โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ttb ห่วงหายนะภาษี 36% กระทบเศรษฐกิจไทย 1.23 ล้านล้านบาท ชี้ ‘ยอมลดภาษีให้สหรัฐฯ’ มีผลกระทบ ‘น้อยกว่า’

THE STANDARD

อัพเดต 17 ก.ค. 2568 เวลา 09.03 น. • เผยแพร่ 17 ก.ค. 2568 เวลา 09.03 น. • thestandard.co
ttb ห่วงหายนะภาษี 36% กระทบเศรษฐกิจไทย 1.23 ล้านล้านบาท ชี้ ‘ยอมลดภาษีให้สหรัฐฯ’ มีผลกระทบ ‘น้อยกว่า’

วันนี้ (17 กรกฎาคม) ปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต (ttb) โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Facebook โดยแสดงความคิดเห็นว่า การโดนภาษี reciprocal tariff ในอัตรา 36% ของสหรัฐฯ จะกระทบไทยรุนแรงแบบลูกโซ่ ทั้งอุตสาหกรรม แรงงาน และการลงทุน คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.23 ล้านล้านบาท ขณะที่การลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ สร้างผลกระทบต่อรายได้รัฐเพียงเล็กน้อย แต่ได้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสังคมกลับมามากกว่า

ขณะที่ การยอมสารภาพ ผ่านการให้ภาษีสหรัฐฯ ในอัตรา 0% และยกเลิกโควตานำเข้า จะสร้างผลกระทบน้อยกว่า และแม้มีผู้เสียผลประโยชน์ แต่โดยรวมแล้ว จะช่วยป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทยดำดิ่งไปมากกว่านี้ และจะส่งผลบวกในระยะยาว

ปิติยังตั้งข้อสังเกตว่า ไทยอาจกำลังเผชิญภาวะ ‘ความลำบากใจของนักโทษ’ (Prisoner’s Dilemma) เมื่อเพื่อน (เวียดนาม และอินโดนีเซีย) ชิงสารภาพ (เพื่อให้โดนภาษีที่ต่ำกว่า)

ทำไมภาษี 36% จึงเป็นหายนะ กระทบเศรษฐกิจไทย 1.23 ล้านล้านบาท?

ปิติระบุอีกว่า อัตราภาษี 36% จะเป็นความหายนะของประเทศไทย โดยอธิบายถึงผลกระทบ ดังนี้

ผลกระทบทางตรงที่จะเกิดขึ้นทันที

  • ผลกระทบต่อสินค้าส่งออก (1st Order Impact):หากสินค้าส่งออกหลักของไทยไปยังสหรัฐฯ เช่น อิเล็กทรอนิกส์, ชิ้นส่วนยานยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, เครื่องประดับ และยาง ถูกเรียกเก็บภาษี 36% ซึ่งสูงกว่าคู่แข่งอย่างเวียดนาม (20%) และอินโดนีเซีย (19%) ไทยจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากหลายประเทศ
  • ผลกระทบต่อซัพพลายเชนในประเทศ (2nd Order Impact): สินค้าส่งออกเหล่านี้มีซัพพลายเชนในประเทศที่ซับซ้อน เช่น เซมิคอนดักเตอร์, ยาง, และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรงงานและผู้ผลิตชิ้นส่วนจำนวนมาก คาดว่าจะทำให้สูญเสียรายได้ในอุตสาหกรรมรวมกันถึง 497,000 ล้านบาท จากผลกระทบทางอ้อมในซัพพลายเชน
  • ผลกระทบต่อแรงงานและการบริโภค (3rd Order Impact): การประเมินชี้ว่าจะมีแรงงานสูญหายกว่า 1 ล้านคนภายในปี 2028 ส่วนใหญ่ในภาคการผลิต เช่น ยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์, และยาง การว่างงานและรายได้ที่ลดลงจะส่งผลให้การบริโภคในประเทศลดลงตามไปด้วย เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคในวงกว้าง

ผลกระทบในระยะกลางและระยะยาว

  • สูญเสียความสามารถในการแข่งขันระยะยาว: เนื่องจากประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) หากไทยถูกตั้งภาษี 36% ขณะที่คู่แข่งได้รับอัตราที่ดีกว่า ไทยจะตกอันดับในห่วงโซ่การผลิตโลก และอาจถูกมองว่าเป็น ‘ประเทศที่เสี่ยง’ สำหรับการลงทุน
  • การดึงดูด FDI ลดลง:ไทยจะเสียเปรียบมากขึ้นในการแข่งขันดึงดูด FDI โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเวียดนามที่มี FDI เพิ่มสูงกว่าไทยถึง 15 เท่าตั้งแต่ปี 2015 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์, และอาหารแปรรูป ซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของไทย อาจย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่ได้รับสิทธิภาษีที่ดีกว่าจากสหรัฐฯ

ทำไมการยอมลดภาษีให้สหรัฐฯ หรือ ‘สารภาพตาม’ จึงเป็นทางออก?

ปิติชี้ว่า ผลกระทบจากการ ‘ลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ’ จริงๆ แล้ว ‘มีน้อย’ และอาจเป็นผลดีด้วยซ้ำ โดยอธิบายถึงผลกระทบทางลบที่จำกัด และผลบวกที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้

ผลกระทบทางลบที่จำกัด

  • หากไทยยกเว้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ทั้งหมด จะสูญเสียรายได้จากภาษีเพียง 35,900 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นเพียง 0.2% ของรายได้ภาครัฐ เท่านั้น
  • สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ส่วนใหญ่มีภาษีนำเข้าต่ำอยู่แล้ว และมีปริมาณการนำเข้าไม่สูงนัก จึงไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

ผลบวกที่อาจเกิดขึ้น

  • ลดต้นทุนอาหารสัตว์และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน: การนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ ที่มีราคาถูกกว่าเมียนมาและลาวถึง 14% จะช่วยลดต้นทุนอาหารสัตว์ลงถึง 60,000 ล้านบาท ทำให้สินค้าแปรรูปของไทย เช่น ไก่ หมู และอาหารสัตว์เลี้ยง แข่งขันได้ดีขึ้นในตลาดโลก นอกจากนี้ยังช่วยลดแรงจูงใจในการปลูกข้าวโพดบนพื้นที่สูง ลดปัญหา PM2.5 จากการเผาในภาคเหนือและจากประเทศเพื่อนบ้าน
  • นำเข้ายาและเวชภัณฑ์ราคาถูกลง: การที่สินค้ากลุ่มยาและเครื่องมือแพทย์จากสหรัฐฯ มีราคาถูกลง อาจส่งผลดีต่อสวัสดิการของรัฐและการรักษาโรค โดยไม่กระทบผู้ผลิตในประเทศ เนื่องจากยังผลิตสินค้าคนละกลุ่ม

“ขอเป็นกำลังใจให้ทีมเจรจาสามารถก้าวข้ามผลประโยชน์และการสูญเสียเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ในองค์รวมของประเทศชาติ” ปิติกล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...