โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระพุทธเจ้าเกิดที่ไหน ในโลกทัศน์โบราณและสมัยใหม่

The Momentum

อัพเดต 24 ก.ย 2568 เวลา 11.32 น. • เผยแพร่ 23 ก.ย 2568 เวลา 09.45 น. • THE MOMENTUM

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ผมได้รับโอกาสจากเพจโบราณคดีเชิงวิพากษ์-Critical Archaeology ให้เข้าร่วมเป็นสปีกเกอร์ เพื่อร่วมกันหาคำตอบต่อคำถามที่ว่า ‘พระพุทธเจ้าเกิดที่ไหน’ โดยผมได้รับมอบหมายให้นำเสนอแง่มุมโบราณคดี โดยเฉพาะหลักฐานทางโบราณคดีที่เกี่ยวข้อง

ขอย้อนเท้าความสักเล็กน้อยว่า ‘เหตุ’ แห่งการเสวนาครั้งนี้เกิดขึ้นมาจากมีกลุ่มนักวิชาการในประเทศไทย เสนอแนวทางในการมองพุทธประวัติที่เรียกได้ว่า ‘แตกต่าง’ ไปจากงานวิชาการกระแสหลักเป็นอย่างมากคือ ‘พระพุทธเจ้าทรงประสูติ ตรัสรู้ และดับขันธ์ปรินิพพาน ในประเทศไทย’

น่าสนใจมากว่า จากการสืบค้นของ ปารมี ปาลียะนักศึกษาผู้ร่วมเสวนาพบว่า ที่มาที่ไปของความคิดนี้อาจอ้างได้ว่า เริ่มมาจากคำกล่าวอ้างถึงคำพูดของพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและได้รับการนับถือโดยผู้คนวงกว้าง ผมขอเน้นตรงคำว่า ‘กล่าวอ้าง’ ก่อน เพราะเรายังไม่อาจพิสูจน์ได้ว่า พระสงฆ์องค์นั้นกล่าวถ้อยแถลงนี้จริงหรือไม่ โดยคำกล่าวอ้างนั้นระบุว่า “ชาวมคธโบราณคือ คนไทย พระพุทธเจ้าคือ ชาวไทย”

หากนับดูพุทธศักราช คำพูดของพระสงฆ์รูปนี้ควรจะตกอยู่ในห้วงครึ่งหลังของ พ.ศ. 2400 (2450-2500) นับว่าคำกล่าวนี้มีอายุเก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับแนวคิด ‘พระพุทธเจ้าทรงประสูติ ตรัสรู้ และดับขันธ์ปรินิพพาน ในประเทศไทย’ และน่าคิดมากว่า ความคิดชุดนี้ได้รับการขยายอย่างมากช่วง 2520-2550 ซึ่งไม่นานมานี้เอง โดยเกิดการนำตำนานศักดิ์สิทธิ์ท้องถิ่นต่างๆ เข้ามาผูกโยงกับพุทธประวัติ เช่น ตำนานพระแท่นดงรัง จังหวัดกาญจนบุรี, ตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช และตำนานพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี

คำอธิบายว่าด้วยตำนาน

ในส่วนนี้ผมขอยกคำอธิบายว่าด้วยตำนานของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฉันทัส เพียรธรรมที่กล่าวไว้ระหว่างการเสวนา อาจารย์อธิบายว่า ตำนานพุทธศาสนาที่มี Tradition แบบลังกานั้นมีอายุคร่าวๆ อยู่ในช่วงครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 20 (ราว พ.ศ. 1950) สัมพันธ์กับการสถาปนาพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ในแผ่นดินสุโขทัย ล้านนา และอื่นๆ

พุทธตำนานในช่วงนั้นแบ่งได้เป็น 2 กระแสคือ 1. ตำนานอธิบายถิ่น มี พระเจ้าเลียบโลก, ตำนานอุรังคธาตุ เป็นอาทิ และ 2. ชาดกนอกนิบาต-ปัญญาสชาดกคือ ชาดกนอกพระไตรปิฎกซึ่งแต่งขึ้นโดยคนท้องถิ่น เพื่อสร้างความเบื่อหน่ายใน ‘การเกิดแล้วเกิดอีก’

สำหรับตำนานอธิบายถิ่นนั้น มีลักษณะสำคัญคือ เล่าย้อนกลับไปถึงครั้งพุทธกาล โดยอ้างว่า พระพุทธเจ้าทรงเสด็จมา ณ ดินแดนหนึ่งๆ ก่อนจะทรงแถลงพุทธทำนายเนื่องด้วยดินแดนนั้นๆ ว่า ในอนาคตจะเป็นอย่างไร เช่น ตำนานอุรังคธาตุเล่าว่า พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ถึงภูกำพร้า (ดอยกปณคิรี) ว่าจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประดิษฐานพระอุรังคธาตุ (กระดูกหน้าอก) และพระมหาจักรพรรดิจะมาก่อพระธาตุครอบเอาไว้ อันหมายถึง พระธาตุพนม

เมื่อพิจารณาแล้ว ตำนานประเภทนี้มีที่มาสำคัญจากแนวทางการเล่าเรื่องการประดิษฐานพุทธศาสนาในประเทศศรีลังการะบุเอาไว้ในคัมภีร์สำคัญ 2 เล่มคือมหาวงศ์และทีปวงศ์ซึ่งเขียนขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 10 ดังนั้นตำนานแบบนี้จึงเป็นแบบศรีลังกา และมีไว้เพื่อการอธิบายภูมิหลังของสถานที่หนึ่งๆ ผ่านวิธีการเล่าเรื่องแบบพุทธประวัติ

ผลคือ เกิดการยึดโยงพุทธประวัติเข้ากับท้องถิ่น เกิดเป็นความทรงจำร่วม (Collective Memory) ในหมู่คนท้องถิ่นผู้นับถือพุทธศาสนา ทั้งยังยึดคนท้องถิ่นที่อยู่ไกลกับแหล่งกำเนิดพุทธศาสนาให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโลกพุทธศาสนา (Higher Collective Memory) ความเข้มข้นนี้ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอาจมีที่มาเนื่องด้วยการล้มลงของพุทธภูมิสำคัญ (อินเดียและศรีลังกา) อันส่งผลในประเทศไทยถูกสถาปนาขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางใหญ่ของพุทธศาสนาสายลังกา-เถรวาท นับแต่ช่วงอยุธยาตอนกลาง

เป็นไปได้ไหมว่า ด้วยเหตุนั้นคนไทยจึงมองว่า ตนเป็นใหญ่ในโลกพุทธศาสนา นำไปสู่การดึงเอาพุทธศาสนามาไว้ใกล้ตัว ซ้อนทับพุทธภูมิขึ้นในแผ่นดินของตน

จุดยืนทางโบราณคดี

ในข้อนี้ผมเคยชี้แจงไปแล้วถึงหลักฐานความเก่าแก่ของพุทธศาสนาในอินเดีย ในบทความเกี่ยวกับการเสด็จมาของพระบรมสารีริกธาตุจากอินเดียสู่ท้องสนามหลวงฉะนั้นจึงจะขอขยายความเพียงเล็กน้อยว่า เมื่อเราพิจารณาแหล่งโบราณคดีอันเนื่องในพุทธศาสนา เราจะพบความน่าสนใจหนึ่งคือ แหล่งโบราณคดีที่ได้รับการขุดค้นทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบและมีหลักฐานเก่าย้อนกลับไปได้ถึงราวพุทธศตวรรษที่ 1 กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่รอบบริเวณสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง (สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน) หรือมีความเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติโดยตรงเป็นหลัก

แหล่งโบราณคดีสำคัญ 3 แห่ง ประกอบด้วยสวนลุมพินี เมืองไวศาลี และหมู่บ้านปิปราห์วา พบหลักฐานซึ่งกำหนดอายุได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และการกำหนดอายุเชิงเทียบได้ราวพุทธศตวรรษที่ 1 เช่น การขุดค้นภายในมหามายาเทวีวิหาร สวนลุมพินี ประเทศเนปาล พบชิ้นส่วนอาคารไม้ ซึ่งนำไปกำหนดอายุได้ราว 500-450 BCE (100 ปีหลังพุทธกาล) ขณะเดียวกันการขุดค้นสถูปเมืองไวศาลีและหมู่บ้านปิปราห์วา พบผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ (?) ร่วมกับภาชนะดินเผาประเภท NBP (Northern Black Polished Ware) หรือภาชนะดินเผาสีดำขัดมัน เป็นภาชนะดินเผาซึ่งสามารถกำหนดอายุได้ในช่วง 500-200 BCE (พ.ศ. 1-300)

แผนที่แสดงขอบเขตแหล่งโบราณคดีพุทธศาสนายุคแรก (ราว 100 ปีหลังพุทธกาล)

ในเวลาต่อมา การขยายตัวของแหล่งโบราณคดีพุทธศาสนา สัมพันธ์โดยตรงกับการเถลิงอำนาจของพระเจ้าอโศกมหาราช (พ.ศ. 270-311) พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้ได้รับการเชิดชูอย่างมากในโลกพุทธศาสนา เพราะพระองค์ทรงส่งสมณทูตเผยแผ่พุทธศาสนา พร้อมทั้งสังคายนาพระศาสนาและจาริกไปยังพุทธสถานต่างๆ เรื่องราวเหล่านี้ชัดเจนมากในจารึกของพระองค์เองและเอกสารรุ่นหลัง จึงอาจกล่าวได้ว่า ด้วยอำนาจทางการเมืองของราชวงศ์เมาริยะ พุทธศาสนาจึงสามารถประดิษฐานตนอย่างมั่นคงในอนุทวีปได้

แหล่งโบราณคดีจำนวนร่วมสมัยและหลังรัชสมัยของพระเจ้าอโศกสามารถพบเห็นได้ทั่วทั้งอินเดีย เช่น สถูปสาญจี สถูปภราหุต สถูปอมราวดี รวมไปถึงวัดถ้ำจำนวนมากในเขตอินเดียกลาง ซึ่งต่างไปจากช่วงก่อนหน้าที่กระจุกตัวอยู่ภายในลุ่มแม่น้ำคงคาเท่านั้น

แผนที่แสดงขอบเขตแหล่งโบราณคดีพุทธศาสนาช่วงหลังพระเจ้าอโศกมหาราช (ราว พ.ศ. 400)

แต่ผมเคยเขียนถึงแล้วว่า เหตุนี้ทำให้พุทธศาสนาเองกลับอ่อนแอลงในบางส่วน เพราะพุทธศาสนามีความสัมพันธ์แนบแน่นกับอำนาจทางการเมือง หากอิทธิพลทางการเมืองใดๆ เสื่อมสลายลง พุทธศาสนาอันเป็นศาสนาในพระราชอุปถัมภ์ก็พลันได้รับผลกระทบไปด้วย ต่างจากศาสนาฮินดูและไชนะที่มีแนวโน้มการอธิบายทางจิตวิญญาณที่ยึดโยงกับชาวบ้านผ่านแนวทางแบบภักดี (การเชื่อในอำนาจเหนือตัว/ พระเป็นเจ้าอย่างถึงที่สุด) ทำให้แม้อำนาจฝ่ายรัฐจะล่มลงหรือขาดตอน แต่ตัวศาสนากลับยังคงดำรงอยู่ได้ด้วยตัวมันเองผ่านโครงสร้างของวัฒนธรรมชาวบ้าน

ย้อนกลับไปตอบคำถามข้างต้นของเสวนา ‘พระพุทธเจ้าเกิดที่ไหน’ เมื่อเราดูอายุของหลักฐาน บทความก่อนหน้าผมชี้แจงได้แล้วว่า ‘เราไม่พบหลักฐานของพุทธศาสนาที่เก่าไปกว่าพุทธศตวรรษที่ 9-10’ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะเดียวกันหลักฐานในอินเดียกลับมีอายุที่สืบย้อนเข้าไปได้ใกล้ถึงตัวพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก ทั้งการพบกระดูกซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเป็นพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์เอง ยิ่งยืนกรานว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นมนุษย์ผู้หนึ่ง เคยใช้ชีวิตอยู่ ณ ดินแดนแห่งนั้นในบริเวณลุ่มแม่น้ำคงคา

สิ่งนี้ในทางหนึ่งราวกับว่าจะทลายตำนานต่างๆ ข้างต้นพี่พยายามนำพาพระพุทธเจ้ามายังอุษาคเนย์ แต่ในอีกทางหนึ่งก็ยืนยันถึงความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโลกพุทธศาสนา ที่ตำนานเหล่านั้นผูกโยงขึ้นโดยคนในท้องถิ่นเอง

แผนที่แสดงขอบเขตแหล่งโบราณคดีพุทธศาสนาร่วมสมัยราชวงศ์คุปตะ (ราว พ.ศ. 600)

ปิดท้ายเสวนา

งานเสวนานี้ปิดจบที่ รองศาสตราจารย์ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์ ซึ่งผมขอยกมาเป็นบทสรุปของข้อเขียนนี้ ปัญหาใหญ่ที่สุดของคำถามนี้คือ ‘ญาณวิทยา’ (Epistemology) หรือกระบวนการได้มาซึ่งความรู้ เนื่องด้วยทฤษฎีกระแสหลัก (พระพุทธเจ้าเกิดในอินเดีย) กับแนวทางพระพุทธเจ้าเกิดในประเทศไทยนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานทางวิธีวิทยาที่ต่างกัน แม้ในทางวิชาการแล้วทุกความเป็นไปได้สามารถเสนอและสืบค้นได้ แต่การจะถกเถียงกันจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ตรงกัน พิสูจน์ หรือตรวจสอบได้ หากจะอ้างตำนานก็ต้องพิจารณาที่มาที่ไปแห่งตำนาน หากจะอ้างหลักฐานทางโบราณคดีก็ต้องพิสูจน์ที่มาที่ไปแหล่งหลักฐานนั้น หากถกเถียงด้วยคัมภีร์ คัมภีร์ที่อยู่ใกล้กับแหล่งกำเนิดมากที่สุด ย่อมมีลักษณะที่น่าเชื่อถือมากที่สุดไปด้วย มิฉะนั้นการถกเถียงนั้นคงจะตกไปตั้งแต่กระบวนการญาณวิทยา

พระบรมสารีริกธาตุจากเมืองปิปราห์วา ประดิษฐาน ณ National Museum New Delhi

สุดท้ายใครใคร่จะเชื่ออะไรก็สุดแท้แต่ประสบการณ์ส่วนบุคคลที่ประสบพบเจอ จวบจนไม่กระทบกับสิทธิทางกฎหมายของผู้อื่น หรือผิดกฎหมายบ้านเมืองที่ร้ายแรง

อย่างไรก็ดีพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดค้นพบในอินเดีย ในเชิงความเชื่อก็เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดอย่างหนึ่ง ซึ่งดึงศาสนิกอันเป็นพุทธสาวกเข้าไปใกล้ศาสดาของตนมากขึ้น แต่ในอีกทางหนึ่งก็เป็นเครื่องยืนยันว่า ‘พระพุทธองค์ทรงเป็นมนุษย์’ และ ‘ทรงมีตัวตนจริงทางประวัติศาสตร์’ ทรงตรวจสอบได้ ทรงจับต้องได้ และที่สำคัญทรงถูกศึกษาได้

ฉะนั้นเราจะมองพระองค์อย่างไรต่อไปจากนี้ ก็อยากให้ลองนึกถึงหลักฐานแวดล้อมอื่นๆ ประกอบการตัดสินใจไปพร้อมกันๆ โดยหวังใจว่า เราจะมองพุทธศาสนาและพระพุทธองค์อย่างรอบคอบขึ้น

ที่มาข้อมูล

Fogelin, Lars (2015). An Archaeological History of Indian Buddhism. London: Oxford University Press.

Geiger, Wilhelm. (1912). The Mahavamsa. London: Oxford University Press.

Hazra, Kanai Lal. (1982). History of Theravada Buddhism in South-East Asia with special reference to India and Ceylon. New Delhi: Munshiram Manoharlal Pub.

Huntington, Susan L. (1985). The art of ancient India: Buddhist, Hindu, Jain. New York: Weatherhil.

Mukhopadhyaya, Puma Chandra, Smith, Vincent Arthur. (1899). A REPORT ON A TOUR OF EXPLORATION OF 1HX ANTIQUITIES IN THE TARAI, NEPAL THE REGION OF KAPILAYASTU; DURING FEBRUARY AND MARCH. Calcutta: Calcutta Office of the Superintendent of Government Printing, India.

Srivastava, K. M. (1978).Kapilavastu in Basti District of U.P. Nagpur: Nagpur Buddhist Centre.

_. (1996). Excavations at Piprahwa and Ganwaria (Memoirs of the Archaeological Survey of India No 94). New Delhi: Archaeological Survey of India.

Tuladhar, Swoyambhu D. (2002), “The Ancient City of Kapilvastu – Revisited.” in Ancient Nepal, November 151. PP. 1–7.

Oertel, Friedrich Oscar (1908). “Excavations at Sarnath”. Archaeological Survey of India Annual Report, 1904–1905. Calcutta: Superintendent Government Printing.

UNESCO. (2013). The Sacred Garden of Lumbini Perceptions of Buddha’s birthplace Kathmandu: Hillside Printing Press.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...