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 55 กับกฎกระทรวง 3.ที่โรงพยาบาลตำรวจ ก็ไม่ได้ป่วยวิกฤติจริง และไม่มีการส่งกลับมาทัณฑสถาน 4. แม้ฝั่งจำเลยจะอ้างว่า ได้รับพระราขทานอภัยโทษ แต่ศาลวินิจฉัยว่า ห้องพักชั้น 14 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เลยให้กลับไปรับโทษ 1 ปี
- สรุปประเด็น ‘คำให้การ’ พยานคดีชั้น 14
- ศาลฎีกาฯ สั่งบังคับโทษจำคุก ‘ทักษิณ ชินวัตร’ 1 ปี ในเรือนจำ คดีชั้น 14 รพ.ตำรวจ
ปิดฉากอำนาจตระกูล “ชินวัตร”
ในตระกูล “ชินวัตร” ไม่ใช่ทักษิณ ที่เป็นต้นทางในการนำคนในครอบครัวเข้าสู่เส้นทางอำนาจทางการเมือง ทว่ารุ่นพ่อของเขาได้กรุยทางไว้ก่อนเล้ว โดย บุญเลิศ ชินวัตร ผู้เป็นบิดา ซึ่งเป็น ส.ส.จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงปี 2512-2519 ในยุครัฐบาจอมพลถนอม กิตติขจร เมื่อพ่อของทักษิณถอยจากการเมือง เขาส่งน้องชายเข้าสืบต่ออำนาจ คือ นายสุรพันธ์ ชินวัตร ผู้เป็นอาของนายทักษิณ ลงรับสมัครเลือกตั้งแทน
ทักษิณ เคยสืบสาวราวตระกูลชินวัตร ไว้ว่า “ตามที่ปรากฏในคอมพิวเตอร์ทะเบียนราษฎร มีคนจำนวน 176 คน ที่ใช้นามสกุลนี้ คุณปู่ของผมมีพี่น้อง 3 คน และใช้นามสกุลชินวัตรหมด คุณปู่มีลูก12 คน และพี่น้องอีก 2 คน รวมกันก็ 24 จาก 24 มีชายประมาณ 12 คน ผู้หญิง 12 คน และเมื่อพวกเขามีลูก ทุกคนใช้นามสกุลชินวัตรหมด จึงมีเพิ่มขึ้นทุกที บางครั้งเราไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ”
กระนั้นก็ตาม 3 คนในตระกูลชินวัตร ก็เข้าสู่การเมืองในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ทั้ง 3 คนของตระกูล ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด คือเป็นนายกรัฐมนตรี-ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนที่ 23, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนที่ 29, แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนที่ 31
และทั้ง 3 คนแห่งตระกูล “ปิดฉากอำนาจ ด้วยอำนาจ” ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ พ้นจากตำแหน่ง ด้วยรัฐประหาร และคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ และศาลอาญา ส่วนนางสาวแพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวคนสุดท้องของทักษิณ พ้นจากอำนาจด้วยคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ไม่นับ “เขยชินวัตร” อย่างนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นสามีนางเยาวภา ชินวัตร ที่ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 26 เพียง 76 วัน ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยคำสั่งยุบพรรคพลังประชาชน
ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ และฉากจบทักษิณ ชินวัตร
ทันทีที่นักธุรกิจเจ้าของสัมปทานคลื่นมือถือเข้าสู่การเมือง เขาต้องเผชิญหน้ากับคดีการเมือง และต้องลาออกหลังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ 101 วัน เพราะเหตุแห่งรัฐธรรมนูญก่อนปี 2537 ระบุว่าเขาอาจขาดคุณสมบัติ “เนื่องจากรัฐธรรมนูญขณะนั้น ระบุว่ารัฐมนตรีต้องไม่มีกิจการสัมปทานกับรัฐ”
24 ปีที่ผ่านมา ชื่อทักษิณ ชินวัตร ไม่เพียงปรากฏตัวเป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ยาวนานถึง 5 ปี 222 วันแต่ยังเป็นบุคคลที่ “ทรงอิทธิพล” ทางการเมือง แม้หล่นจากตำแหน่งไปตั้งแต่ถูกรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และต้องใช้ชีวิตในหลายประเทศ ทั้งกัมพูชา ดูไบ อังกฤษ มอนเตเนโกร
หลังถูกรัฐประหารทักษิณ ใช้ชีวิตในต่างประเทศ ระหว่างนั้นเขาต่อสู้เพื่อกลับประเทศไทย ท่ามกลางกระแสข่าวว่าชนชั้นนำและ “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ทำให้เขาต้องร่วงหล่นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี หลังลี้ภัย 3 ปี ทักษิณเฉลยว่า “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” เป็นใคร โดยพูดผ่านวิดีโอลิงก์มายังเวทีของผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ข้างทำเนียบรัฐบาลในช่วง 27 มีนาคม 2552 ระบุว่า
“หลังเลือกตั้ง 2548 พรรคไทยรักไทยได้ ส.ส. 377 เสียง ก็รู้สึกว่าไทยรักไทยแข็งแรงเกินไป ฝ่ายค้านอ่อนแอเกินไป เริ่มพูดจากัน แต่พอปลาย 2548 ผมประชุมข้าราชการที่ตึกสันติไมตรี ผมบอกให้ทุกคนทำหน้าที่เต็มที่เพราะรู้ว่าข้าราชการเริ่มเกียร์ว่าง เพราะเริ่มถูกผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญแทรกแซง…ผมหมายถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์”
ทักษิณพเนจรในต่างประเทศ 17 ปี ก่อนกลับเมืองไทย ท่ามกลางเสียงก้องกระดานการเมืองว่ามีเส้นทาง “ดีลลับ” และเมื่อเขากลับถึงเมืองไทยในปี 2566 เป็นช่วงที่พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว ดันเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อด้วย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร แต่ทั้ง 2 นายกรัฐมนตรี ต้องพ้นจากอำนาจด้วยคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
และนั่นเป็นที่มาของคำพูดของทักษิณและพวก ที่ตอกย้ำเป็นวาทกรรมว่า เขาถูกชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษนิยม ผลักดันให้พ้นประเทศ..จนถึงทุกวันนี้
พินัยกรรม-ชีวิตที่ไม่ต้องเผา เงาไม่มี
ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือ Thaksin Shinawatra…Theory and Thought เรื่องพินัยกรรม และชีวิตในวาระสุดท้าย ตีพิมพ์ก่อนเขาได้กลับเมืองไทย ไว้หลายประเด็น รวมถึง “พินัยกรรม” ที่เป็น “ทรัพย์สิน” และ “สิทธร่างกาย” ไว้ในคำสั่งเสียของเขา
ที่เป็นทรัพย์สิน “ส่วนใหญ่ผมมอบให้คุณหญิง (คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์) เพราะคุณหญิงเป็นคนที่รักลูกที่สุด ผมปล่อยไปให้คุณหญิง ผมไม่ค่อยมีอะไรมาก มีของใช้ประจำวันไม่มาก” ทั้งนี้ในปี 2566 นิตยสารฟอร์บรายงานว่า เขามีทรัพย์สินทั้งในประเทศไทยและต่างแดนรวม 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ที่ไม่ใช่ทรัพย์สิน “ผมอยากถ่ายทอดให้ลูก ๆ ทุกวัน เพราะว่าผมทำพินัยกรรมด้วย augmented reality คือสามารถเชต time & location, time & space เพื่อบอกว่าวันที่เท่านั้น เวลานั้น ไปอยู่ตรงนั้นจะได้ยินได้เห็นภาพผม เสียงผมบอกว่าอะไรบ้างทุกอย่างเป็น augmented reality”
ร่างกาย “ผมสั่งครอบครัวแล้ว ตายไม่เผา ให้เก็บร่างไว้ ไม่ให้เผา นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ ให้การต่อสู้ของผม ให้ชีวิตผมมันเป็นอมตะของครอบครัว”
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โคลนนิ่งทักษิณ เปรียบเป็น “แทตเชอร์”
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนที่ 29 ผู้ซึ่งนายทักษิณ ชินวัตร ประกาศว่า เธอเป็น “โคลนนิ่ง” ของเขา ขึ้นสู่ตำแหน่ง และร่วงหล่นด้วยคดี และต้องพเนจร ในต่างประเทศ ทั้งดูไบ และอังกฤษ
ทักษิณ พูดถึงน้องสาว ในตำแหน่งนายกฯ ที่สืบทอดอำนาจของเขาว่า “เธอเข้าใจประชาชนทุกชนชั้น…เธอเป็นแทตเชอร์ ที่อ่อนนุ่มและทันสมัย” และ “เธอไม่ต้องแบกภาระทางการเมืองและเธอเป็นผู้หญิง เธอสามารถพูดได้กับทุกคนง่ายขึ้นกว่าผู้ชายที่มีประวัติศาสตร์ทางการเมืองยาวนาน ผมอาจไม่อยู่ในตำแหน่งที่ทำให้เกิดความปรองดองได้ดีเท่าเธอ”
นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ธิดาคนเล็กของตระกูล “ชินวัตร” ใช้เวลาเพียง 45 วัน บวกกับต้นทุนธุรกิจ-การเมือง ของวงศ์ตระกูล ลงสู่สนามการเมือง ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ด้วยการเดินสายดูงานการเมือง ร่วมกับพี่สาว-พี่เขย “เยาวภา-สมชาย”
วาทกรรมรณรงค์หาเสียงของนางสาวยิ่งลักษณ์ คือ “แก้ไข ไม่แก้แค้น…ดิฉันตัดสินใจเอง ชีวิตเราต้องตัดสินใจเอง” เป็นส่วนหนึ่งทำให้นักธุรกิจสาว วัย 44 ปี ชนะการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 เธอส่งชัยชนะให้พรรคของพี่ชาย เป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 10 ปี
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่ในตำแหน่งได้ เพียง 2 ปี 9 เดือน 2 วัน ก็พ้นจากกระดานอำนาจด้วยการยุบสภา และเผชิญหน้ากับคดีทั้งในศาลปกครอง และศาลอาญา ในวันที่ 25 สิงหาคม 2560 เธอออกจากประเทศไทย โดยเส้นทางธรรมชาติ ผ่านกัมพูชาและใช้ชีวิตในต่างประเทศ ในวันพิพากษา “คดีจำนำข้าว”
หลังต่อสู้คดีราว 2 ปี โดยศาลฎีกาฯ รับฟ้องเป็นคดีที่ อม.22/2558 เมื่อวันที่19 มีนาคม 2558 และเริ่มไต่สวนพยานโจทก์และจำเลย ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2559 จนเสร็จสิ้นรวม 26 นัดพยานบุคคล 45 ปาก
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาลับหลังในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว มีคำพิพากษาจำคุก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเวลา 5 ปี โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รอลงอาญา พร้อมคำสั่งให้ออกหมายจับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลต่อไป
8 ปีในต่างประเทศของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชื่อของเธอไม่ได้เงียบหายไปจากพรรคเพื่อไทย เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เสียงของเธอลอดผ่าน สส. ในพรรค และบุคคลวีไอพีหลายวงการ เพื่อสนับสนุนกลุ่มของเธอขึ้นเป็นรัฐมนตรี หรือที่เรียกกันว่า “โควต้า VVIP”
ห้วงที่ทักษิณ ชินวัตร อยู่ในเมืองไทย 2 ปีที่ผ่านมา มีหลายครั้งหลายครา ที่ทักษิณบอกวัน-เวลาว่าเธอจะได้กลับบ้าน แต่แล้ว เทศกาลสงกรานต์ผ่านไป 2 ครั้ง ก็ยังไม่มีข่าวคราวและเส้นทางบิน เธอยังต้องรอเวลา และจังหวะทางการเมืองของเพื่อไทย ที่ยังลุ้นว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า จะได้ชัยชนะมากพอที่จะเป็นผู้ถืออำนาจ และกำหนด “ตั๋วพิเศษ” ให้เธอได้มีความหวังในเส้นทางกลับบ้าน…อีกครั้ง
แพทองธาร ชินวัตร ดีเอ็นเอทักษิณ ทายาทคนสุดท้าย ?
หากนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คือคนที่ทักษิณ “โคลนนิ่ง” ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่สำหรับนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เธอคือ “ดีเอ็นเอ” ของทักษิณ ในการขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 31
ทักษิณ มักพูดกับใครต่อใครว่า อิ๊งค์-แพทองธาร คือลูกที่มีดีเอ็นเอของเขามากที่สุด สนใจการเมืองตั้งแต่วัย 8 ขวบ ติดตามทักษิณหาเสียงเลือกตั้ง มาตั้งแต่วันแรกที่ทักษิณเช้าสู่ถนนการเมือง เมื่อถึงวันที่เธอสนต้องการเข้าสู่การมีตำแหน่งในวงการเมือง ซึ่งทักษิณซ่อนไว้เป็นไพ่ใบสุดท้าย แต่ต้องได้คำอนุมัติจากคนสำคัญที่สุดในครอบครัวชินวัตร คือประมุขหญิงแห่งบ้านจันทร์ส่องหล้า คุณหญิงพจมาน (ชินวัตร) ดามาพงศ์
คำอนุมัติ-โดยอนุโลม ของคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ หรือคุณหญิงอ้อ เมื่อลูกสาวคนเล็กมายื่นข้อเสนอ ผู้มีบารมีแห่งบ้านจันทร์ส่องหล้า ตอบว่า “ลูกก็มาบอกว่า มีความตั้งใจ พอเห็นความตั้งใจของลูกเลยแล้วแต่ลูก เพราะลูกโตแล้ว เราต้องเคารพในการตัดสินใจและไม่อยากให้ลูกกดดัน ก็คอยสนับสนุน ให้กำลังใจเขาห่าง ๆ“
แพทองธาร เข้าพรรคด้วยตำแหน่ง “หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย” ในปี 2565 เธอเริ่มทำงานทันที ด้วยการเดินสายร่วมรณรงค์หาเสียงสนับสนุนให้พรรคหลายเวทีทั่วประเทศ สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2566 และขึ้นเวทีปราศรัยขณะตั้งท้องลูกชายคนที่ 2 ในฐานะ 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคเพื่อไทย
คำประกาศของนางสาวแพทองธาร ที่กลายเป็นวาทกรรมของพรรค คือ “ให้คนไทยมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี” และถ้าชนะเลือกตั้งจะไม่จัดตั้งรัฐบาลกับพรรค 2 ลุง คือ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แห่งพรรคพลังประชารัฐ และ “ลุงตู่” แห่งพรรครวมไทยสร้างชาติ
แต่แล้วเมื่อเพื่อไทย ไม่ชนะเลือกตั้ง ได้คะแนนเป็นอันดับ 2 รองจากพรรคก้าวไกล เมื่อจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคก้าวไกลไม่สำเร็จ พลิกไปจัดตั้ง “รัฐบาลช้ามขั้ว” ผลักดันนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 คู่ขนานกับนางสาวแพทองธาร ขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย คนที่ 8 และเป็นผู้นำผู้หญิงคนแรก
หลังนายเศรษฐา ทวีสิน พ้นจากตำแหน่ง แบบแทบไม่รู้ตัว ชื่อของเธอถูกเสนอขึ้นชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ในเดือนสิงหาคม 2567 และเธอได้รับการโหวตในสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคร่วมรัฐบาล 11 พรรค ให้นางสาวแพทองธาร ขึ้นเป็น นายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 2 ของประเทศ ต่อจากอาสาวของเธอ
ผู้นำหญิงวัย 38 ปี หลังการบริหารได้ 10 เดือน (โปรดเกล้าฯ ครม. 3 กย.67) เธอต้องเดินตามรอยพ่อ อา และนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เมื่อมีคดีที่เรียกว่า “คดีคลิปเสียง” ที่เผยแพร่บทสนทนาระหว่าง นางสาวแพทองธาร กับนายฮุนเซ็น ประธานวุฒสภากัมพูชา
เมื่อสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 36 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2568 จากนั้นในวันคล้ายวันเกิดของเธอ 21 สิงหาคม 2568 เธอขึ้นให้การไต่สวนของศาล แก้ข้อกล่าวหาด้วยตัวเอง
วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัย ตอนหนึ่งว่า “พฤติการณ์และการกระทำของผู้ถูกร้องดังกล่าว ย่อมทำให้วิญญูชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยได้ว่า ผู้ถูกร้องจะยินยอมกระทำการตามฝ่ายกัมพูชาโดยไม่คำนึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ด้วยเหตุว่าผู้ถูกร้องรู้จักกับสมเด็จฮุน เซน เป็นการส่วนตัว และกระทำการเอื้อประโยชน์กับกัมพูชา”
“กระทำของผู้ถูกร้องที่ขอความเห็นใจจากสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ไม่ใช่เทคนิคการเจรจาตามที่ผู้ถูกร้องกล่าวอ้าง แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความรอบและความระมัดระวัง ซึ่งตามวิสัยของนายกฯ ควรต้องมีวิจารณญาณในการเลือกกระทำการโดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4)”
ส่งผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (4) นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีเมื่อ 1 กรกฏาคม 2568
ปิดฉากนายกรัฐมนตรี จากตระกูลชินวัตร คนที่ 3
ปิดฉาก “พรรคทักษิณ” ปิดอนาคตนายกฯ 6 คน
พรรคทักษิณ หรือพรรคไทยรักไทย (ทรท.) เข้าสู่การเมืองและชนะเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง ในรอบ 22 ปี มีนายกรัฐมนตรี จากตระกูลชินวัตรและเครือญาติ-เครือข่าย รวม 6 คน ได้แก่ นายทักษิณ, นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขย และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ น้องสาว ไม่นับรวมนายสมัคร สุนทรเวช ที่เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยชัยชนะของพรรคทักษิณ และแม้ว่าจะแพ้การเลือกตั้ง ก็ยังได้รับการลงมติให้พรรคเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ครอบครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อีก 2 คน คือ นายเศรษฐา ทวีสิน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร
เลือกตั้ง 6 รอบ แพ้ครั้งแรก ในรอบ 22 ปี
จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของพรรคทักษิณ เกิดขึ้นใน การเลือกตั้งทั่วไป 14 พฤภาคม 2566 เมื่อผลการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย (พ.ท.) แพ้การเลือกตั้ง เสียแชมป์ให้กับพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นการพ่ายแพ้การเลือกตั้งในรอบ 22 ปี ผ่านการเลือกตั้ง 6 ครั้ง และพ่ายแพ้ตกเป็นพรรคอันดับ 2 ครั้งแรก นับตั้งแต่ทักษิณ ชินวัตร เข้าสู่วงการเมือง
ปี 2544-2568 พรรคทักษิณ ผ่านการเลือกตั้ง 6 ครั้ง พรรคทักษิณชนะ 5 ใน 6 ครั้ง ดังนี้
1.การเลือกตั้ง 2544 พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้ง และรวบรวม ส.ส.จากพรรคต่าง ๆ เข้าสังกัดได้พรรคเดียว 320 เสียง
2.การเลือกตั้ง 2548 พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้ง สมัยที่ 2 ด้วยจำนวน ส.ส. 377 เสียง
3.การเลือกตั้ง 2550 พรรคไทยรักไทยถูกยุบ และย้าย ส.ส.เข้าสังกัดชื่อใหม่ คือ พรรคพลังประชาชน ชนะเลือกตั้งด้วยจำนวน ส.ส. 233 เสียง
4.การเลือกตั้ง 2554 พรรคเพื่อไทย ชนะเลือกตั้ง ด้วยจำนวน ส.ส. 265 เสียง
5.การเลือกตั้ง 2562 พรรคเพื่อไทย แม้แตกพรรคไปเป็นพรรคไทยรักษาชาติ อีก 1 พรรค แต่ก็ถูกยุบก่อนเข้าสู่การเลือกตั้ง แต่พรรคเพื่อไทยก็ยังชนะเลือกตั้ง ด้วยจำนวน ส.ส. 137 เสียง
6.การเลือกตั้ง 2566 เป็นครั้งแรก ที่พรรคเพื่อไทยเสียแชมป์ แพ้การเลือกตั้ง ด้วยจำนวน ส.ส. 141 เสียง
และปี 2562 อาจเป็นสถิติครั้งสุดท้าย ที่พรรคทักษิณ ได้รับชัยชนะ เพราะกติกาใหม่-ปัจจัยใหม่ ชั้วการเมืองที่เปลี่ยนไป อำนาจของทักษิณและพวกก็เข้าสู่เขตอัสดง มีขั้วอำนาจใหม่ผงาดขึ้นมาแทน อย่างน้อย 2 พรรค ที่อาจเป็นแกนนำสำหรับชัยชนะครั้งต่อไป คือ พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย
คดี ของ 3 นายกฯ จากตระกูลชินวัตร
หลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของคนในตระกูลชินวัตร มักมีคดีติดตัว ทั้งที่เป็นผลจากการบริหารราชการแผ่นดิน และผลจากความร่ำรวย มาก่อนที่จะเข้าสู่ตำแหน่ง
คดีทักษิณ ชินวัตร
ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนที่ 23 มีคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (อม.) ซึ่งพิพากษาให้รับโทษจำคุกรวม 8 ปี จาก 3 คดีทุจริต ก่อนที่เขาจะยื่นถวายฎีกาและได้รับการพระราชทานอภัยลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี และกลายเป็นคดีล่าสุด “คดีชั้น 14” ไม่นับรวมคดี ที่เป็นผลจากการดำรงตำแหน่ง
สำหรับคดีที่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งของนายทักษิณ ชินวัตร ทั้ง 9 คดี ที่ศาลพิพากษาแล้ว บางส่วนได้รับการอภัยโทษ ลดโทษไปแล้ว และบางคดีได้รับการยกฟ้อง ดังนี้
1.คดีกล่าวหานายทักษิณ อนุมัติให้กระทรวงการคลังเข้าไปบริหารจัดการแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TPI ต่อมา ศาลฎีกาฯได้ยกฟ้อง จากนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.ผู้เป็นโจทก์ยื่นอุทธรณ์ แต่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ยืนยกฟ้อง
2.คดีธนาคารกรุงไทย ปล่อยกู้ให้กับกลุ่มกฤษดามหานคร วงเงิน 11,585 ล้านบาท ศาลฎีกาฯ ตัดสินยกฟ้องนายทักษิณ จำเลยที่ 1 เนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ผู้ที่อ้างว่าเป็นผู้สั่งการคือ นายทักษิณ พร้อมทั้งเพิกถอนหมายจับในคดีนี้ ขณะที่จำเลยคนอื่น ๆ ถูกตัดสินจำคุก
3.คดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) อีก 4 สัญญา สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือที่เรียกว่าคดีข้าวจีทูจีล็อต 2 โดย ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหานายทักษิณเพิ่มเติม โดยกล่าวหาว่านายทักษิณ มีบทบาทและอยู่เบื้องหลังในการสั่งการให้มีโครงการระบายข้าวจีทูจี โดยอ้างหลักฐานเป็นการสนทนาผ่านวิดีโอลิงก์ ที่โรงแรม เอส.ซี.ปาร์ค แต่เมื่อเดือน ธ.ค. ปี 2565 สำนักงาน ป.ป.ช. มีมติไม่ชี้มูลความผิดนายทักษิณ และยกคำร้องไปแล้ว
4.คดีกล่าวหานายทักษิณ กับพวกอนุมัติสั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัส แบบ A340-500 และ A340-600 ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ระหว่างปี 2545-2547 ทำให้การบินไทยมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น ล่าสุด ป.ป.ช.มีมติไม่ชี้มูลความผิดนายทักษิณ และยกคำร้องไปแล้ว
5.คดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก ที่มีการกล่าวหาคุณหญิงพจมาน ชินวัตร (นามสกุล ณ ขณะนั้น) (ภริยานายทักษิณ และนายทักษิณ ในการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก จำนวน 33 ไร่ 78 ตรว. ราคา 772 ล้านบาท จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันระบบการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 21 ต.ค.2551
คดีนี้ ก่อนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะตัดสินโทษ นายทักษิณ ไม่มารับฟังคำตัดสินและได้หลบหนีออกนอกประเทศโดยอ้างว่าเดินทางไปดูการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ประเทศจีน ศาลฯจึงอ่านคำพิพากษาลับหลัง และสั่งตัดสินจำคุก นายทักษิณ 2 ปี และออกหมายจับเมื่อวันที่ 21 ต.ค.51 เพื่อให้นำตัวมาบังคับตามคำพิพากษา หมดอายุความแล้ว
6.คดีนายทักษิณสั่งการให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) อนุมัติเงินกู้สินเชื่อจำนวน 4,000 ล้านบาท แก่รัฐบาลเมียนมา โดยมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุน เพื่อนำเงินกู้ดังกล่าวไปใช้ในการซื้อสินค้าและบริการของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) อันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น
ศาลฎีกาฯพิพากษาจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2562 และให้ออกหมายจับนำตัวมาบังคับคำพิพากษา รวม 2 หมายจับ
7.คดีให้บุคคลอื่น (นอมินี) ถือหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แทน โดยบริษัท ชินคอร์ปฯ เป็นคู่สัญญาต่อหน่วยงานของรัฐ และเข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นในกิจการโทรคมนาคม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 โดยศาลฎีกาฯพิพากษาจำคุก 5 ปี ไม่รอลงอาญา
8.คดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือที่รู้จัก ในคดี “หวยบนดิน” โดยศาลฎีกาฯ ตัดสินจำคุก นายทักษิณ 2 ปี ไม่รอลงอาญา เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.2562 และให้ออกหมายจับนำตัวมาบังคับคำพิพากษา รวม 2 หมายจับ
9.คดีกองทัพบก ยื่นฟ้องนายทักษิณ หมิ่นประมาท กรณีเมื่อวันที่ 19 – 20 พ.ค.58 ซึ่งได้มีการเผยแพร่คำสัมภาษณ์ของนายทักษิณ จากประเทศเกาหลีใต้ เป็นคดีอาญา มาตรา 112 คดีนี้ศาลอาญาออกหมายจับนายทักษิณ เนื่องจากไม่มาศาลเมื่อวันที่ 12 ต.ค.2558 และจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว หากได้ตัวมาดำเนินคดีแล้วจะขอรื้อคดีขึ้นมาใหม่ ล่าสุดคือยกฟ้อง
คดียิ่งลักษณ์ ชินวัตร
สำหรับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เหลือคดีความ เพียงคดีเดียว ที่พิพากษาจำคุก 5 ปี คือ “ทุจริตรับจำนำข้าว” คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมือง พิพากษาให้ จำคุก 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา ข้อความสำคัญ นายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้ารัฐบาล มีอำนาจหน้าที่โดยตรง ควบคุม-ตรวจสอบ กำกับ-ดูแล ระงับ-ยับยั้ง หรือแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการทุจริตในการระบายข้าว เมื่อวันที่ 27 ก.ย.2560
ก่อนหน้านั้นเธอมี คดีการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการ สมช. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมือง ยกฟ้องคดีแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี โดยมิชอบ ด้วยเห็นว่า ข้อเท็จจริง ได้วินิจฉัยแล้ว ยังไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาพิเศษ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่นายถวิล เปลี่ยนศรี คดีนี้ “ถอนหมายจับ”
คดีโรดโชว์ คดีจัดอีเวนต์โรดโชว์ 240 ล้านบาท ศาลฎีกานักการเมือง ก็ยกฟ้อง ด้วยวินิจฉัยแล้วเห็นว่า ไม่พบมีเจตนาเอื้อประโยชน์ในการจัดซื้อจัดจ้าง และมีคำสั่งให้ “เพิกถอนหมายจับ”
ล่าสุดคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เมื่อ 22 พ.ค.2568 ศาลชี้ขาดว่า คำสั่งทางปกครองของกระทรวงการคลัง ที่เรียกค่าเสียหาย “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี จากโครงการรับจำนำข้าวกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 20% ของจำนวนความเสียหายทั้งหมด มิชอบด้วยกฎหมาย สาเหตุที่คำสั่งทางปกครองดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมายนั้น
เนื่องจากมีการเรียกค่าเสียหายสูงถึง 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเกินกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ที่เสียหายราว 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งยิ่งลักษณ์ มีส่วนต้องชดใช้ 50% คือ 10,028 ล้านบาท ขั้นตอนต่อไปกระทรวงการคลัง จะต้องตั้งคณะกรรมการรับผิดทางละเมิดขึ้นมาใหม่ โดยยึดบรรทัดฐานจากคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวมาตั้งต้น ก่อนจะเรียกค่าเสียหายจากนางสาวยิ่งลักษณ์
คดีแพทองธาร ชินวัตร
หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำร้องคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ยังมีอีก 5 คดี ที่ติดตัว นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ดังนี้
1.คดีถือหุ้น ประไหมสุหรี พร็อพเพอร์ตี้ ที่อาจขัดต่อ พ.ร.บ.จัดการทรัพย์สินรัฐมนตรี
2.คดีถือหุ้น อัลไพน์ กอล์ฟฯ ที่ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ร้องต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
3.คดีโครงการเงินดิจิทัล โดยผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นผู้ยื่นตรวจสอบต่อ ป.ป.ช. ในข้อกล่าวหา ใช้งบผิดประเภท ขัด ม.144
4.คดีตั๋ว PN หรือ ตั๋วสัญญาใช้เงิน อาจเป็น นิติกรรมอำพราง ที่โอนหุ้นให้คนในครอบครัว
5.คดี “คลิปเสียงสนทนา ฮุน เซน” โดย สมชาย แสวงการ, นิติธร ล้ำเหลือ และคมสัน โพธิ์คง ร่วมยื่นฟ้องในข้อกล่าวหาความผิด ม.120-128 ฐานปรปักษ์ต่อรัฐ
นับเป็นการปิดฉากพรรคทักษิณ และอำนาจของเครือข่ายแห่งตระกูลชินวัตร ที่ต้องเดินหน้าต่อสู้คดีไปอีกนาน การหวนคืนสู่อำนาจด้วยการชนะเลือกตั้ง และตั้งคนในตระกูลขึ้นเป็นผู้นำ ไม่ใช่เรื่องง่ายดายอีกต่อไป