เอา AI มาใช้อะไรได้บ้าง มุมมองการประยุกต์ใช้ AI สำหรับธุรกิจยุคใหม่
ธุรกิจพอดีคำ | กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร
เอา AI มาใช้อะไรได้บ้าง
มุมมองการประยุกต์ใช้ AI
สำหรับธุรกิจยุคใหม่
คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางธุรกิจถึงเติบโตแบบก้าวกระโดด ในขณะที่บางธุรกิจยังคงย่ำอยู่กับที่?
ทำไมบางบริษัทถึงสามารถให้บริการลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ในขณะที่บางบริษัทต้องจำกัดเวลาทำการ?
และทำไมบางองค์กรถึงสามารถสร้างคอนเทนต์ที่โดนใจลูกค้าได้รวดเร็วและต่อเนื่อง ในขณะที่หลายองค์กรยังคงติดอยู่กับการสร้างคอนเทนต์แบบเดิมๆ ที่ใช้เวลานานและไม่ค่อยได้ผล?
คำตอบอยู่ที่การนำ Generative AI มาประยุกต์ใช้อย่างชาญฉลาด
เมื่อเดือนที่แล้ว ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณนภา เจ้าของร้านอาหารญี่ปุ่นย่านทองหล่อ เธอเล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านี้ธุรกิจของเธอกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายอย่าง ทั้งการตอบแชตลูกค้าที่ไม่ทันใจ การจัดการการจองโต๊ะที่วุ่นวาย และการสร้างคอนเทนต์โปรโมตร้านที่กินเวลามาก
“พี่เคยต้องนั่งตอบแชตลูกค้าจนดึกดื่น บางทีก็พลาดการจองไป บางทีก็ตอบช้าจนลูกค้าไปจองร้านอื่นแล้ว” คุณนภาเล่าพร้อมรอยยิ้ม
“แถมยังต้องคิดคอนเทนต์ลงโซเชียลทุกวัน ทั้งรูป ทั้งแคปชั่น บางวันคิดไม่ออก ก็ต้องปล่อยว่างไป”
แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อเธอตัดสินใจลองใช้ Generative AI ในการทำงาน เริ่มจากการใช้ ChatGPT ในการตอบคำถามพื้นฐานของลูกค้า เช่น เวลาเปิด-ปิด เมนูแนะนำ และราคาอาหาร
โดยเธอใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงในการป้อนข้อมูลพื้นฐานและสไตล์การตอบที่ต้องการให้กับ AI
“ตอนแรกก็กลัวว่า AI จะตอบแบบหุ่นยนต์ แต่พอได้ลองปรับโทนการพูดคุย ใส่ความเป็นกันเองแบบสไตล์ร้านเราลงไป ปรากฏว่าลูกค้าชอบมาก บางคนถึงกับทักว่าพนักงานต้อนรับใหม่น่ารักดี” เธอหัวเราะ
นอกจากนี้ เธอยังใช้ AI ในการสร้างคอนเทนต์ลงโซเชียลมีเดีย ทั้งการเขียนแคปชั่น การสร้างภาพอาหารสวยๆ และการออกแบบโปรโมชั่น โดยใช้ Midjourney และ DALL-E ในการสร้างภาพ และใช้ ChatGPT ในการเขียนคอนเทนต์
ผลลัพธ์ที่ได้? ภายในเวลาแค่ 3 เดือน ยอดจองเพิ่มขึ้น 50% ยอดฟอลโลว์ในโซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้น 200%
และที่สำคัญ เธอประหยัดเวลาได้วันละ 4-5 ชั่วโมง ทำให้มีเวลาไปโฟกัสกับการพัฒนาเมนูใหม่ๆ และดูแลลูกค้าที่มาร้านได้อย่างเต็มที่
คุณมินท์ เจ้าของร้านเสื้อผ้าออนไลน์ขนาดเล็ก เคยมีปัญหาเรื่องการถ่ายภาพสินค้าและเขียนคำบรรยายสินค้า ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณมาก “เราต้องจ้างช่างภาพ จ้างนางแบบ จ้างคนเขียนคอนเทนต์ แต่ละครั้งใช้งบประมาณเป็นหมื่น แถมต้องรอคิวนาน ทำให้อัพเดตสินค้าใหม่ได้ช้า” คุณมินท์เล่า
เธอเริ่มทดลองใช้ Generative AI อย่าง Midjourney และ DALL-E ในการสร้างภาพลักษณ์สินค้า และใช้ ChatGPT ในการเขียนคำบรรยายสินค้า ผลที่ได้เกินความคาดหมาย
“ตอนแรกก็กังวลว่าภาพจะดูไม่สมจริง แต่พอได้ลองปรับ prompt จนได้สไตล์ที่ต้องการ กลับได้ภาพที่สวยและมีเอกลักษณ์มาก” คุณมินท์เล่า
“ที่สำคัญคือ เราสามารถสร้างภาพได้เยอะและหลากหลาย ในราคาที่ถูกกว่าการถ่ายจริงหลายเท่า”
นอกจากนี้ เธอยังใช้ AI ในการสร้าง Virtual Try-On ให้ลูกค้าสามารถลองสวมใส่เสื้อผ้าผ่านหน้าจอได้ ทำให้ลดปัญหาการคืนสินค้าเพราะไซซ์ไม่พอดีลงได้มาก
ภายในเวลา 6 เดือน ยอดขายของร้านเพิ่มขึ้น 300% ต้นทุนการถ่ายภาพและทำคอนเทนต์ลดลง 70% และที่สำคัญ แบรนด์ของเธอกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากสไตล์การนำเสนอที่แปลกใหม่และน่าสนใจ
คุณปอนด์ เจ้าของสำนักพิมพ์ดิจิทัลขนาดเล็ก เผชิญกับปัญหาการผลิตคอนเทนต์ไม่ทันความต้องการของตลาด “นักเขียนของเรามีจำกัด แต่ความต้องการของตลาดเยอะมาก โดยเฉพาะนิยายแนวโรแมนติกและแฟนตาซี” เขาเล่า
เขาเริ่มทดลองใช้ GPT-4 ในการช่วยนักเขียนสร้างโครงเรื่อง พัฒนาตัวละคร และเขียนฉากย่อยๆ โดยให้นักเขียนเป็นคนควบคุมทิศทางของเรื่องและปรับแต่งการเขียนให้มีเอกลักษณ์
“เราไม่ได้ใช้ AI เขียนทั้งเรื่อง แต่ใช้มันเป็นผู้ช่วยนักเขียน ทำให้นักเขียนหนึ่งคนสามารถผลิตผลงานได้เร็วขึ้น 2-3 เท่า โดยที่คุณภาพงานยังคงอยู่” คุณปอนด์อธิบาย
นอกจากนี้ เขายังใช้ AI ในการสร้างภาพประกอบนิยาย และแปลนิยายเป็นภาษาต่างๆ ทำให้สามารถขยายตลาดไปยังต่างประเทศได้
ผลลัพธ์? ภายในหนึ่งปี สำนักพิมพ์ของเขาสามารถผลิตนิยายได้เพิ่มขึ้น 200% รายได้เพิ่มขึ้น 400% และมีผู้อ่านจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 1,000%
คุณสมชาย ผู้บริหารบริษัทประกันขนาดกลาง เล่าว่าแผนกบริการลูกค้าของเขาเคยมีปัญหาเรื่องการตอบคำถามลูกค้าไม่ทัน และการอธิบายเงื่อนไขกรมธรรม์ที่ซับซ้อนให้ลูกค้าเข้าใจ
เขาตัดสินใจนำ Generative AI มาใช้ในการสร้างระบบตอบคำถามอัตโนมัติที่สามารถเข้าใจภาษาธรรมชาติและอธิบายเงื่อนไขที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย
“เราใช้ GPT-4 ในการวิเคราะห์คำถามของลูกค้า และสร้างคำตอบที่เข้าใจง่าย พร้อมยกตัวอย่างประกอบ” คุณสมชายเล่า “ที่สำคัญคือ AI สามารถแปลงภาษาเทคนิคในกรมธรรม์ให้เป็นภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจได้”
นอกจากนี้ เขายังใช้ AI ในการวิเคราะห์เสียงสนทนาของลูกค้า เพื่อประเมินอารมณ์และความพึงพอใจ ทำให้สามารถปรับปรุงการบริการได้ตรงจุด
ผลลัพธ์ที่ได้คือ ความพึงพอใจของลูกค้าเพิ่มขึ้น 60% เวลาในการตอบคำถามลดลง 80% และอัตราการต่ออายุกรมธรรม์เพิ่มขึ้น 40%
แล้วจะเริ่มใช้ Generative AI อย่างไร? นี่คือ 7 ขั้นตอนที่ผมแนะนำ
ขั้นตอนที่ 1 : เข้าใจธุรกิจและปัญหาที่แท้จริง
ก่อนที่จะเริ่มใช้ AI คุณต้องเข้าใจก่อนว่าธุรกิจของคุณมีจุดเจ็บปวด (Pain Point) ตรงไหน อะไรคือสิ่งที่กินเวลามากที่สุด อะไรคืองานที่ซ้ำซากและน่าเบื่อ อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าร้องเรียนบ่อยที่สุด
ผมเคยเจอหลายธุรกิจที่รีบร้อนนำ AI มาใช้โดยไม่ได้วิเคราะห์ปัญหาให้ดีก่อน สุดท้ายก็เสียทั้งเวลาและงบประมาณโดยไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
“ก่อนจะใช้ AI เราต้องนั่งคุยกับทีมทุกแผนก ฟังปัญหาจากคนทำงานจริงๆ” คุณสมชายจากบริษัทประกันเล่า “พอเข้าใจปัญหาชัดเจน การเลือกใช้ AI ก็มีทิศทางมากขึ้น”
ขั้นตอนที่ 2 : ศึกษาความเป็นไปได้และเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม
ในตลาดมีเครื่องมือ AI มากมาย แต่ไม่ใช่ทุกเครื่องมือที่จะเหมาะกับธุรกิจของคุณ คุณต้องศึกษาว่าแต่ละเครื่องมือมีจุดแข็งจุดอ่อนอย่างไร ราคาเท่าไร และมีข้อจำกัดอะไรบ้าง
“เราเริ่มจากการทดลองใช้เวอร์ชั่นฟรีของหลายๆ เครื่องมือก่อน” คุณมินท์จากร้านเสื้อผ้าออนไลน์เล่า “พอเห็นว่าเครื่องมือไหนตอบโจทย์ ค่อยอัพเกรดเป็นเวอร์ชั่นเต็ม”
สำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น ผมแนะนำให้เริ่มจาก :
– ChatGPT สำหรับงานเขียนและตอบคำถาม
– Midjourney หรือ DALL-E สำหรับงานสร้างภาพ
– Claude หรือ Anthropic สำหรับงานที่ต้องการความแม่นยำสูง
– Jasper.ai สำหรับงานการตลาดและคอนเทนต์
ขั้นตอนที่ 3: วางแผนการใช้งานและตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน
การนำ AI มาใช้ต้องมีแผนและเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่ใช้เพราะกระแส คุณต้องกำหนดว่าต้องการเห็นผลลัพธ์อะไร ภายในเวลาเท่าไร และจะวัดความสำเร็จอย่างไร
“เราตั้งเป้าว่าภายใน 3 เดือนต้องลดเวลาในการตอบคำถามลูกค้าลง 50% และเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าขึ้น 30%” คุณนภาจากร้านอาหารญี่ปุ่นเล่า
“การมีเป้าหมายชัดเจนทำให้เราปรับและพัฒนาการใช้ AI ได้ตรงจุด”
ขั้นตอนที่ 4 : ฝึกอบรมทีมและสร้างวัฒนธรรมการใช้ AI
การนำ AI มาใช้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะใช้เป็นโดยอัตโนมัติ คุณต้องลงทุนเรื่องการฝึกอบรมทีม และสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ
“ตอนแรกพนักงานหลายคนกลัวว่า AI จะมาแย่งงาน แต่พอได้เรียนรู้และเห็นว่า AI ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น ทุกคนก็เริ่มชอบ” คุณปอนด์จากสำนักพิมพ์ดิจิทัลเล่า
ขั้นตอนที่ 5 : เริ่มต้นแบบค่อยเป็นค่อยไป
อย่าพยายามนำ AI มาใช้กับทุกส่วนของธุรกิจพร้อมกัน ให้เริ่มจากส่วนที่มีปัญหามากที่สุดหรือเห็นผลเร็วที่สุดก่อน แล้วค่อยๆ ขยายไปส่วนอื่นๆ
“เราเริ่มจากการใช้ AI ตอบคำถามพื้นฐานก่อน พอเห็นว่าได้ผลดี ค่อยขยายไปใช้กับการสร้างคอนเทนต์และวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า” คุณสมชายเล่า
ขั้นตอนที่ 6 : ติดตามผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
การใช้ AI ไม่ใช่แค่ติดตั้งแล้วปล่อยทิ้งไว้ คุณต้องคอยติดตามผล รับฟังฟีดแบ็กจากผู้ใช้งาน และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
“เราจัดประชุมทุกสัปดาห์เพื่อดูว่า AI ทำงานได้ดีแค่ไหน มีปัญหาอะไรบ้าง และควรปรับอะไรเพิ่ม” คุณมินท์เล่า
ขั้นตอนที่ 7 : ขยายผลและต่อยอด
เมื่อเห็นผลสำเร็จแล้ว อย่าหยุดแค่นั้น ให้มองหาโอกาสในการขยายผลและต่อยอด อาจจะเป็นการใช้ AI ในงานอื่นๆ หรือการพัฒนาโซลูชั่นใหม่ๆ
“จากที่เริ่มใช้ AI แค่สร้างภาพ ตอนนี้เราขยายไปทำ Virtual Try-On และระบบแนะนำสินค้าอัตโนมัติ” คุณมินท์เล่าถึงแผนการในอนาคต
จากประสบการณ์ที่ได้พูดคุยกับผู้ประกอบการมากมาย ผมเชื่อว่า Generative AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือที่ช่วยทำงานให้ง่ายขึ้น แต่เป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงและยกระดับธุรกิจ
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผิดหรือถูกไม่เป็นไร แค่คุณต้องกล้าที่จะเริ่ม ในขณะที่คนอื่นยังกล้าๆ กลัวๆ
คุณก็ชนะไปกว่าครึ่งแล้ว
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เอา AI มาใช้อะไรได้บ้าง มุมมองการประยุกต์ใช้ AI สำหรับธุรกิจยุคใหม่
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly