โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

CISCE 2025 จีนเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำโลกด้านห่วงโซ่อุปทาน

China Media Group

อัพเดต 17 ก.ค. 2568 เวลา 02.36 น. • เผยแพร่ 17 ก.ค. 2568 เวลา 02.36 น.

CISCE 2025 จีนเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำโลกด้านห่วงโซ่อุปทาน

จีนประกาศเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำโลกด้านห่วงโซ่อุปทานผ่านการจัดงาน China International Supply Chain Expo (CISCE) ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–20 กรกฎาคม 2025 ที่กรุงปักกิ่ง

งานในครั้งนี้จัดขึ้นในหัวข้อ “Connecting the World for a Shared Future” มีองค์กรและบริษัทต่างๆ เข้าร่วม 651 บริษัทจาก 75 ประเทศ มีผู้แสดงสินค้าต่างชาติถึง 35% ร่วมจัดแสดงใน 6 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ การผลิตขั้นสูง พลังงานสะอาด ยานยนต์อัจฉริยะ เทคโนโลยีดิจิทัล คุณภาพชีวิตที่ดี เกษตรกรรมสีเขียว ในพิธีเปิด นายเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีนยืนยันว่า จีนจะยึดมั่นในหลักการ “การแบ่งปัน การเปิดกว้าง และผลประโยชน์ร่วมกัน” และย้ำบทบาทของจีนในการรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมโลกและห่วงโซ่อุปทานในยุคแห่งความไม่แน่นอน

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการประกาศ “Beijing Initiative” โดย China Council for the Promotion of International Trade (CCPIT) และพันธมิตรจากนานาชาติ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการส่งเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน สนับสนุนการค้าหลายฝ่ายตามกรอบ WTO ผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน และเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเกิดใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลควอนตัม (quantum information)

ความสำเร็จของ CISCE ครั้งนี้ยังสะท้อนผ่านการมีส่วนร่วมของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ อาทิ Nvidia Tesla Rio Tinto และ GE HealthCare ที่ต่างยกย่องบทบาทของตลาดจีนในฐานะแกนกลางของห่วงโซ่อุปทานโลก โดย Jensen Huang ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nvidia กล่าวว่า ระบบซัพพลายเชนของจีนคือสิ่งมหัศจรรย์ และยกย่องการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI ว่าเป็น “แรงผลักสำคัญของความก้าวหน้าโลก”

Tesla ระบุว่าโรงงานขนาดใหญ่ (Gigafactory) ที่เซี่ยงไฮ้สามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ทุก 30 วินาที โดยมีชิ้นส่วนกว่า 95% มาจากผู้ผลิตในประเทศจีน ขณะที่ GE HealthCare ระบุว่ามีการจัดซื้อจัดจ้างภายในจีนมากกว่า 1 หมื่นล้านหยวนต่อปี (45,000 ล้านบาท) และมีซัพพลายเออร์มากกว่า 1,000 ราย สนับสนุนห่วงโซ่อุปทานใน 4 ภูมิภาคหลักของประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีเสียงตอบรับจากผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) อย่างบริษัท Aledjo CNC Machining จากเซอร์เบีย ซึ่งระบุว่างาน CISCE ไม่ได้เป็นงานสำหรับองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังเปิดกว้างสำหรับผู้ประกอบการ SME มีโอกาสสร้างพันธมิตรใหม่กับทั้งบริษัทจีนและต่างชาติ

ขณะที่นักวิชาการอย่าง ศาสตราจารย์หวัง อี้เว่ย จาก Renmin University of China มองว่า CISCE คือ ภาพสะท้อนของ “สะพานแห่งความร่วมมือ” โดยเฉพาะในยุคที่ห่วงโซ่อุปทานต้องอาศัยความร่วมมือและพึ่งพากัน ไม่สามารถแยกตัวโดดเดี่ยวได้อีกต่อไป

CISCE 2025 เป็นสิ่งยืนยันว่าจีนไม่ได้ต้องการเป็นศูนย์กลางการผลิตเท่านั้น แต่ต้องการเป็นผู้ประสานห่วงโซ่อุปทานความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ที่พร้อมเชื่อมทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่อย่างมั่นคงและยั่งยืน

บทความ : ประวีณมัย บ่ายคล้อย

ภาพ : CGTN

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...