โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศบ.ทก. ได้แถลงผลการประชุม ภาพรวมชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างกำแพงหนองจาน

tvpoolonline.com

อัพเดต 04 ก.ย 2568 เวลา 09.59 น. • เผยแพร่ 04 ก.ย 2568 เวลา 02.59 น. • TV Pool

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษก ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลประชุม ศบ.ทก.ว่า สถานการณ์โดยทั่วไปทั้ง 2 ฝ่ายยังอยู่ในภาวะสงบไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากช่วงเวลาที่ผ่านมา นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่ของคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) เดินทางไปสังเกตการณ์ในพื้นที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด อ.คลองใหญ่ จ.ตราด เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา ได้เน้นย้ำว่า ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่จะทำหน้าที่สังเกตการณ์เก็บข้อมูลและรายงานอย่างเป็นธรรม

พล.ร.ต.สุรสันต์กล่าวต่อว่า แผนงานจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยวิสามัญครั้งที่ 2/2568 มีกำหนดการจัดระหว่างวันที่ 7 -10 กันยายน ในพื้นที่ จ.เกาะกง ประเทศกัมพูชา โดยรูปแบบการประชุมเหมือนครั้งที่ 1 แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 คือการประชุมฝ่ายเลขานุการร่วม ช่วงวันที่ 7 – 9 กันยายน จากนั้นวันที่ 10 กันยายน เป็นการประชุมจีบีซีหลัก และจะมีการแถลงข่าวหลังประชุมที่จ.ตราด

ทั้งนี้ ในส่วนความมั่นคง เป็นเรื่องของการติดตามการดำเนินการบริหารจัดการบริเวณชายแดนพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว ซึ่งวันเดียวกันนี้ ที่ประชุม ศบ.ทก.จังหวัดสระแก้ว โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ชี้แจงและนำเสนอแนวทางการดำเนินการเสริมสร้างความมั่นคง ปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่บ้านหนองจาน และพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยมีแผนจัดสร้างรั้วระยะทาง 16 กิโลเมตร บริเวณหลักเขตแดนที่ 50-51 ซึ่งถือว่าเป็นหลักเขตแดนที่มีการสำรวจและได้ข้อยุติเรียบร้อยแล้ว

พร้อมกันนี้ จะสำรวจสิทธิการครอบครองที่ดินในพื้นที่อย่างละเอียด ตลอดจนมีมาตรการดำเนินการตามกฏหมายของไทยประกาศใช้กฎหมายกับชาวกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่ และแจ้งความดำเนินการกับราษฎรกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ซึ่งที่ประชุม ศบ.ทก.ในวันนี้เห็นชอบในหลักการที่จ.สระแก้ว เสนอมา และจะนำข้อมูลเสนอต่อที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ลำดับถัดไปเพื่อขออนุมัติ

ที่โดมอเนกประสงค์ โรงเรียนปทุมวิไล อ.เมือง จ.ปทุมธานี พลโท บุญสิน พาดกลาง หรือ บิ๊กกุ้ง แม่ทัพภาคที่ 2 กองบัญชาการกองทัพบก กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่องรักชาติ แผ่นดินไทย จิตวิญญาณ และหน้าที่พลเมือง ให้คณะผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี ผู้อำนวยการโรงเรียนต่างๆ คณะครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียนโรงเรียนปทุมวิไลและโรงเรียนข้างเคียงเข้าร่วมรับฟังกว่า 4,000 คน โดยกล่าวตอบคำถามนักเรียนตอนหนึ่งถึงการสร้างกำแพงชายแดนไทย-กัมพูชาว่า กองทัพมีแผนที่ทำจริง เป็นข้อเสนอของผู้ใหญ่หลายคน โดยเห็นพร้องต้องกันของทั้งสองประเทศที่ตกลงกันแล้วก็จะทยอยสร้าง เป็นเรื่องดีเพื่อเป็นการแสดงอาณาเขตให้ชัดเจน และลดปัญหาขัดแย้งและรุกล้ำอธิปไตของแต่ละฝ่ายในอนาคต ซึ่งมีแนวทางเป็นไปได้ แต่ต้องอยู่ที่คณะรัฐมนตรี แต่แนวคิดของตนนั้น ก็เห็นด้วยกับการสร้างกำแพงระหว่างสองประเทศ

ด้านนางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงความคืบหน้าการดำเนินการระหว่างประเทศในประเด็นชายแดนไทย-เขมรว่า เรื่องแรกการดำเนินการเชิงรุกของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคมที่ผ่านมา นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.การต่างประเทศ ไปนครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อนำข้อมูลหลักฐานสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะกรณีวางทุ่นระเบิดในเขตแดนไทยไปชี้แจงกลุ่มบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการส่งเสริมให้ปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา การเยือนครั้งนี้นอกจากชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว ไทยยังยืนยันความมุ่งมั่นจะปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญา และเป็นโอกาสให้เขาได้สอบถามเพื่อปรับความเข้าใจให้เข้าใจถูกต้อง

นอกจากนี้ รมว.การต่างประเทศ ยังประกาศว่าไทยจะเข้าร่วมโครงการรณรงค์ระดับโลกของเลขาธิการสหประชาชาติ เรื่องการลดอาวุธเพื่อมนุษยธรรมและดำเนินการด้านทุ่นระเบิด เวลาเดียวกันเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยที่นิวยอร์ก ได้เข้าพบเลขาธิการสหประชาชาติอีกครั้ง เพื่อนำส่งข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์เพิ่มเติมอีกครั้ง กรณีการวางทุ่นระเบิดของกัมพูชาที่ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บถึง 6 ครั้ง และเลขาฯยูเอ็นยังติดตามการขอรับคำชี้แจงจากฝ่ายเขมรกรณีดังกล่าวผ่านเลขาฯยูเอ็นด้วย

ทั้งนี้เพื่อนำกัมพูชากลับเข้าสู่การปฏิบัติตามพันธกรณีโดยสมบูรณ์และยุติใช้ทุ่นระเบิดโดยทันที ไทยต้องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกับเขมรภายใต้กลไกทวิภาคีและตามข้อตกลงหยุดยิง เพื่อคุ้มครองชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ

นางมาระตีกล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารตามที่ปรากฏรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ขแมร์ ไทม์ส อ้างกรณีชาวกัมพูชาไม่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ว่าเป็นผลจากอาวุธที่ตกค้างของฝ่ายไทยจากการปะทะกันที่ชายแดนช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาบิดเบือนข้อเท็จจริง และการกระทำในพื้นที่สวนทางกับข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยเขมรเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงมาโดยตลอด

ทั้งด้วยการลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การใช้โดรน การปลุกระดมประชาชน และล่าสุดยังพบการใช้ระเบิดแสวงเครื่องในฝั่งไทย และเร็วๆนี้มีรายงานจากนิตยสาร JANES นิตยสารด้านความมั่นคง นำเสนอว่าจากหลักฐานภาพถ่ายดาวเทียมพบการก่อตั้งฐานปฏิบัติการทางทหารฝั่งกัมพูชาบริเวณชายแดนเป็นหลายเดือนก่อนเกิดเหตุปะทะระหว่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีไทยที่ชี้แจงมาโดยตลอดว่าเขมรเริ่มโจมตีครั้งนี้

“ไทยเป็นห่วงการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน และการโฆษณาชวนเชื่อของเขมรที่ทำเป็นระบบ ซึ่งสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ได้นำมาหารือกับ รมว.การต่างประเทศ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย โดย OHCHR มองเป็นปัญหาระดับโลกเรื่องการโฆษณาชวนเชื่อ เพราะไม่เพียงบั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจ ความไว้วางใจระหว่างกัน ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการหาทางออกโดยสันติ ไทยจึงเรียกร้องให้เขมรยุติการกระทำ ที่ไม่สร้างสรรค์ลักษณะนี้ อีกทั้ง ไทยยังหวังให้เขมรร่วมมือกับไทยในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์”นางมาระตี กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...