แก้หมวด 1 หมวด 2 ≠ เปลี่ยนแปลงการปกครอง ผู้ร่างรัฐธรรมนูญทุกชุดแก้ไขกันมาตลอด
เงื่อนไข “ห้าม” ผู้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ “แตะต้อง” หรือแก้ไขเนื้อหาใน หมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ มีขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อปี 2563 จากร่างแก้รัฐธรรมนูญสองฉบับที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคเพื่อไทยและพรรคพลังประชารัฐ แม้ว่าร่างแก้รัฐธรรมนูญตกไปในวาระสาม แต่หลังเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ เงื่อนไขนี้ก็ยังคงถูกหยิบยกเป็นวาระสำคัญ ผ่านการเสนอคำถามประชามติในรัฐบาลพรรคเพื่อไทยภายใต้เศรษฐา ทวีสิน แต่ประชามติก็ไม่เกิดขึ้น จนเมื่ออนุทิน ชาญวีรกูล มาเป็นนายกรัฐมนตรี ประเด็นห้ามแตะหมวด 1 หมวด 2 ก็ถูกกล่าวถึงอีกครั้งในการแถลงนโยบาย เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ นักกฎหมายรุ่นใหญ่ที่ได้รับเชิญมาเป็นรองนายกรัฐมนตรี โดยที่ไม่ได้เป็นสส. และไม่เคยร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยมาก่อน กล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ตอนหนึ่งว่า
"ถ้าผ่านขั้นตอนที่ 1 แล้ว จะทำขั้นตอนที่ 2 คือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย สสร. หรือใครก็แล้วแต่ตามที่เขียนในหมวด 15/1 ที่ผ่านประชามติ ตรงนั้นจะไปดูว่าจะแตะหมวด 1-2 หรือไม่ แต่ผมเชื่อว่า 2 พรรคใหญ่ได้พูดไปแล้วในสื่อมวลชนว่าจะไม่แตะหมวด 1-2 เพราะถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปแตะจะมีปัญหาทันทีว่าจะขัดรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"
อย่างไรก็ดี เมื่อดูเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันตามคำกล่าวของบวรศักดิ์ พบว่า มาตรา 255 กำหนดหลักสำคัญที่ห้ามเปลี่ยนแปลง คือ ระบอบการปกครอง และรูปแบบของรัฐ ซึ่งหลักการนี้เขียนไว้ในมาตรา 1 และมาตรา 2 ที่อยู่ภายใต้หมวด 1 ส่วนบทบัญญัติอื่นๆ รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้ห้ามเปลี่ยนแปลง เท่ากับว่าสามารถ “แก้ได้” ตราบเท่าที่ไม่เปลี่ยนแปลง “แก่น” ของระบอบการปกครองหรือรูปแบบของรัฐ
หากย้อนดูประวัติศาสตร์การจัดทำรัฐธรรมนูญทุกครั้งโดยคณะรัฐประหารและโดยรัฐสภา “ไม่เคย” มีเงื่อนไขห้ามผู้ร่างรัฐธรรมนูญแตะต้องหมวด 1 หมวด 2 หรือห้ามแตะต้องเนื้อหาส่วนใด จากพัฒนาการบทบทญัตติหมวด 1 หมวด 2 ในรัฐธรรมนูญไทย 20 ฉบับ เนื้อหาถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงมาตลอด หรือแม้กระทั่งรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ใช้บังคับอยู่ บทบัญญัติหมวด 1 หมวด 2 เองก็แก้ไขเปลี่ยนแปลงจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า
รัฐธรรมนูญอาจกำหนดให้หลักสำคัญ “บางเรื่อง” เปลี่ยนแปลงไม่ได้
ในทางทฤษฎี การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดจะมีขั้นตอนและเงื่อนไขที่พิเศษกว่ากฎหมายอื่นๆ โดยเฉพาะในทางกระบวนการที่ต้องใช้จำนวนเสียงที่ลงมติมากกว่า นอกจากนี้ เชิงเนื้อหา รัฐธรรมนูญเองอาจกำหนดไม่ให้แก้ไขเพิ่มเติมบางเรื่องหรือบางมาตราในระดับที่ “เปลี่ยนแปลง” สาระสำคัญก็ได้ โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นคุณค่าพื้นฐานของรัฐ ในทางวิชาการ บทบัญญัตินี้เรียกว่า บทบัญญัตินิรันดร (Eternity clause ; Ewigkeitsklausel)
รัฐธรรมนูญหลายประเทศกำหนดบทบัญญัตินิรันดรไว้เพื่อจำกัดอำนาจรัฐสภาในการแก้ไขเนื้อหารัฐธรรมนูญ โดยมีประเด็นที่มองว่าเป็นคุณค่าสำคัญไม่ควรถูกเปลี่ยนแปลงแตกต่างกัน เช่น
กฎหมายพื้นฐานหรือรัฐธรรมนูญเยอรมนี (Basic Law ; Grundgesetz) กำหนดไว้ในมาตรา 79 (3) ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะกระทบเรื่องเหล่านี้ จะกระทำไม่ได้ คือ 1) อำนาจของมลรัฐในกระบวนการนิติบัญญัติ 2) มาตรา 1 ที่คุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 3) มาตรา 20 ที่กำหนดหลักพื้นฐานของรัฐของรัฐธรรมนูญ เช่น หลักสหพันธรัฐ หลักประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ
รัฐธรรมนูญโปตุเกส กำหนดเรื่องที่เป็นหลักการสำคัญที่ไม่ควรถูกเปลี่ยนแปลงไว้หลายเรื่อง เช่น รูปแบบรัฐบาล การแบ่งแยกระหว่างรัฐและศาสนจักร หลักประกันสิทธิเสรีภาพประชาชน สิทธิแรงงาน
รัฐธรรมนูญฝรั่งเศส มาตรา 89 กำหนดห้ามแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องรูปแบบของรัฐบาล
สำหรับรัฐธรรมนูญไทย บทบัญญัตินิรันดร ถูกกำหนดไว้ในมาตรา 255 แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งระบุว่า
มาตรา 255 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทำมิได้
ซึ่งบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับระบอบการปกครองและรูปแบบของรัฐ อยู่ในหมวด 1 บททั่วไป มาตรา 1 ซึ่งกำหนดรูปแบบของรัฐว่าเป็นรัฐเดี่ยว แบ่งแยกไม่ได้ และมาตรา 2 กำหนดระบอบการปกครอง
มาตรา 1 ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้
มาตรา 2 ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
หากตีความมาตรา 255 ตรงตัวตามลายลักษณ์อักษร บทบัญญัติที่จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงในเชิงหลักการได้เลย คือมาตรา 1 และมาตรา 2 เท่านั้น ไม่รวมถึงบทบัญญัติอื่นในหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ มาตรา 255 ยังกำหนดเงื่อนไขว่าห้ามแก้ไขในเชิง “เปลี่ยนแปลง” ทั้งสองหลักการ เท่ากับว่า การแก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคำในมาตรา 1 และมาตรา 2 ทำได้ตราบเท่าที่ไม่เปลี่ยนแปลงหลักการ
เมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์ บทบัญญัติเรื่องระบอบการปกครองก็เคยถูกแก้ไขในถ้อยคำมาแล้วรัฐธรรมนูญ 8 ฉบับเคยเขียนว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” แต่รัฐธรรมนูญ 2534 เติมคำเชื่อมเข้ามา มาตรา 2 ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
หมวด 1 หมวด 2 “แก้ได้” ไม่เคยมีข้อห้าม
เมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 255 ไม่ได้กำหนดห้ามแก้ไขเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติของหมวด 1 หมวด 2 ทั้งหมด ดังนั้นบทบัญญัติอื่นๆ ที่เหลือจากรูปแบบการปกครองและรูปแบบของรัฐ จึงสามารถถูกแก้ไขเพิ่มเติมได้ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงในเชิงถ้อยคำให้รัดกุมยิ่งขึ้น หรือแก้ไขในเชิงหลักการ
ตรงกันข้าม รัฐธรรมนูญมาตรา 256 ยังยืนยันว่า หมวด 1 หมวด 2 นั้น "แก้ไขได้" โดยกำหนดไว้ชัดเจนว่า การแก้ไขบทบัญญัติในหมวด 1 หมวด 2 จะต้องทำประชามติด้วยตามมาตรา 256 (8) ซึ่งการกำหนดให้ต้องประชามติ ก็ย่อมสะท้อนเจตนารมณ์ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งเป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ว่าหมวด 1 หมวด 2 นั้นก็ถูกแก้ไขได้ เพียงแต่มีขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นและต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนก่อน เพราะหากผู้ร่างรัฐธรรมนูญทราบอยู่แล้วว่า จะต้องมีข้อเสนอให้แก้ไข และอาจมีเรื่องจำเป็นที่ประชาชนเห็นพ้องต้องกันให้แก้ไขได้ด้วย
เมื่อย้อนดูรัฐธรรมนูญไทยในอดีต พบว่าบทบัญญัตินิรันดร ประเภทห้ามแตะต้องเลย เพิ่งมีขึ้นเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ 2540 ตามมาด้วยรัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดห้ามเปลี่ยนแปลง 2 เรื่อง คือ รูปแบบของรัฐและระบอบการปกครอง ส่วนบทบัญญัติในหมวด 1 และหมวด 2 ไม่เคยถูกเขียนไว้ว่าห้ามแก้ไขเพิ่มเติม
รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 291 กำหนดว่า ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะเสนอมิได้
รัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 313 กำหนดว่า ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะเสนอมิได้
ส่วนในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า อาทิ รัฐธรรมนูญ 2534 รัฐธรรมนูญ 2521 รัฐธรรมนูญ 2519 รัฐธรรมนูญ 2517 รัฐธรรมนูญ 2511 ไม่มีบทบัญญัตินิรันดรที่เขียนห้ามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองและรูปแบบของรัฐ และไม่มีบทบัญญัติที่ห้ามแก้ไขหมวด 1 หมวด 2
อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญ 2517 มาตรา 229 และรัฐธรรมนูญ 2511 มาตรา 170 มีเนื้อหาแตกต่างจากฉบับอื่นข้างต้น คือ กำหนดให้พระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมได้ หากพระมหากษัตริย์เห็นว่าร่างนั้นกระทบถึงประโยชน์ได้เสียสำคัญของประเทศหรือประชาชน และทรงพระราชดำริเห็นสมควรให้ประชาชนได้วินิจฉัย
ย้อนประวัติศาสตร์ การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ 6 ครั้ง “ไม่เคย” ห้ามผู้ร่างแตะหมวด 1 หมวด 2
ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ 20 ฉบับ โดยครึ่งหนึ่งหรือ 10 ฉบับ ถูกออกแบบมาเพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญ “ถาวร” ซึ่งมีองค์กรผู้ยกร่าง กระบวนการยกร่าง รวมถึงบริบทในการยกร่างแตกต่างกัน
ในจำนวนรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ มี 6 ฉบับที่จัดทำขึ้นโดยมี “ฐาน” จากรัฐธรรมนูญชั่วคราวหรือรัฐธรรมนูญถาวรที่ถูกแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งรัฐธรรมนูญถาวรและรัฐธรรมนูญชั่วคราวทั้ง 6 ฉบับก็ “ไม่เคย” มีบทบัญญัติที่กำหนดห้ามผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แตะต้องหรือเปลี่ยนแปลงเนื้อหาบทบัญญัติในหมวด 1 และหมวด 2 รวมถึงเรื่องอื่นๆ และในรัฐธรรมนูญ 6 ฉบับนี้
1) รัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 2491 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) 2490 ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มาจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่มีบทบัญญัติใดที่กำหนดห้าม สสร. จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีเนื้อหาแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติในหมวด 1 และหมวด 2 และไม่มีเงื่อนไขห้ามแตะต้องเรื่องอื่นๆ ด้วย หลัง สสร. จัดทำรัฐธรรมนูญ 2492 ออกมา ก็มีบทบัญญัติในหมวด 1 หมวด 2 ที่เนื้อหาเปลี่ยนแปลงจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า เช่น หมวด 1 มาตรา 4 กำหนดเรื่องสัญชาติ เป็นรัฐธรรมนูญเพียงฉบับเดียวที่กำหนดเรื่องการได้มาและการเสียไปซึ่งสัญชาติไทยเอาไว้ และหมวด 2 เปลี่ยนองค์กรที่ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาให้พระมหากษัตริย์ ไม่ใช่อภิรัฐมนตรีอีกต่อไป แต่เป็น “องคมนตรี” ซึ่งเป็นองค์กรที่เคยมีในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวแต่ถูกยกเลิกไปหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง กำหนดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ในการแต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ และ “ยกเว้น” อายุในการบรรลุนิติภาวะของพระมหากษัตริย์ ให้เป็น 18 ปี จากปกติคือ 20 ปี ตามหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
2) ธรรมนูญการปกครอง 2502 กำหนดตั้ง สสร. มาจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ และทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติมีฐานะเป็นรัฐสภาพ่วงไปด้วย ไม่มีบทบัญญัติห้าม สสร. จัดทำรัฐธรรมนูญจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีเนื้อหาแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติในหมวด 1 และหมวด 2 และไม่มีเงื่อนไขห้ามแตะต้องเรื่องอื่นๆ ด้วย จนออกมาเป็นรัฐธรรมนูญ 2511 หมวด 1 ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลง ไม่มีบทบัญญัติเรื่องสัญชาติเหมือนในรัฐธรรมนูญ 2492 แล้ว หมวด 2 ก็ถูกแก้ไข เปิดทางให้รัฐสภาสามารถแก้ไขกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ ขั้นตอนเหมือนกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ รัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลฯ สามวาระเหมือนร่างรัฐธรรมนูญ
3) ธรรมนูญการปกครอง 2520 กำหนดให้มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 300 แต่ไม่เกิน 400 คน มาจากการแต่งตั้งโดยสภานโยบายแห่งชาติ ซึ่งก็คือคณะรัฐประหาร มีหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญและทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติด้วย ไม่มีบทบัญญัติห้าม สนช. จัดทำรัฐธรรมนูญจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีเนื้อหาแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติในหมวด 1 และหมวด 2 และไม่มีเงื่อนไขห้ามแตะต้องเรื่องอื่นๆ จนออกมาเป็น รัฐธรรมนูญ 2521 มีบทบัญญัติในหมวด 2 ที่ถูกแก้ไขจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อน เช่น กำหนดขยายความเพิ่มเติมเนื้อหาจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ กำหนดทางออกเพิ่มเติมไว้สำหรับกรณีที่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่พระมหากษัตริย์ตั้งไว้ แต่บุคคลนั้นไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในระยะเปลี่ยนผ่านได้ ก็ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชั่วคราว
4) รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 6) 2539 แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2534 ตั้ง สสร. เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสนอต่อรัฐสภาให้พิจารณาเห็นชอบ ไม่มีบทบัญญัติห้าม สสร. จัดทำรัฐธรรมนูญจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีเนื้อหาแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติในหมวด 1 และหมวด 2 หรือเรื่องอื่นๆ จนได้รัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งมีเนื้อหาหมวด 1 แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อน เช่น ขยายความหลักความเสมอภาคให้กว้างขึ้น กำหนดรับรองความเสมอภาคทางเพศ และเพิ่มบทบัญญัติ คุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ
5) รัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) 2549 กำหนดให้มี สสร. 100 คนจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่มีบทบัญญัติห้าม สสร. จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีเนื้อหาแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติในหมวด 1 และหมวด 2 หรือเรื่องอื่นๆ ผลผลิตออกมาเป็น รัฐธรรมนูญ 2550 หมวด 1 มีเนื้อหาส่วนที่แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับก่อน คือ เพิ่มบทบัญญัติให้การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม
6) รัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) 2558 แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) 2557 ไม่มีบทบัญญัติห้าม กรธ. แตะเนื้อหาหมวด 1 หมวด 2 นอกจากนี้ ในรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) 2560 ยังเพิ่มข้อความขึ้นมาว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ หากมีกรณีที่พระมหากษัตริย์พระราชทานข้อสังเกตว่าสมควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อความใดภายใน 90 วัน ให้นายกฯ ขอรับพระราชทานร่างคืนมาเพื่อดำเนินการแก้ไขเฉพาะประเด็นตามข้อสังเกตนั้นและประเด็นที่เกี่ยวเนื่อง จากนั้นจึงค่อยนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ อีกครั้ง หากพระมหากษัตริย์ทรงยับยั้ง (Veto) ให้ร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นตกไป ซึ่งปรากฏว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ก็ถูกแก้ไขเนื้อหาจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติเมื่อ 7 สิงหาคม 2559 ทั้งในหมวด 1 และหมวด 2 เช่น การตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระมหากษัตริย์จะตั้ง “หรือไม่ก็ได้” ซึ่งไม่เคยมีบทบัญญัติเช่นนี้ในรัฐธรรมนูญฉบับถาวรอื่น
อ้างอิง
ปูนเทพ ศิรินุพงศ์, ทฤษฎีและแนวความคิดว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ, รัฐสภาสาร ปีที่ 61 ฉบับที่ 4 เดือนเมษายน 2556.