โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บ้านในฝันของคู่รักอเมริกัน สุดท้ายต้องขายทิ้ง เพราะสู้ ค่าใช้จ่ายแฝง ไม่ไหว

the Opener

เผยแพร่ 17 ก.ค. 2568 เวลา 16.13 น. • The Opener

Libertus Machinus

โควิดเป็นช่วงที่ทำให้คนจำนวนมากมองโลกเปลี่ยนไป และทำการตัดสินใจครั้งใหญ่ๆ ในชีวิต โดยการตัดสินใจหนึ่งที่สำคัญในช่วงนั้นสำหรับหลายคน คือ "การซื้อบ้าน"

ในประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา ช่วงโควิดระบาดระลอกแรกเป็นช่วงจังหวะของการซื้อบ้านที่ดีสุดๆ เพราะการ "ทำงานระยะไกล" ทำให้คนจำนวนมากให้ความสำคัญกับบ้านมากขึ้น พวกบ้านชานเมืองก็ราคาสูงขึ้น เพราะคนเริ่มตัดสินใจซื้อบ้านกันมากขึ้น ดังนั้น ถ้าจะซื้อก็อาจต้องรีบซื้อก่อนราคามันจะขึ้นไปมากกว่านี้ และอีกด้าน อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำอยู่นานก็เริ่มปรับตัวขึ้นโดยการปรับอัตราดอกเบี้ยสู้กับภาวะเงินเฟ้อของธนาคารสหรัฐตั้งแต่มีนาคม 2022 ทำให้คนอเมริกันเห็นว่า ถ้าซื้อบ้านช้ากว่านี้จะโดนอัตราดอกเบี้ยสูงได้ (อเมริกาสามารถกู้เงินซื้อบ้านในอัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดการผ่อนบ้านได้)

นี่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยที่เริ่มลงหลักปักฐานชัดเจน มีครอบครัว รู้สึกตัดสินใจไม่ยากเลยที่จะซื้อบ้านอยู่ในจังหวะนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิต

แต่มันจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกเหรอ? Business Insider ได้ไปสัมภาษณ์คู่รักชาวเท็กซัสที่ทำการตัดสินใจ"ซื้อบ้าน" หลังแรกในชีวิตในช่วงโควิดในเงื่อนไขอย่างที่ว่าในปี 2022 และในปี 2025 ทั้งคู่ก็ตัดสินใจว่าจะขายบ้านทิ้งและกลับไปเช่าบ้านอยู่เหมือนเดิมแล้ว

ทำไมทั้งคู่ถึงตัดสินใจแบบนั้น?

จริงๆ นี่อาจเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับ "ทุกคนที่อยากมีบ้าน" และเหล่าชนชั้นกลางที่ฝันอยากมีบ้านทั่วโลก ว่ามันมี "ราคาของการมีบ้าน" ที่สูงกว่าเงินที่ต้องผ่อนกับธนาคารในแต่ละเดือน และนั่นไม่ใช่ "เรื่องเล็กน้อย"

อย่างแรก ทั้งคู่ซื้อบ้านมือสองที่จะเรียกว่าแจ็คพ็อตก็ได้ ทั้งคู่ต้องเจออะไรสักอย่างเสียแทบทุกเดือน ไล่ตั้งแต่ท่อแก๊สรั่ว เครื่องปรับอากาศเสีย สระน้ำรั่ว ระบบเปิดประตูโรงรถอัตโนมัติเสีย และก็ปัญหาคลาสสิคอย่างท่อน้ำดีที่ฝังในกำแพงแตก

ปัญหาพวกนี้คนเคย"อยู่บ้านเก่า" คุ้นเคยดี และหลายๆ คนกัดฟันซ่อมหลายๆ อย่างรวดเดียวเพื่อจะได้ไม่ต้องซ่อมไปอีกหลายปี แต่คนซื้อบ้านมือสองแบบไม่มีประสบการณ์ก็มักจะมองโลกในแง่ดีว่า คงไม่มีอะไรเสียหรอก แต่ความเป็นจริงหลายคนก็จะเจอแบบที่คู่รักเท็กซัสเจอ ซึ่งเรื่องเงินก็คือปัญหาหนึ่ง เพราะเป็นรายจ่ายที่ไม่คาดคิด แต่ปัญหาที่หนักกว่าคือ ต้องเสียเวลาซ่อม ไม่ว่าจะซ่อมเองหรือนัดแนะและคุมช่าง มันรบกวน "เวลาทำงาน" แม้กระทั่งช่วงโควิดที่ทำงานอยู่กับบ้าน

คนที่มีประสบการอยู่บ้านจะรู้ดีว่า ของทุกอย่างในบ้านมีอายุขัยของมัน และถ้าเราไม่เปลี่ยนเมื่อมันหมดอายุขัย ไม่ใช่ว่ามันจะอยู่ไปได้เรื่อยๆ แต่มันคือระเบิดเวลาที่ไม่รู้จะระเบิดเมื่อไร และหลายๆ ครั้งมันระเบิดพร้อมๆ กัน ซึ่งก็สร้างความปวดหัวเอาเรื่องอยู่

ทั้งหมดนี้่จะไม่มีปัญหาเลยเวลาอยู่ "บ้านเช่า" เพราะทั่วๆ ไปเวลามีปัญหาอะไรแบบนี้ เราสามารถเรียก "เจ้าของบ้าน" ให้มาจัดการได้หมด

แต่ถ้าเป็นบ้านตัวเอง โดยทั่วไปเค้าจะมีสูตรเลยว่าให้สำรองเงิน 1-2% ของมูลค่าบ้านเอาไว้ต่อปี เพื่อเอาไว้จัดการ "สิ่งต่างๆ ที่จะพัง" ภายในบ้าน โดยถ้าเป็นอเมริกาเค้าก็จะบอกว่าสำรองเท่าไรขึ้นอยู่กับวัสดุบ้านและสภาพแวดล้อม (เช่น บ้านไม้ อยู่ในพื้นที่ชื้น ก็อาจต้องสำรองเงินเยอะหน่อย) แต่ทั่วๆ ไปก็นี่แหละครับคร่าวๆ

คนอาจมองว่า เอ้า แบบนี้ ถ้าเก็บเงิน 2% ของมูลค่าบ้านเป็นเวลา 50 ปี มันก็เหมือนเก็บเงินซื้อบ้านใหม่อีกหลังเลยเหรอเปล่า? คำตอบคือ ใช่ครับ เพราะบ้านจำนวนมากเค้าก็ให้เรามองว่าอายุขัยอาคารมันคือ 50 ปีน่ะแหละ ถ้าให้ดีคือทุบแล้วสร้างใหม่เลย แต่ถ้าไม่ทำแบบนั้น ก็ต้องจัดการพวก "งานระบบ" ต่างๆ ใหม่หมด เพราะมันหมดอายุขัยแล้ว

แต่ถามว่า "ค่าใช้จ่าย" หมดแค่นั้นหรือไม่? คำตอบคือ ไม่

ในอเมริกาและทั่วไปในโลก การมีบ้านหรือที่ดินเราต้องจ่าย"ภาษีทรัพย์สิน" (Property Tax) ด้วย โดยความคิดเค้าจะมองว่านี่เป็นเหมือน"ค่าส่วนกลาง" ในการอยู่ในเขตเทศบาล เงินส่วนนี้จะเอามาซ่อมถนนหนทางและสะพาน รวมถึงค่าสาธารณูปโภคต่างๆ และในอเมริกา เท็กซัสเป็นรัฐที่ถือว่าเก็บภาษีส่วนนี้โหดอยู่ เฉลี่ยคือ 1.3% แต่จะต่างกันไปตามเทศมณฑล (County) โดยในเคสนี้คู่รักอยู่ในเมืองฮูสตัน คือ โดนภาษีหนักระดับต้นๆ ของรัฐ

ทั้งหมดนี้ ถ้ามองย้อนโครงสร้างภาษี เราก็จะเห็นว่าเท็กซัสเป็นรัฐที่ไม่เก็บภาษีเงินได้ทั้งบุคคลธรรมและนิติบุคคล เพื่อดึงดูดให้คนมาลงทุน แต่ถามว่าเท็กซัสเอารายได้จากไหนมาบริหาร คำตอบคือ มาจากพวกภาษีทรัพย์สิน ซึ่งพวก "เจ้าของบ้าน" จะโดนเต็มๆ แบบที่คนเคยเช่าอยู่มาตลอดจะช็อคว่า มันเก็บหนักขนาดนี้เลยเหรอ?

เอาง่ายๆ คือ คนที่บ้านอยู่แคลิฟอร์เนีย ย้ายบ้านมาเท็กซัสจะงงในส่วนนี้กัน เพราะอัตราภาษีทรัพย์สินของเท็กซัสสูงกว่าแคลิฟอร์เนียเป็นเท่าตัว และนี่เลยทำให้ถึงราคาบ้านในเท็กซัสจะถูกกว่าแคลิฟอร์เนีย จนคนแห่มาซื้อ แต่เวลาต้องจ่ายภาษีทรัพย์สินก็อาจงง เพราะอาจต้องจ่ายแพงกว่าแคลิฟอร์เนีย ทั้งที่ราคาประเมินบ้านนั้นต่ำกว่า

และสุดท้ายที่น่าจะเป็น "ของแถม" ของสหรัฐอเมริกา คือ บ้านในสหรัฐอเมริกาทั่วไปเค้านิยมซื้อประกันภัย เพราะประเทศนี้มีภัยธรรมชาติบ่อย (ขณะเขียนนี้รัฐเท็กซัสกำลังมีน้ำท่วมใหญ่อยู่) ดังนั้น เค้าก็จะซื้อประกันภัยบ้านกันเป็นปกติ ซึ่งเบี้ยประกันทั่วๆ ไปคือต่างกันตามรหัสไปรษณีย์ โดยพวกบริษัทประกันก็จะคิดความเสี่ยงภัยธรรมชาติตามโซน ซึ่งในเท็กซัส คิดง่ายๆ ว่าปีหนึ่งจ่ายเงินค่าเบี้ยประกันภัยบ้านก็ประมาณ 70,000-150,000 บาทอะไรแบบนี้กันปกติ ซึ่งถ้าคนยังผ่อนบ้านอยู่ ธนาคารหรือสถาบันการเงินจะบังคับซื้อประกันภัยนี้แน่นอน ส่วนคนผ่อนเสร็จแล้วก็มักจะเคยชินและซื้อประกันต่อไป

นี่เลยทำให้บ้านในฝันขอคู่รักเท็กซัสที่ซื้อมาในราคาประมาณ 13,000,000บาท ตอนแรกเค้านึกว่าผ่อนประมาณเดือนละ 85,000 บาทแล้วจบ (ดอกเบี้ยประมาณ 3% กว่า) ปรากฏว่าไม่ใช่ เจอของจริงเข้าไป ค่าบำรุงรักษาซ่อมโน่นนี่นั่น ตีกลมๆ ไปเดือนละ 10,000 บาท ภาษีทรัพย์สินตีกลมๆ ไปเดือนละ 14,000 บาท ค่าประกันภัยก็ตีกลมๆ ไปเดือนละ 10,000 บาท

ทั้งหมดนี้ทำให้สรุปออกมา คู่รักเจอ "ค่าใช้จ่ายแฝง" ของการมีบ้านที่เกินกว่าเงินที่ต้องจ่ายธนาคารรายเดือนถึง 40% และก็ไม่แปลกที่เจอค่าใช้จ่ายแบบนี้เข้าไป ไม่ว่าใครก็"จุก" ถ้าไม่เตรียมตัวมาก่อน และครอบครัวนี้จุกระดับเข็ดหลาบ ประกาศขายบ้านทิ้ง และกลับไปเช่าบ้านอยู่ดังเดิม เพราะอย่างน้อยๆ เช่าบ้านอยู่ก็รู้ว่าจ่ายค่าเช่าแล้วจบ ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรมากกว่านั้น มีปัญหาอะไรส่วนตัวบ้านเจ้าของบบ้านเช่าต้องจัดการให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

เรื่องราวทั้งหมดนี้ น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้ทุกคนในโลกที่ไม่เคยมีบ้าน และอยากมีบ้านเป็นของตัวเองได้ตระหนักเอาไว้ และไม่พยายามคิดง่ายๆ ว่าจะซื้อบ้านที่แพงที่สุดที่จะจ่ายไหว โดยยังไม่คำนึงถึง "ค่าใช้จ่ายแฝง" อย่างถี่ถ้วน

ทั้งนี้ ในแต่ละประเทศ แต่ละรัฐ แต่ละเขตหรือเทศมณฑลก็มีค่าใช้จ่ายแฝงในการมีบ้านที่ต่างกันไป อะไรพวกนี้ไม่มีมาตรฐานสากล เราต้องศึกษาดีๆ อย่างประเทศไทย การอยู่บ้านที่ตัวเองมีชื่อตัวเองอยู่ในทะเบียนบ้านจะแทบไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลยนอกจาก"ค่าเก็บขยะ" (ที่เค้าเก็บบ้างไม่เก็บบ้าง แต่จริงๆ คือ ต้องเก็บทุกเดือน) เพราะไทยมีการงดเว้นภาษีทรัพย์สินให้บ้าน 1 หลังที่ใช้อยู่อาศัย

ส่วนถ้าเป็นระบบอังกฤษหรือยุโรปทั่วไปเค้าเก็บทุกหลัง โดยถ้าอังกฤษเค้าจะเรียกว่า ภาษีสภา (council tax) ซึ่งเก็บเป็นค่าสาธารณูปโภคบนฐานของมูลค่าทรัพย์สิน โดยตามธรรมเนียม"ผู้อยู่อาศัย" ต้องเป็นคนจ่าย ดังนั้น กรณีบ้านเช่าในอังกฤษ "ผู้เช่า" ก็ต้องเป็นคนจ่ายภาษีส่วนนี้ ไม่ใช่ "เจ้าของบ้าน" นี่ทำให้ในทางเทคนิคการเช่าบ้านอยู่ในอังกฤษ ก็ต้องจ่าย "ภาษีทรัพย์สิน" ด้วย ซึ่งต่างจากระบบอเมริกาที่เจ้าของบ้านจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ เป็นต้น

อ้างอิง
A millennial couple is selling their home after endless repairs to become renters again: 'The whole housing market is a scam'
Property Taxes by State and County, 2025
Do you pay council tax when renting?
Do Renters Pay Property Tax: What to Know
อ่านบทความอื่นๆ ของผู้เขียน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...