โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

(อ่านฟรีทุกตอนจนจบ) องค์หญิงน้อยทรราช [มี E-BOOK]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 28 ก.ย 2568 เวลา 03.13 น. • เผยแพร่ 23 ส.ค. 2568 เวลา 14.22 น. • ไป๋อวิ๋น
เมื่อนักฆ่าสาวจากศตวรรษที่ 21 เกิดใหม่เป็นองค์หญิงใหญ่แห่งวังต้องห้าม ท่ามกลางการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองที่เข้มข้นและคนชั่วก็เต็มไปหมด องค์กรนักฆ่า

ข้อมูลเบื้องต้น

นิยายเรื่องนี้มีทั้งหมด 10 เล่มจบ สถานะ จบแล้ว 3 เล่ม รวม 120 ตอน

เล่มที่ 4 มีกำหนดทำเป็น E-BOOK วันที่

เรื่องย่อ

เบื้องหน้า…นางคือองค์หญิงเหลียงเฟิ่งซี พระธิดาเพียงองค์เดียวผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจแห่งราชวงศ์ แต่เบื้องหลังดวงตาใสซื่อนั้น…คือวิญญาณของ ‘หลิง’ สุดยอดนักฆ่าแห่งยุคที่กลับชาติมาเกิด

ในวังหลวงที่ทุกรอยยิ้มซ่อนคมดาบ และการแก่งแย่งชิงบัลลังก์อาจนองเลือดได้ทุกเมื่อ องค์หญิงน้อยผู้นี้จะใช้ความสามารถจากชาติก่อนและพลังพิเศษที่ติดตัวมา สร้างองค์กรแห่งเงาขึ้นมาพิพากษาคนชั่วด้วยตนเอง

เพราะเมื่อเหล่าหมาป่าในชุดผ้าไหมหมายจะทำลายครอบครัวของนาง พวกมันจะได้รู้ว่า…นักล่าที่อันตรายที่สุดในวังหลวง คือเด็กหญิงตัวน้อยที่พวกมันมองข้าม

แนะนำตัวละคร

เหลียงเฟิ่งซี (องค์หญิงใหญ่) นางเอกของเรื่อง อดีตประมุของค์กรนักฆ่าอันดับหนึ่งในยุคปัจจุบัน โค้ดเนม “หลิง” ตายด้วยอาการหัวใจวายและมาเกิดใหม่ในร่างองค์หญิงทารก เป็นพระธิดาเพียงองค์เดียวของฮ่องเต้และฮองเฮา มีสติปัญญาเฉียบแหลมเกินวัย ประสาทสัมผัสเหนือมนุษย์ และพลังพิเศษในการเคลื่อนย้ายพริบตา เบื้องหน้าคือองค์หญิงน้อยผู้อ่อนหวาน เป็นที่รักของทุกคน เบื้องหลังคือประมุขผู้น่าเกรงขามแห่งองค์กร “เงา”

ฮ่องเต้เหลียงเจิ้น พระบิดาของนางเอก เป็นผู้ปกครองที่เฉลียวฉลาด แต่ต้องรักษาสมดุลอำนาจระหว่างขุนนางและเหล่าพระโอรสอยู่เสมอ รักและตามใจเหลียงเฟิ่งซีอย่างที่สุด

ฮองเฮาเซียวเยว่ซิน พระมารดาของนางเอก มาจากตระกูลแม่ทัพใหญ่เซียว เป็นสตรีที่ฉลาด อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ รักและปกป้องลูกๆ ยิ่งชีวิต

เหลียงจื่อเซวียน (รัชทายาท) พระเชษฐาองค์โต ร่วมพระมารดากับนางเอก เป็นคนซื่อตรง สุขุม มีความสามารถ แต่ขาดความเฉียบขาดในการรับมือกับกลอุบายในวังหลัง รักน้องสาวมาก

เหลียงจื่อโม่ (องค์ชายแปด) พระเชษฐาร่วมพระมารดากับนางเอก มีนิสัยรักสันโดษ ไม่สนใจการเมือง ชอบศิลปะและการดีดพิณ แต่มีความคิดลึกซึ้งและคอยสนับสนุนพี่น้องอยู่เงียบๆ

เหลียงจื่อเทียน (องค์ชายรอง) โอรสของลี่กุ้ยเฟย มีนิสัยทะเยอทะยาน เปิดเผย แสดงความต้องการในบัลลังก์อย่างชัดเจน มักจะสร้างปัญหาให้รัชทายาทเสมอ

เหลียงจื่อหาน (องค์ชายสี่) โอรสของเสียนเฟย ภายนอกดูอ่อนโยนเหมือนบัณฑิต แต่ภายในซ่อนความอำมหิตและเจ้าเล่ห์ไว้ เป็นคู่ต่อสู้ที่รับมือยากที่สุดคนหนึ่ง

เหลียงจื่อเฟิง (องค์ชายห้า) โอรสของเต๋อผิน มีนิสัยวู่วาม ใจร้อน ถูกชักจูงได้ง่าย มักจะเป็นเครื่องมือให้องค์ชายคนอื่นใช้งาน

ตัวละครสำคัญอื่นๆ

โม่เฉิน (เงาลำดับหนึ่ง) ชายหนุ่มลึกลับ อดีตทาสที่นางเอกช่วยชีวิตไว้ตอนอายุ 7 ขวบ และฝึกฝนจนกลายเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งขององค์กรเงา เป็นคนที่ภักดีต่อนางเอกที่สุด พูดน้อยต่อยหนัก เป็นแขนขาและเงาที่แท้จริงของเหลียงเฟิ่งซี

เวินหลิวเฟิง หมอเทวดาอายุน้อย เจ้าของหอโอสถที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง มีสติปัญญาหลักแหลม มองคนทะลุปรุโปร่ง สนใจในความผิดปกติขององค์หญิงเฟิ่งซีตั้งแต่ยังเด็ก และกลายเป็นสหายต่างวัยที่รู้ใจกัน

เย่หลิงอวิ๋น บุตรชายของแม่ทัพใหญ่เย่ เป็นคนตรงไปตรงมา เก่งกาจด้านการรบ เป็นสหายเล่นกับเหล่าองค์ชายมาตั้งแต่เด็ก และรู้สึกประทับใจในความฉลาดเกินวัยขององค์หญิงน้อย

องค์กรนักฆ่า

ประมุข หลิง (เหลียงเฟิ่งซี)

สมาชิกระดับสูง เงาลำดับหนึ่ง (โม่เฉิน) เงาลำดับสอง (สตรีผู้เชี่ยวชาญการใช้พิษและการปลอมตัว) เงาลำดับสาม (บุรุษผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองและเครือข่าย) และอื่นๆ ที่จะปรากฏในเรื่อง

ระดับภารกิจนักฆ่า แบ่งตามระดับความยาก สีขาว (ง่ายสุด), สีเขียว (ง่าย), สีเหลือง (ปานกลาง), สีแดง (ยาก), สีม่วง (ยากมาก), สีดำ (ภารกิจระดับสะเทือนแผ่นดิน)

อัพวันละ 1 ตอน ฝากติดตามด้วยน้าาา เรื่องนี้มี E-BOOK แล้วน้าาา

หรือสามารถซื้อเล่มที่ 1 ได้ที่ https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMjY3MDk2NSI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjM5MDczNyI7fQ

E-BOOK เล่ม 2 https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMjY3MDk2NSI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjM5MTYyNCI7fQ

E-BOOK เล่ม 3 https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMjY3MDk2NSI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjM5MjE5MyI7fQ

เริ่ม 23/08/2025

ตอนที่ 1

คมมีดสั้นสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายวูบสุดท้าย ก่อนจะถูกเก็บเข้าฝักอย่างไร้เสียง

เบื้องหน้าของ “หลิง” คือภารกิจที่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ร่างของเป้าหมายนอนแน่นิ่งจมกองเลือดอยู่บนพรมเปอร์เซียราคาแพง

เธอยืนนิ่งท่ามกลางสายลมบนยอดตึกระฟ้า ทอดสายตามองแสงไฟระยิบระยับของมหานครเบื้องล่าง โลกทั้งใบที่ดูเหมือนจะอยู่ในกำมือของเธอ

ทว่า…ความเจ็บปวดที่ไม่คุ้นเคยกลับบีบรัดหัวใจอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน มันคือการทรยศจากภายในร่างกายของเธอเอง

น่าขันสิ้นดี…

นักฆ่าผู้ไม่เคยพลาดพลั้ง กลับต้องมาจบชีวิตลงเพราะความล้มเหลวของอวัยวะที่เรียกว่าหัวใจ สติสัมปชัญญะของเธอดับวูบลง พร้อมกับภาพสุดท้ายของโลกที่เคยรู้จัก…

“ฝ่าบาทเพคะ…ทอดพระเนตรดวงตาของนางสิ”

เสียงอ่อนหวานนุ่มนวลปลุกสติที่แตกสลายให้กลับมารวมตัวกันช้าๆ หลิงพยายามขยับเปลือกตาที่หนักอึ้ง ภาพแรกที่เห็นพร่าเลือน แต่เสียงที่ได้ยินนั้นชัดเจนและเปี่ยมด้วยความปีติยินดี

“งดงาม…งดงามอย่างที่เราคิดไว้ไม่มีผิด”

เสียงทุ้มกังวานทรงอำนาจดังขึ้นตอบรับ บุรุษผู้หนึ่งขยับเข้ามาใกล้ขึ้น ทำให้ภาพในสายตาของเธอชัดเจนขึ้นเล็กน้อย เขาคือบุรุษรูปงามในอาภรณ์ลายมังกร

“ดวงตาของนางใสกระจ่างดุจน้ำในฤดูสารท แต่กลับมีความลุ่มลึกบางอย่างซ่อนอยู่…ราวกับเก็บงำเรื่องราวมานับพันปี”

“ฝ่าบาททรงช่างจินตนาการเหลือเกินนะเพคะ”

สตรีเจ้าของอ้อมแขนอันอบอุ่นหัวเราะร่า นางคือสตรีที่งดงามอย่างหาที่เปรียบมิได้ แม้ใบหน้าจะซีดเซียวจากการคลอดบุตร แต่กลับยิ่งขับเน้นความงามอันเปราะบางน่าทะนุถนอม

“เฟิ่งซีน้อยเพิ่งจะลืมตาดูโลกได้ไม่นาน จะไปมีความลุ่มลึกมาจากที่ใดกัน”

“ชื่อเฟิ่งซี…เจ้าชอบหรือไม่?” ฮ่องเต้ตรัสถามอย่างอ่อนโยน “พญาหงสาแห่งรุ่งอรุณ เราหวังว่าชีวิตของนางจะสดใสและยิ่งใหญ่ดุจพญานกในตำนาน”

“เป็นชื่อที่ไพเราะยิ่งเพคะ” ฮองเฮาเซียวเยว่ซินตอบรับ “แต่หม่อมฉันไม่ได้หวังให้นางต้องยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น ขอเพียงนางมีชีวิตที่สงบสุขและปลอดภัย…ก็เพียงพอแล้วสำหรับคนเป็นแม่”

“เยว่ซิน…” ฮ่องเต้ถอนหายใจเบาๆ พระองค์ประทับลงข้างๆ พระแท่นบรรทม ยื่นพระหัตถ์ไปสัมผัสแก้มนุ่มของทารกน้อย “เจ้ารู้ดีว่าในวังหลวงแห่งนี้…ความสงบสุขคือสิ่งที่หาได้ยากที่สุด”

ถูกต้อง… หลิงคิดในใจขณะทำได้เพียงส่งเสียงอ้อแอ้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดมาเป็นธิดาของฮ่องเต้และฮองเฮา

ฮ่องเต้ตรัสต่อ “การถือกำเนิดของเฟิ่งซีทำให้ตระกูลเซียวของเจ้ามีบารมีเพิ่มขึ้นอีกขั้น ในสายตาของขุนนางบางกลุ่ม…โดยเฉพาะฝ่ายของตระกูลเจี่ย…นี่อาจไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนัก”

“ฝ่าบาททรงกังวลว่าพวกเขาจะมองว่าฝ่ายทหารกำลังมีอำนาจมากเกินไปหรือเพคะ?” ฮองเฮาถามกลับอย่างเข้าใจสถานการณ์

“เราไม่ได้กังวลเรื่องนั้น แต่เรากังวลถึงความปลอดภัยของเจ้ากับลูก” ฮ่องเต้ตรัสเสียงเรียบ “อำนาจมักนำมาซึ่งความริษยา และความริษยา…คือยาพิษที่ร้ายกาจที่สุดในวังหลัง”

บทสนทนาของทั้งสองหยุดลงเมื่อมีเสียงขันทีประกาศจากหน้าห้อง

“ทูลฝ่าบาท ทูลฮองเฮา หมอหลวงหวังขอเข้าเฝ้าเพื่อตรวจชีพจรพ่ะย่ะค่ะ”

“ให้เข้ามา”

หมอหลวงหวังเป็นชายชราผมสีดอกเลาที่เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าแต่แววตากลับฉายประกายแห่งปัญญา เขาโค้งคำนับอย่างนอบน้อมก่อนจะเข้าไปตรวจชีพจรของฮองเฮาอย่างระมัดระวัง

“พระวรกายของฮองเฮาฟื้นตัวได้ดีมากพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่ยังต้องพักผ่อนให้มาก” เขากล่าวสรุป ก่อนจะหันมามองทารกน้อย “ขอพระราชทานพระอนุญาตตรวจพระวรกายองค์หญิงน้อยพ่ะย่ะค่ะ”

เมื่อได้รับอนุญาต เขาก็ค่อยๆ สัมผัสชีพจรที่ข้อมือเล็กจิ๋วของเฟิ่งซีอย่างเบามือ ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ

“ชีพจรขององค์หญิง…หนักแน่นและมั่นคงอย่างน่าประหลาดพ่ะย่ะค่ะ แข็งแรงเกินทารกแรกเกิดทั่วไปนัก” เขากล่าวพลางเงยหน้าขึ้นสบตากับเฟิ่งซี “และดวงตาของพระองค์…ช่างมองตามการเคลื่อนไหวของกระหม่อมไม่วางตาเลย”

ชายชราผู้นี้ช่างสังเกต…อันตราย หลิงคิดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแสร้งทำเป็นทารกทั่วไป หันหน้าหนี ทำเสียงอ้อแอ้ และยกมือน้อยๆ ขึ้นขยี้ตาตัวเอง

ฮองเฮาเซียวเยว่ซินแย้มสรวล “ท่านหมอคงหมายความว่าลูกสาวของข้าเป็นเด็กที่แข็งแรงและตื่นตัวสินะ”

“พ่ะย่ะค่ะ…ตื่นตัวอย่างยิ่ง” หมอหลวงหวังตอบรับพร้อมรอยยิ้มที่มีความหมาย ก่อนจะถอยกลับไปอย่างสงบเสงี่ยม

ยังไม่ทันที่บรรยากาศจะกลับมาเป็นปกติ เสียงประกาศของขันทีก็ดังขึ้นอีกครั้ง “ทูลฝ่าบาท ทูลฮองเฮา…ลี่กุ้ยเฟยขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”

แววตาของฮองเฮาไหววูบไปเพียงเล็กน้อย ขณะที่ฮ่องเต้ขมวดพระขนงมุ่น

กลิ่นเครื่องหอมฉุนเจือด้วยกลิ่นอำนาจจางๆ ลอยนำมาก่อนที่เจ้าของร่างอรชรในอาภรณ์สีแดงเพลิงจะก้าวเข้ามา นางย่อกายถวายพระพรอย่างงดงามสมบูรณ์แบบ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่สดใสราวกับดวงตะวัน

“หม่อมฉันขอแสดงความยินดีกับฝ่าบาทและฮองเฮาจากใจจริงเพคะ” นางกล่าวพลางให้สัญญาณนางกำนัลให้นำหีบไม้ล้ำค่าเข้ามา “นี่คือสลักชื่อทองคำที่หม่อมฉันสั่งทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อรับขวัญองค์หญิงน้อย ขอให้นางมีพระชนมายุยืนยาวและเป็นที่รักใคร่ของทุกคนนะเพคะ”

“ขอบใจกุ้ยเฟยมาก” ฮองเฮาตอบรับพลางพยักหน้าให้นางกำนัลของตนไปรับของขวัญนั้นมาถือไว้ โดยไม่ยอมให้เข้าใกล้พระแท่นบรรทม

ลี่กุ้ยเฟยทำเป็นไม่สังเกตเห็น นางขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกเล็กน้อย “ช่างน่าเอ็นดูเหลือเกิน…ผิวพรรณขาวผ่องราวกับหยกเนื้อดีที่สุด โดยเฉพาะดวงตาคู่นี้…ช่างฉายแววเฉลียวฉลาดนักนะเพคะ มองดูแล้วราวกับว่าองค์หญิงน้อยทรงเข้าพระทัยในทุกถ้อยคำที่เราสนทนากันอยู่”

“ลูกชายของเจ้า…องค์ชายรอง…ก็ฉายแววเฉลียวฉลาดแต่เล็กมิใช่หรือ?” ฮองเฮาถามกลับด้วยรอยยิ้ม “นับเป็นวาสนาของราชวงศ์ต้าเหลียงที่มีโอรสธิดาที่เปี่ยมด้วยสติปัญญา”

“ฮองเฮาตรัสถูกแล้วเพคะ” ลี่กุ้ยเฟยรับคำอย่างไม่ยอมแพ้ “บุตรชายของหม่อมฉันก็เป็นเช่นนั้น บัณฑิตหลวงเคยกล่าวไว้ว่า เด็กที่ฉลาดแต่กำเนิด…มักจะเป็นผู้ที่มีความทะเยอทะยานสูงส่งเพคะ”

คำพูดนั้น…เปรียบเสมือนคมมีดที่ซ่อนอยู่ใต้กลีบบุปผา บรรยากาศพลันเย็นเยียบลงในทันที

แต่ก่อนที่สงครามน้ำลายจะปะทุขึ้น…

“อุแว้! แง…”

เสียงร้องไห้ที่ดังลั่นอย่างไม่พอใจของเหลียงเฟิ่งซีก็ทำลายทุกสิ่งลง ร่างเล็กๆ เบือนหน้าหนีจากลี่กุ้ยเฟยอย่างชัดเจน ก่อนจะซุกใบหน้าเข้าหาอ้อมอกของผู้เป็นมารดา เป็นการกระทำที่แสดงออกถึงการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง

ฮ่องเต้เหลียงเจิ้นทรงพระสรวลออกมาเสียงดัง “ดูเหมือนว่าธิดาของเราจะหวงตัวอยู่สักหน่อยนะกุ้ยเฟย นางคงยังไม่คุ้นเคยกับกลิ่นหอมของเจ้า”

รอยยิ้มของลี่กุ้ยเฟยค้างเติ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว “เป็นหม่อมฉันที่คิดน้อยไปเองเพคะ เช่นนั้น…ไม่ขอรบกวนเวลาพักผ่อนของฮองเฮาและองค์หญิงน้อยแล้ว หม่อมฉันขอทูลลาเพคะ”

เมื่อร่างในอาภรณ์สีแดงเพลิงลับหายไปหลังบานประตู ฮ่องเต้จึงหันมาตรัสกับฮองเฮาด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปจากเดิม

“กลิ่นเครื่องหอมของนาง…รุนแรงเกินไปสำหรับเด็กทารก”

“เพคะ” ฮองเฮาเซียวเยว่ซินตอบรับ “หม่อมฉันจะกำชับพวกนางกำนัล ให้ตรวจตราของทุกสิ่งที่จะนำเข้ามาในตำหนักนับแต่นี้ไปให้ถี่ถ้วนยิ่งขึ้น”

“ฝากเจ้าแล้วนะ…เยว่ซิน” พระสุรเสียงของฮ่องเต้แฝงไว้ด้วยความนัยที่หนักอึ้ง

ฮองเฮาเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรของสวามี ดวงตาอ่อนโยนของพระนางบัดนี้กลับทอประกายเด็ดเดี่ยวราวกับเหล็กกล้าที่ถูกเผาไฟ

“ขอเพียงฝ่าบาททรงเชื่อใจในตัวหม่อมฉัน…ก็พอแล้วเพคะ”

ตอนที่ 2

สองปีผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับความฝัน องค์หญิงเหลียงเฟิ่งซีเจริญพระชันษาขึ้น จากทารกน้อยในอ้อมแขน กลายเป็นเด็กหญิงพระองค์น้อยที่สามารถวิ่งเล่นไปได้ทั่วตำหนักคุนหนิง

ความน่ารักน่าชังและความเฉลียวฉลาดเกินวัยของพระนางเป็นที่เลื่องลือไปทั่ววังหลวง กลายเป็นดั่งดวงใจของฮ่องเต้และฮองเฮาอย่างแท้จริง

ภายในหอราชศึกษาอันเงียบสงบ กลิ่นหมึกและกระดาษลอยอบอวลอยู่จางๆ ฮ่องเต้เหลียงเจิ้นขมวดพระขนงแน่นขณะทอดพระเนตรฎีกาฉบับหนึ่งในพระหัตถ์

บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่กดดัน เบื้องหน้าของพระองค์คือแม่ทัพใหญ่เซียวฉีซาน ผู้เป็นทั้งขุนนางคู่ใจและพระสัสสุระ

“ท่านแม่ทัพใหญ่ เรื่องนี้ท่านมีความเห็นว่าอย่างไร?” ฮ่องเต้ตรัสถามขึ้น น้ำพระสุรเสียงแฝงไว้ด้วยความไม่สบายพระทัย “เงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งที่ส่งไปยังเป่ยโจว หายไประหว่างทางถึงสามในสิบส่วน นี่ไม่ใช่ครั้งแรก และจำนวนที่หายไปก็เพิ่มมากขึ้นทุกครั้ง”

เซียวฉีซานยืนนิ่งสงบดุจขุนเขา ใบหน้ากรำศึกของเขาเรียบเฉย

“ทูลฝ่าบาท เรื่องนี้เห็นได้ชัดว่ามีหนอนบ่อนไส้อยู่ในกรมคลังหลวงพ่ะย่ะค่ะ เงินจำนวนมากถึงเพียงนี้ ไม่มีทางหายไปโดยไร้ร่องรอยหากไม่มีขุนนางระดับสูงให้ความร่วมมือ”

“เราก็คิดเช่นนั้น” ฮ่องเต้พิงพระองค์กับพนักเก้าอี้ลายมังกร ก่อนจะยกฎีกาอีกฉบับขึ้นมา “ฎีกาฉบับนี้มาจากเจ้าเมืองเป่ยโจวโดยตรง เขาเขียนบรรยายสภาพความอดอยากของราษฎรมาอย่างน่าเวทนา ประโยคสุดท้ายเขาเขียนว่าหากฝนฟ้ายังไม่เมตตา เหล่าประชายังพอทนได้ แต่หากราชสำนักไร้ความเมตตา กระดูกของพวกเขาคงได้กลายเป็นปุ๋ยให้แผ่นดินในไม่ช้า…ช่างเป็นถ้อยคำที่บาดลึกหัวใจของเรานัก”

“ฝ่าบาททรงเมตตาพ่ะย่ะค่ะ” เซียวฉีซานกล่าว “แต่หนอนบ่อนไส้เหล่านี้มันไม่เคยมีความเมตตาต่อผู้ใด”

“คนที่คุมกรมคลังอยู่ตอนนี้คือเสนาบดีจ้าว…น้องชายแท้ๆ ของลี่กุ้ยเฟย” ฮ่องเต้ตรัสอย่างชั่งใจ “เราเคยส่งคนไปสืบดูแล้ว แต่เจ้าจิ้งจอกเจ้าเล่ห์นั่นรอบคอบยิ่งนัก ไม่เคยทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้ให้จับได้เลย การจะสืบสวนเขาโดยไม่มีหลักฐานที่แน่นหนาพอ เกรงว่า…”

“…เกรงว่าตำหนักในจะลุกเป็นไฟพ่ะย่ะค่ะ” เซียวฉีซานต่อประโยคให้จบอย่างตรงไปตรงมา “ลี่กุ้ยเฟยและองค์ชายรองจะต้องออกมาโวยวายหาว่าฝ่าบาททรงลำเอียงเข้าข้างตระกูลเซียวเป็นแน่”

ทั้งห้องตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิด ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมานอกจากเสียงพู่กันด้ามเล็กที่ขูดขีดเบาๆ อยู่บนแผ่นกระดาษบริเวณมุมห้อง

เด็กหญิงตัวน้อยในอาภรณ์สีชมพูอ่อนราวกลีบบุปผากำลังนั่งเล่นอยู่อย่างเงียบเชียบ

นางคือองค์หญิงเหลียงเฟิ่งซี พระธิดาองค์เดียวที่ฮ่องเต้โปรดปรานอนุญาตให้เข้ามาวิ่งเล่นในสถานที่สำคัญแห่งนี้ได้

ทันใดนั้น เสียงเล็กๆ ราวกับเสียงกระดิ่งเงินก็ดังขึ้นทำลายความเคร่งเครียดนั้น

“หนอน…กินเสาเรือน”

ฮ่องเต้และแม่ทัพใหญ่หันขวับไปมองที่ต้นเสียงพร้อมกัน องค์หญิงน้อยยังคงก้มหน้าก้มตาละเลงหมึกลงบนกระดาษ แต่คำพูดเมื่อครู่นั้นชัดเจน

“เฟิ่งซี…เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอะไรนะลูก?” ฮ่องเต้ตรัสถามอย่างประหลาดพระทัย

องค์หญิงน้อยเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตของนางมองตรงไปยังฎีกาในพระหัตถ์ของพระบิดา ก่อนจะชี้ไปยังเสาต้นใหญ่ที่แกะสลักลวดลายมังกรอย่างวิจิตรกลางห้อง

“เสา…ใหญ่มาก” นางกล่าวช้าๆ ก่อนจะหันกลับมาชี้ที่ฎีกา “หนอน…ตัวเล็กนิดเดียว แต่กินเสาใหญ่ๆ…พังได้”

คำพูดที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาของเด็กสองขวบ กลับเปรียบเสมือนค้อนหนักที่ทุบลงกลางใจของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสอง

เซียวฉีซานเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง ขณะที่ฮ่องเต้เหลียงเจิ้นถึงกับทรงพระสรวลออกมาเสียงดังลั่นหอราชศึกษา

“ฮ่าๆๆๆ! ถูกต้อง! ถูกต้องที่สุด! หนอนตัวเล็ก…แต่กินเสาเรือนจนพังได้! ท่านแม่ทัพใหญ่ ท่านได้ยินหรือไม่ ธิดาของเรายังมองออกเลยว่าปัญหานี้ร้ายแรงเพียงใด! ดี! พูดได้ดีมาก! หนอนตัวนี้เราจะต้องขุดมันออกมาให้ได้…ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม!”

วันเดียวกันในยามโหย่ว ณ ตำหนักคุนหนิง

ฮองเฮาเซียวเยว่ซินกำลังใช้ผ้าไหมเนื้อนุ่มเช็ดมือเล็กๆ ที่เปรอะเปื้อนหมึกของพระธิดาอย่างอ่อนโยน

“วันนี้เจ้าไปพูดอะไรให้เสด็จพ่อของเจ้าฟังที่หอราชศึกษาหรือ เฟิ่งซีน้อย?” พระนางตรัสถามเรียบๆ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความกังวล “ฝ่าบาทกลับมาถึงก็มีรับสั่งให้เรียกประชุมสภาจวินจีอย่างเร่งด่วน บรรยากาศดูจริงจังกว่าทุกครั้ง”

เฟิ่งซีเอียงคอทำท่าไร้เดียงสา “หนอนไม่ดีเพคะ ท่านแม่”

ฮองเฮาถอนหายใจแผ่วเบา พระนางหันไปกล่าวกับนางกำนัลคนสนิทที่ยืนอยู่ใกล้ๆ

“ซูเม่ย…เจ้าเห็นหรือไม่”

“เห็นเพคะ ฮองเฮา” ซูเม่ยตอบรับเสียงเบา

“ความฉลาดที่ปรากฏเร็วเกินไป” ฮองเฮาตรัสต่อพลางลูบผมที่อ่อนนุ่มของธิดา “ในสถานที่แห่งนี้…มันอาจเป็นได้ทั้งพรสวรรค์และคำสาป ข้าเกรงว่าต่อจากนี้ไป…จะมีสายตาอีกหลายคู่จับจ้องมาที่ลูกของเราอย่างแน่นอน”

คืนนั้นในยามไฮ่ เมื่อทั้งวังหลวงตกอยู่ในความหลับใหล ดวงตาที่เคยไร้เดียงสาของเฟิ่งซีกลับเบิกโพลงขึ้นในความมืด ร่างกายของเด็กสองขวบนี้ช่างน่าอึดอัดและจำกัดเสรีภาพของเธอยิ่งนัก แต่โชคดี…ที่วิญญาณของเธอนั้นเป็นอิสระ

ร่างเล็กๆ ในชุดนอนหายวับไปจากเตียงนอนที่อบอุ่น ก่อนจะไปปรากฏขึ้นบนพื้นหินที่เย็นเฉียบและอับชื้นของอุโมงค์ลับใต้ดินที่เธอค้นพบเมื่อปีก่อน นี่คืออาณาจักรที่แท้จริงของเธอ

เฟิ่งซีเริ่มเคลื่อนที่ไปตามความมืดอย่างเงียบกริบ การควบคุมพลังของเธอแนบเนียนและเป็นธรรมชาติขึ้นทุกวัน การเคลื่อนย้ายในระยะสั้นๆ เช่นนี้ไม่สิ้นเปลืองพลังกายของเธออีกต่อไป

เธอตั้งใจจะสำรวจเส้นทางใหม่ที่แยกออกไปทางทิศตะวันตก

แต่แล้ว…เสียงบางอย่างก็ลอยมาตามลม ทำให้ร่างเล็กๆ หยุดชะงัก มันเป็นเสียงสะอื้นขาดห้วงที่ดังขึ้นในลำคอ และเสียงกระซิบที่เกรี้ยวกราดของบุรุษสองคน

เธอเคลื่อนย้ายตัวเองไปหลบอยู่หลังกองลังไม้เก่าๆ ทันที

“…มันได้ยินตอนที่ท่านเจ้ากรมสั่งงานข้าเมื่อวานเรื่องบัญชีเงา ปล่อยไว้ไม่ได้เด็ดขาด!” เสียงของขันทีอาวุโสคนหนึ่งดังขึ้นอย่างอำมหิต

“แต่จะจัดการที่นี่หรือขอรับหัวหน้า? หากมีคนมาพบเข้า…” เสียงที่อ่อนกว่าตอบกลับอย่างลังเล

“โง่เง่า! โยนมันลงไปในบ่อร้างท้ายอุโมงค์นั่นปะไร!” หัวหน้าขันทีตวาด “ใครจะไปสนใจขันทีรับใช้ชั้นต่ำที่หายไปสักคนกัน! จัดการมันซะ!”

เฟิ่งซีชะโงกหน้าออกไปมองเล็กน้อย เห็นร่างของเด็กหนุ่มรุ่นกระทงผู้หนึ่ง น่าจะอายุราวสิบสองสิบสามปีกำลังถูกลากไป ปากของเขาถูกอุดไว้ด้วยเศษผ้า เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

บัญชีเงา…เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินช่วยเหลือที่หายไปเป็นแน่ ดวงตาของเฟิ่งซีทอประกายเย็นเยียบ และเด็กคนนี้…คือพยาน

เธอก้มลงหยิบก้อนหินขนาดพอดีมือเล็กๆ ของเธอขึ้นมา มันมีน้ำหนักเบาหวิว แต่สำหรับเธอ…มันก็เพียงพอแล้ว

เฟิ่งซีจับจ้องไปยังร่างของขันทีผู้เป็นหัวหน้าที่กำลังลากเด็กหนุ่มเคราะห์ร้ายเข้าไปในเงามืดเบื้องหน้า ที่ปลายทางนั้นคือปากบ่อที่มืดมิดไร้ก้นบึ้ง…

ตอนที่ 3

นางเคลื่อนย้ายพริบตาเดียวไปอยู่บนขื่อไม้เก่าๆ ด้านบน มองลงไปยังฉากเบื้องล่าง ขันทีทั้งสองกำลังลากร่างของเด็กหนุ่มที่ดิ้นรนขัดขืนอย่างเงียบๆ ตรงไปยังปากบ่อร้างที่มืดมิดเบื้องหน้า

ต้องลงมือแล้ว

เฟิ่งซีประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ด้วยร่างกายของเด็กสองขวบนี้ การจะสู้ซึ่งหน้ากับบุรุษสองคนเป็นไปไม่ได้ แต่สำหรับนักฆ่า…การต่อสู้ซึ่งหน้าคือทางเลือกสุดท้ายของผู้ไร้ความสามารถเสมอ

นางเพ่งสมาธิไปที่ก้อนหินในมือ คำนวณระยะทางและองศาอย่างแม่นยำ ในชาติก่อน นางเคยสังหารเป้าหมายที่อยู่ไกลกว่านี้ร้อยเท่าด้วยใบไม้เพียงใบเดียว ก้อนหินในมือนี้จึงเหลือเฟือ

ในจังหวะที่หัวหน้าขันทีเงื้อมือจะสับลงบนท้ายทอยของอันยู่เพื่อทำให้สลบ…

ฟุ่บ!

ก้อนหินเล็กๆ พุ่งแหวกอากาศไปอย่างไร้เสียง มันกระทบเข้าที่จุดตายบริเวณท้ายทอยของหัวหน้าขันทีอย่างแม่นยำ

“อึ่ก!”

เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นอย่างไม่คาดฝัน ร่างของหัวหน้าขันทีสะท้านเฮือก ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อ ก่อนจะทรุดกายลงกับพื้นอย่างช้าๆ ไร้ซึ่งลมหายใจ

“หัว…หัวหน้า!” ลูกน้องของมันร้องออกมาเสียงสั่น ก่อนจะรีบหันขวับไปรอบตัวอย่างหวาดระแวง “ใคร! ใครอยู่ตรงนั้น!”

ความมืดและเสียงสะท้อนของตัวเองคือคำตอบเดียวที่เขาได้รับ ความเย็นเยียบแล่นวาบขึ้นมาตามสันหลังจนเข้าเกาะกุมหัวใจ ขันทีผู้นั้นปล่อยมือจากอันยู่ทันที ก่อนจะชักมีดสั้นที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อออกมาถือไว้มั่น

“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นใคร!” เขาตะโกนข่มขวัญ “แต่ถ้าไม่อยากตายก็ไสหัวออกมาซะ!”

ขันทีผู้เคราะห์ร้ายรีบถอดผ้าที่อุดปากออก พลางถอยร่นไปจนแผ่นหลังติดกับผนังอุโมงค์ที่เย็นเฉียบ ดวงตาของเขาสอดส่ายไปมาด้วยความสับสนและหวาดกลัว…เกิดอะไรขึ้น?

ยังเหลืออีกหนึ่ง…ต้องจัดการแบบเงียบที่สุด เฟิ่งซีคิดในใจ

ร่างเล็กๆ ของนางหายไปจากขื่อไม้ ก่อนจะไปปรากฏขึ้นด้านหลังของขันทีที่กำลังตื่นตระหนก นางโน้มตัวเข้าไปใกล้หูของมัน แล้วกระซิบด้วยเสียงของเด็กน้อยที่เยียบเย็นราวกับน้ำแข็ง

“ยมทูต…”

“เฮือก!” ขันทีผู้นั้นสะดุ้งสุดตัว มันหันควับกลับไปแทงมีดใส่ความว่างเปล่าข้างหลังอย่างบ้าคลั่ง “ใครน่ะ! ออกมานะ!”

ปึง!

เสียงก้อนหินกระทบผนังดังขึ้นจากอีกฟากของอุโมงค์

ขันทีผู้นั้นหันขวับไปยังต้นเสียงด้วยความตื่นกลัวสุดขีด มันก้าวถอยหลังอย่างไม่ระวัง…จนไปสะดุดเข้ากับร่างของหัวหน้าที่นอนอยู่

“อ๊าก!”

มันร้องลั่นขณะที่เสียหลักหงายหลังลงไป ความโชคร้ายก็บังเกิดเมื่อมือที่ถือมีดสั้นอยู่นั้นถูกกระแทกเข้ากับพื้นหิน ทำให้ปลายมีดแหลมคมสะท้อนกลับ ทิ่มทะลุกลางแผ่นหลังของมันเองอย่างพอดิบพอดี ดวงตาของมันเบิกโพลงเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะแน่นิ่งไป

ขันทีหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายตัวแข็งทื่อ ลมหายใจของเขาติดขัดอยู่ในลำคอ เขามองเห็นเพียงร่างของขันทีสองคนที่นอนแน่นิ่งอยู่เบื้องหน้า และได้ยินเพียงเสียงหยดน้ำที่หยดลงบนพื้นหินเป็นจังหวะ

…ติ๋ง…ติ๋ง…

ในความมืดมิดนั้น…เสียงฝีเท้าเล็กๆ ก็ดังขึ้น

เงาร่างเล็กๆ ค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากมุมมืด ร่างนั้นเดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าร่างไร้วิญญาณทั้งสองอย่างสงบนิ่ง แสงจันทร์ที่ส่องลอดลงมาจากช่องอากาศเล็กๆ ด้านบนกระทบร่างนั้น

เผยให้เห็น…เด็กหญิงตัวน้อยในชุดนอนผ้าไหมสีชมพูอ่อน

ขันทีหนุ่มเบิกตากว้างจนแทบถลนออกมาจากเบ้า…องค์หญิง! องค์หญิงเหลียงเฟิ่งซี!

ความคิดอันน่าเหลือเชื่อแล่นผ่านเข้ามาในสมองของเขาจนทำให้ขนลุกชันไปทั้งตัว

เฟิ่งซีหันมามองอันยู่ที่นั่งตัวสั่นอยู่กับพื้น ดวงตากลมโตที่เคยดูไร้เดียงสาในยามกลางวัน บัดนี้กลับนิ่งสงบและลึกล้ำราวกับห้วงอเวจีที่ไร้ก้นบึ้ง

“เจ้าชื่ออะไร”

“อะ…อัน…อันยู่พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีน้อยตอบเสียงตะกุกตะกัก

“อันยู่” เฟิ่งซีทวนคำ “เจ้าเห็นอะไรบ้าง”

อันยู่กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก สัญชาตญาณบอกให้เขารู้ว่าคำตอบต่อไปนี้จะตัดสินชะตาชีวิตของเขา

“กระ…กระหม่อมไม่เห็นอะไรเลยพ่ะย่ะค่ะ! ขันทีสองคนนี้ทะเลาะกันเรื่องส่วนแบ่งไม่ลงตัว…แล้วก็…ก็พลั้งมือฆ่ากันตายพ่ะย่ะค่ะ!”

“แล้วเจ้ามาทำอะไรที่นี่?” เสียงเล็กๆ ถามต่อ

อันยู่ลังเลไปชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจพูดความจริง

“กระหม่อม…สงสัยเรื่องบัญชีเบิกจ่ายของโรงครัวหลวงพ่ะย่ะค่ะ มันมีตัวเลขแปลกๆ อยู่หลายแห่ง กระหม่อมจึงแอบตามหัวหน้าหลี่มา…แล้วก็…”

“ดี” เฟิ่งซีพยักหน้าเบาๆ “คนขี้สงสัยที่ฉลาดมักเอาตัวรอดได้ แล้วศพสองศพนี้…เจ้าจะทำอย่างไรกับมัน?”

นี่คือบททดสอบสุดท้าย อันยู่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วตอบอย่างชัดเจน

“โยนลงบ่อร้างตามที่พวกมันตั้งใจพ่ะย่ะค่ะ ทำให้เหมือนพวกมันทำงานพลาดแล้วฆ่าปิดปากกันเองก่อนจะหนีไป กระหม่อมจะกลบร่องรอยทั้งหมด ไม่ให้ใครสืบสาวมาถึงที่นี่ได้พ่ะย่ะค่ะ”

แววตาของเฟิ่งซีปรากฏร่องรอยของความพึงพอใจขึ้นมาอย่างชัดเจน

“คนฉลาด…มักจะมีอายุยืนยาว” นางกล่าวเรียบๆ “ข้าช่วยชีวิตเจ้า…ดังนั้นชีวิตของเจ้าต่อจากนี้…เป็นของข้า”

อันยู่จ้องมองเด็กหญิงอายุสองขวบที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาอย่างตกตะลึง นี่ไม่ใช่สายตาหรือคำพูดของเด็กวัยสองขวบ แต่เป็นของผู้กุมอำนาจโดยแท้จริง

ความหวาดกลัวในใจของเขาค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความน่าเกรงขามอย่างสุดซึ้ง เขาก้มศีรษะลงกราบกับพื้นหินที่เย็นเฉียบอย่างไม่มีความลังเล

“ชีวิตของอันยู่…เป็นขององค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ! ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ หม่อมฉันก็จะไม่เสียดายชีวิต!”

“ดีมาก” เฟิ่งซีรับคำสาบานนั้น “นับแต่นี้ ชีวิตของเจ้าเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว”

นางมองไปยังศพทั้งสอง “จัดการศพพวกมันตามแผนที่เจ้าเสนอ”

“พ่ะย่ะค่ะ!”

“จากนั้นกลับไปที่ห้องพักของเจ้า ทำตัวตามปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ว่าใครถามอะไร จงทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น”

“พ่ะย่ะค่ะองค์หญิง!”

“พรุ่งนี้ยามเหม่า…” เฟิ่งซีกล่าวคำสั่งสุดท้าย “จงนำกาน้ำชาร้อนที่ดีที่สุดไปที่โรงปลูกพันธุ์ไม้หลวงด้านทิศตะวันออก…ข้ามีเรื่องจะสั่งเจ้าต่อ”

สิ้นคำพูด ร่างเล็กๆ ขององค์หญิงน้อยก็เลือนหายไปในความมืดราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้นมาก่อน ทิ้งให้อันยู่นั่งคุกเข่าอยู่เพียงลำพังกับร่างไร้วิญญาณสองร่าง

และความรู้สึกที่ทั้งน่าหวาดหวั่นและเปี่ยมด้วยความหวังอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...