โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

อสังหาฯ 68 ตลาดสองขั้ว คนรวยซื้อล้น คนไทยติดกับหนี้ครัวเรือน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 15 ก.ค. 2568 เวลา 16.41 น. • เผยแพร่ 15 ก.ค. 2568 เวลา 23.46 น.

สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ณ กลางปี 2568 เสมือนภาพสะท้อนของสังคมสองขั้วอย่างมิอาจปฏิเสธได้ ด้านหนึ่งคือความคึกคักในเซกเมนต์ราคาแพงที่ยังคงเป็น “ตลาดทองคำ” สำหรับผู้พัฒนาอสังหาฯ ส่วนอีกด้านหนึ่งคือความซบเซาและความเปราะบางของตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลางและล่าง ซึ่งเป็นที่พึ่งของคนไทยส่วนใหญ่ที่ยังคงต้องเผชิญกับพายุหนี้ครัวเรือน

ในภาวะที่หลายภาคส่วนของเศรษฐกิจยังคงต้องประคับประคอง กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรีกลับฉายแววโดดเด่นอย่างน่าจับตา สะท้อนจากผลประกอบการของผู้ประกอบการรายใหญ่ อย่าง บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ซึ่ง นายมงกุฎ เตโชฬาร หัวหน้าคณะผู้บริหารสายงานการตลาดและพัฒนาธุรกิจที่อยู่อาศัยแนวราบ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในไตรมาส 2 ปี 2568 ยอดขายบ้านหรูในกลุ่มราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปของบริษัทเติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 118% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

และ 31% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ด้วยยอดขายรวมกว่า 5,274 ล้านบาท ปัจจัยสำคัญมาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคระดับบนที่มีเสถียรภาพและมองหาอสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย รวมถึงการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ ที่ตอบรับความต้องการเฉพาะกลุ่ม

ในทางกลับกัน ตลาดอสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้มีรายได้ปานกลางถึงน้อย ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดของตลาดและเป็นฐานลูกค้าหลักของคนไทย กำลังเผชิญกับโจทย์ที่ยากลำบากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

นางสาวเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงเกินผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) กลายเป็นตัวฉุดรั้งกำลังซื้อของผู้บริโภคอย่างรุนแรง ธนาคารพาณิชย์ยังคงเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัย ส่งผลให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อในกลุ่มบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท พุ่งสูงถึง 70% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนของคนไทยได้ปรับลดลงต่อเนื่อง โดยอยู่ที่ 88% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งแม้จะลดลงจากจุดสูงสุดก่อนหน้านี้ แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ และส่งผลต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์

โดยคาดการณ์ว่ายอดปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ในปี 2568 อาจหดตัวลง ขณะที่หนี้เสียในกลุ่มสินเชื่อบ้านพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่าแม้จะมีข้อเสนอสินเชื่อดอกเบี้ยคงที่หรือแพ็กเกจส่งเสริมการขายจากผู้ประกอบการและสถาบันการเงิน ก็ยังไม่สามารถดึงกำลังซื้อจากกลุ่มเปราะบางและกลุ่มรายได้ปานกลางที่มีภาระหนี้สูงกลับเข้าสู่ตลาดได้เต็มที่

นอกจากกำลังซื้อภายในประเทศแล้ว เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มชาวจีนและเมียนมา ยังคงเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดนี้ ผลจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงผันผวน ทำให้นักลงทุนเหล่านี้มองหาการกระจายความเสี่ยงและนำเงินมาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ยังคงมีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม สัญญาณล่าสุดที่ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ รายงานระบุว่ายอดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของนักลงทุนต่างชาติทั่วประเทศ โดยเฉพาะชาวจีนและเมียนมา เริ่มมีแนวโน้มลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งเป็นตัวแปรที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ในไตรมาส 1 ปี 2568 ยอดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติทั่วประเทศมีจำนวน 3,919 หน่วย ลดลง 0.5% และมูลค่า 16,392 ล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 โดยชาวจีนยังคงเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดที่เข้ามาโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียม ด้วยจำนวน 1,481 หน่วย แต่มีมูลค่าลดลงถึง 19.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เช่นเดียวกับชาวเมียนมาที่มียอดโอนมูลค่าลดลงถึง 28.1% การลดลงดังกล่าวเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน

ในอีกด้านหนึ่ง ถึงแม้ภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทยจะพยายามออกมาตรการกระตุ้นตลาด เช่น การผ่อนคลายเกณฑ์ Loan-to-Value (LTV) ให้สามารถกู้ได้เต็ม 100% รวมถึงการลดค่าธรรมเนียมการโอน และการจดจำนองสำหรับที่อยู่อาศัยไม่เกิน 7 ล้านบาท ลงเหลือเพียง 0.01% ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปจนถึง 30 มิถุนายน 2569

นายอิสระ บุญยัง ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า มาตรการเหล่านี้อาจช่วยกระตุ้นตลาดได้เพียงเล็กน้อย แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ฝังรากลึก ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนความสามารถในการกู้ของประชาชนส่วนใหญ่ได้จริง

รวมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวล่าช้า และปัจจัยภายนอกอย่างความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลให้ต้นทุนค่าก่อสร้างและค่าขนส่งยังคงปรับตัวสูงขึ้น เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ แม้ว่าดีมานด์ในตลาดระดับลักชัวรีจะยังคงแข็งแกร่ง แต่ในตลาดแมส ดีมานด์ของผู้ซื้อกลับถูกจำกัดด้วยปัญหาหนี้สินและข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ทำให้กำลังซื้อในภาพรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ในส่วนของซัพพลาย นายอิสระได้เน้นยํ้าถึงความจำเป็นในการควบคุมปริมาณอุปทานใหม่ๆ ที่จะเข้าสู่ตลาด โดยเฉพาะในภาวะที่กำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะโอเวอร์ซัพพลายที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาและยอดขายโดยรวมของตลาด นอกจากนี้ ดัชนีรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์หมวดที่อยู่อาศัยของประเทศไทยในไตรมาส 1 ปี 2568 ก็ลดลงถึง 10.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนถึงการชะลอตัวทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทาน

ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2568 จึงเป็นปีแห่งความท้าทายที่ชัดเจน เมื่อผู้มีกำลังซื้อสูงยังคงจับจ่ายได้อย่างคล่องตัว สวนทางกับผู้มีรายได้น้อยและปานกลางที่เผชิญกับอุปสรรคในการเข้าถึงสินเชื่อและภาระหนี้สิน การฟื้นตัวของตลาดโดยรวมจึงยังคงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะการจัดการปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน และการกลับมาของความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้กลับมาเติบโตอย่างสมดุล

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปในระยะยาวการกระจุกตัวของการซื้อขายที่อยู่อาศัยในกลุ่มรายได้สูง อาจนำไปสู่ “ความเหลื่อมลํ้าเชิงโครงสร้าง” ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ที่ผู้ซื้อบางกลุ่มยังคงเข้าไม่ถึงโอกาสในการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของตนเอง และเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันพิจารณาเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของตลาดนี้

หน้า 20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,114 วันที่ 17 - 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...