โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

แก้หมวด 1 หมวด 2 ≠ เปลี่ยนแปลงการปกครอง ผู้ร่างรัฐธรรมนูญทุกชุดแก้ไขกันมาตลอด

iLaw

อัพเดต 04 ต.ค. 2568 เวลา 06.01 น. • เผยแพร่ 04 ต.ค. 2568 เวลา 05.44 น. • iLaw

เงื่อนไข “ห้าม” ผู้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ “แตะต้อง” หรือแก้ไขเนื้อหาใน หมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ มีขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อปี 2563 จากร่างแก้รัฐธรรมนูญสองฉบับที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคเพื่อไทยและพรรคพลังประชารัฐ แม้ว่าร่างแก้รัฐธรรมนูญตกไปในวาระสาม แต่หลังเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ เงื่อนไขนี้ก็ยังคงถูกหยิบยกเป็นวาระสำคัญ ผ่านการเสนอคำถามประชามติในรัฐบาลพรรคเพื่อไทยภายใต้เศรษฐา ทวีสิน แต่ประชามติก็ไม่เกิดขึ้น จนเมื่ออนุทิน ชาญวีรกูล มาเป็นนายกรัฐมนตรี ประเด็นห้ามแตะหมวด 1 หมวด 2 ก็ถูกกล่าวถึงอีกครั้งในการแถลงนโยบาย เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ นักกฎหมายรุ่นใหญ่ที่ได้รับเชิญมาเป็นรองนายกรัฐมนตรี โดยที่ไม่ได้เป็นสส. และไม่เคยร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยมาก่อน กล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ตอนหนึ่งว่า

"ถ้าผ่านขั้นตอนที่ 1 แล้ว จะทำขั้นตอนที่ 2 คือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย สสร. หรือใครก็แล้วแต่ตามที่เขียนในหมวด 15/1 ที่ผ่านประชามติ ตรงนั้นจะไปดูว่าจะแตะหมวด 1-2 หรือไม่ แต่ผมเชื่อว่า 2 พรรคใหญ่ได้พูดไปแล้วในสื่อมวลชนว่าจะไม่แตะหมวด 1-2 เพราะถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปแตะจะมีปัญหาทันทีว่าจะขัดรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"

อย่างไรก็ดี เมื่อดูเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันตามคำกล่าวของบวรศักดิ์ พบว่า มาตรา 255 กำหนดหลักสำคัญที่ห้ามเปลี่ยนแปลง คือ ระบอบการปกครอง และรูปแบบของรัฐ ซึ่งหลักการนี้เขียนไว้ในมาตรา 1 และมาตรา 2 ที่อยู่ภายใต้หมวด 1 ส่วนบทบัญญัติอื่นๆ รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้ห้ามเปลี่ยนแปลง เท่ากับว่าสามารถ “แก้ได้” ตราบเท่าที่ไม่เปลี่ยนแปลง “แก่น” ของระบอบการปกครองหรือรูปแบบของรัฐ

หากย้อนดูประวัติศาสตร์การจัดทำรัฐธรรมนูญทุกครั้งโดยคณะรัฐประหารและโดยรัฐสภา “ไม่เคย” มีเงื่อนไขห้ามผู้ร่างรัฐธรรมนูญแตะต้องหมวด 1 หมวด 2 หรือห้ามแตะต้องเนื้อหาส่วนใด จากพัฒนาการบทบทญัตติหมวด 1 หมวด 2 ในรัฐธรรมนูญไทย 20 ฉบับ เนื้อหาถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงมาตลอด หรือแม้กระทั่งรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ใช้บังคับอยู่ บทบัญญัติหมวด 1 หมวด 2 เองก็แก้ไขเปลี่ยนแปลงจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า

รัฐธรรมนูญอาจกำหนดให้หลักสำคัญ “บางเรื่อง” เปลี่ยนแปลงไม่ได้

ในทางทฤษฎี การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดจะมีขั้นตอนและเงื่อนไขที่พิเศษกว่ากฎหมายอื่นๆ โดยเฉพาะในทางกระบวนการที่ต้องใช้จำนวนเสียงที่ลงมติมากกว่า นอกจากนี้ เชิงเนื้อหา รัฐธรรมนูญเองอาจกำหนดไม่ให้แก้ไขเพิ่มเติมบางเรื่องหรือบางมาตราในระดับที่ “เปลี่ยนแปลง” สาระสำคัญก็ได้ โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นคุณค่าพื้นฐานของรัฐ ในทางวิชาการ บทบัญญัตินี้เรียกว่า บทบัญญัตินิรันดร (Eternity clause ; Ewigkeitsklausel)

รัฐธรรมนูญหลายประเทศกำหนดบทบัญญัตินิรันดรไว้เพื่อจำกัดอำนาจรัฐสภาในการแก้ไขเนื้อหารัฐธรรมนูญ โดยมีประเด็นที่มองว่าเป็นคุณค่าสำคัญไม่ควรถูกเปลี่ยนแปลงแตกต่างกัน เช่น

กฎหมายพื้นฐานหรือรัฐธรรมนูญเยอรมนี (Basic Law ; Grundgesetz) กำหนดไว้ในมาตรา 79 (3) ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะกระทบเรื่องเหล่านี้ จะกระทำไม่ได้ คือ 1) อำนาจของมลรัฐในกระบวนการนิติบัญญัติ 2) มาตรา 1 ที่คุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 3) มาตรา 20 ที่กำหนดหลักพื้นฐานของรัฐของรัฐธรรมนูญ เช่น หลักสหพันธรัฐ หลักประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ

รัฐธรรมนูญโปตุเกส กำหนดเรื่องที่เป็นหลักการสำคัญที่ไม่ควรถูกเปลี่ยนแปลงไว้หลายเรื่อง เช่น รูปแบบรัฐบาล การแบ่งแยกระหว่างรัฐและศาสนจักร หลักประกันสิทธิเสรีภาพประชาชน สิทธิแรงงาน

รัฐธรรมนูญฝรั่งเศส มาตรา 89 กำหนดห้ามแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องรูปแบบของรัฐบาล

สำหรับรัฐธรรมนูญไทย บทบัญญัตินิรันดร ถูกกำหนดไว้ในมาตรา 255 แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งระบุว่า

มาตรา 255 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทำมิได้

ซึ่งบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับระบอบการปกครองและรูปแบบของรัฐ อยู่ในหมวด 1 บททั่วไป มาตรา 1 ซึ่งกำหนดรูปแบบของรัฐว่าเป็นรัฐเดี่ยว แบ่งแยกไม่ได้ และมาตรา 2 กำหนดระบอบการปกครอง

มาตรา 1 ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้

มาตรา 2 ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

หากตีความมาตรา 255 ตรงตัวตามลายลักษณ์อักษร บทบัญญัติที่จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงในเชิงหลักการได้เลย คือมาตรา 1 และมาตรา 2 เท่านั้น ไม่รวมถึงบทบัญญัติอื่นในหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ มาตรา 255 ยังกำหนดเงื่อนไขว่าห้ามแก้ไขในเชิง “เปลี่ยนแปลง” ทั้งสองหลักการ เท่ากับว่า การแก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคำในมาตรา 1 และมาตรา 2 ทำได้ตราบเท่าที่ไม่เปลี่ยนแปลงหลักการ

เมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์ บทบัญญัติเรื่องระบอบการปกครองก็เคยถูกแก้ไขในถ้อยคำมาแล้วรัฐธรรมนูญ 8 ฉบับเคยเขียนว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” แต่รัฐธรรมนูญ 2534 เติมคำเชื่อมเข้ามา มาตรา 2 ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

หมวด 1 หมวด 2 “แก้ได้” ไม่เคยมีข้อห้าม

เมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 255 ไม่ได้กำหนดห้ามแก้ไขเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติของหมวด 1 หมวด 2 ทั้งหมด ดังนั้นบทบัญญัติอื่นๆ ที่เหลือจากรูปแบบการปกครองและรูปแบบของรัฐ จึงสามารถถูกแก้ไขเพิ่มเติมได้ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงในเชิงถ้อยคำให้รัดกุมยิ่งขึ้น หรือแก้ไขในเชิงหลักการ

ตรงกันข้าม รัฐธรรมนูญมาตรา 256 ยังยืนยันว่า หมวด 1 หมวด 2 นั้น "แก้ไขได้" โดยกำหนดไว้ชัดเจนว่า การแก้ไขบทบัญญัติในหมวด 1 หมวด 2 จะต้องทำประชามติด้วยตามมาตรา 256 (8) ซึ่งการกำหนดให้ต้องประชามติ ก็ย่อมสะท้อนเจตนารมณ์ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งเป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ว่าหมวด 1 หมวด 2 นั้นก็ถูกแก้ไขได้ เพียงแต่มีขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นและต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนก่อน เพราะหากผู้ร่างรัฐธรรมนูญทราบอยู่แล้วว่า จะต้องมีข้อเสนอให้แก้ไข และอาจมีเรื่องจำเป็นที่ประชาชนเห็นพ้องต้องกันให้แก้ไขได้ด้วย

เมื่อย้อนดูรัฐธรรมนูญไทยในอดีต พบว่าบทบัญญัตินิรันดร ประเภทห้ามแตะต้องเลย เพิ่งมีขึ้นเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ 2540 ตามมาด้วยรัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดห้ามเปลี่ยนแปลง 2 เรื่อง คือ รูปแบบของรัฐและระบอบการปกครอง ส่วนบทบัญญัติในหมวด 1 และหมวด 2 ไม่เคยถูกเขียนไว้ว่าห้ามแก้ไขเพิ่มเติม

รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 291 กำหนดว่า ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะเสนอมิได้

รัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 313 กำหนดว่า ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะเสนอมิได้

ส่วนในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า อาทิ รัฐธรรมนูญ 2534 รัฐธรรมนูญ 2521 รัฐธรรมนูญ 2519 รัฐธรรมนูญ 2517 รัฐธรรมนูญ 2511 ไม่มีบทบัญญัตินิรันดรที่เขียนห้ามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองและรูปแบบของรัฐ และไม่มีบทบัญญัติที่ห้ามแก้ไขหมวด 1 หมวด 2

อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญ 2517 มาตรา 229 และรัฐธรรมนูญ 2511 มาตรา 170 มีเนื้อหาแตกต่างจากฉบับอื่นข้างต้น คือ กำหนดให้พระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมได้ หากพระมหากษัตริย์เห็นว่าร่างนั้นกระทบถึงประโยชน์ได้เสียสำคัญของประเทศหรือประชาชน และทรงพระราชดำริเห็นสมควรให้ประชาชนได้วินิจฉัย

ย้อนประวัติศาสตร์ การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ 6 ครั้ง “ไม่เคย” ห้ามผู้ร่างแตะหมวด 1 หมวด 2

ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ 20 ฉบับ โดยครึ่งหนึ่งหรือ 10 ฉบับ ถูกออกแบบมาเพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญ “ถาวร” ซึ่งมีองค์กรผู้ยกร่าง กระบวนการยกร่าง รวมถึงบริบทในการยกร่างแตกต่างกัน

ในจำนวนรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ มี 6 ฉบับที่จัดทำขึ้นโดยมี “ฐาน” จากรัฐธรรมนูญชั่วคราวหรือรัฐธรรมนูญถาวรที่ถูกแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งรัฐธรรมนูญถาวรและรัฐธรรมนูญชั่วคราวทั้ง 6 ฉบับก็ “ไม่เคย” มีบทบัญญัติที่กำหนดห้ามผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แตะต้องหรือเปลี่ยนแปลงเนื้อหาบทบัญญัติในหมวด 1 และหมวด 2 รวมถึงเรื่องอื่นๆ และในรัฐธรรมนูญ 6 ฉบับนี้

1) รัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 2491 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) 2490 ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มาจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่มีบทบัญญัติใดที่กำหนดห้าม สสร. จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีเนื้อหาแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติในหมวด 1 และหมวด 2 และไม่มีเงื่อนไขห้ามแตะต้องเรื่องอื่นๆ ด้วย หลัง สสร. จัดทำรัฐธรรมนูญ 2492 ออกมา ก็มีบทบัญญัติในหมวด 1 หมวด 2 ที่เนื้อหาเปลี่ยนแปลงจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า เช่น หมวด 1 มาตรา 4 กำหนดเรื่องสัญชาติ เป็นรัฐธรรมนูญเพียงฉบับเดียวที่กำหนดเรื่องการได้มาและการเสียไปซึ่งสัญชาติไทยเอาไว้ และหมวด 2 เปลี่ยนองค์กรที่ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาให้พระมหากษัตริย์ ไม่ใช่อภิรัฐมนตรีอีกต่อไป แต่เป็น “องคมนตรี” ซึ่งเป็นองค์กรที่เคยมีในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวแต่ถูกยกเลิกไปหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง กำหนดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ในการแต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ และ “ยกเว้น” อายุในการบรรลุนิติภาวะของพระมหากษัตริย์ ให้เป็น 18 ปี จากปกติคือ 20 ปี ตามหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

2) ธรรมนูญการปกครอง 2502 กำหนดตั้ง สสร. มาจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ และทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติมีฐานะเป็นรัฐสภาพ่วงไปด้วย ไม่มีบทบัญญัติห้าม สสร. จัดทำรัฐธรรมนูญจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีเนื้อหาแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติในหมวด 1 และหมวด 2 และไม่มีเงื่อนไขห้ามแตะต้องเรื่องอื่นๆ ด้วย จนออกมาเป็นรัฐธรรมนูญ 2511 หมวด 1 ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลง ไม่มีบทบัญญัติเรื่องสัญชาติเหมือนในรัฐธรรมนูญ 2492 แล้ว หมวด 2 ก็ถูกแก้ไข เปิดทางให้รัฐสภาสามารถแก้ไขกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ ขั้นตอนเหมือนกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ รัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลฯ สามวาระเหมือนร่างรัฐธรรมนูญ

3) ธรรมนูญการปกครอง 2520 กำหนดให้มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 300 แต่ไม่เกิน 400 คน มาจากการแต่งตั้งโดยสภานโยบายแห่งชาติ ซึ่งก็คือคณะรัฐประหาร มีหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญและทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติด้วย ไม่มีบทบัญญัติห้าม สนช. จัดทำรัฐธรรมนูญจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีเนื้อหาแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติในหมวด 1 และหมวด 2 และไม่มีเงื่อนไขห้ามแตะต้องเรื่องอื่นๆ จนออกมาเป็น รัฐธรรมนูญ 2521 มีบทบัญญัติในหมวด 2 ที่ถูกแก้ไขจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อน เช่น กำหนดขยายความเพิ่มเติมเนื้อหาจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ กำหนดทางออกเพิ่มเติมไว้สำหรับกรณีที่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่พระมหากษัตริย์ตั้งไว้ แต่บุคคลนั้นไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในระยะเปลี่ยนผ่านได้ ก็ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชั่วคราว

4) รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 6) 2539 แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2534 ตั้ง สสร. เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสนอต่อรัฐสภาให้พิจารณาเห็นชอบ ไม่มีบทบัญญัติห้าม สสร. จัดทำรัฐธรรมนูญจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีเนื้อหาแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติในหมวด 1 และหมวด 2 หรือเรื่องอื่นๆ จนได้รัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งมีเนื้อหาหมวด 1 แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อน เช่น ขยายความหลักความเสมอภาคให้กว้างขึ้น กำหนดรับรองความเสมอภาคทางเพศ และเพิ่มบทบัญญัติ คุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ

5) รัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) 2549 กำหนดให้มี สสร. 100 คนจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่มีบทบัญญัติห้าม สสร. จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีเนื้อหาแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติในหมวด 1 และหมวด 2 หรือเรื่องอื่นๆ ผลผลิตออกมาเป็น รัฐธรรมนูญ 2550 หมวด 1 มีเนื้อหาส่วนที่แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับก่อน คือ เพิ่มบทบัญญัติให้การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม

6) รัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) 2558 แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) 2557 ไม่มีบทบัญญัติห้าม กรธ. แตะเนื้อหาหมวด 1 หมวด 2 นอกจากนี้ ในรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) 2560 ยังเพิ่มข้อความขึ้นมาว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ หากมีกรณีที่พระมหากษัตริย์พระราชทานข้อสังเกตว่าสมควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อความใดภายใน 90 วัน ให้นายกฯ ขอรับพระราชทานร่างคืนมาเพื่อดำเนินการแก้ไขเฉพาะประเด็นตามข้อสังเกตนั้นและประเด็นที่เกี่ยวเนื่อง จากนั้นจึงค่อยนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ อีกครั้ง หากพระมหากษัตริย์ทรงยับยั้ง (Veto) ให้ร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นตกไป ซึ่งปรากฏว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ก็ถูกแก้ไขเนื้อหาจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติเมื่อ 7 สิงหาคม 2559 ทั้งในหมวด 1 และหมวด 2 เช่น การตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระมหากษัตริย์จะตั้ง “หรือไม่ก็ได้” ซึ่งไม่เคยมีบทบัญญัติเช่นนี้ในรัฐธรรมนูญฉบับถาวรอื่น

อ้างอิง

ปูนเทพ ศิรินุพงศ์, ทฤษฎีและแนวความคิดว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ, รัฐสภาสาร ปีที่ 61 ฉบับที่ 4 เดือนเมษายน 2556.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...