โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หากไทยโดนภาษีสหรัฐฯสูงกว่าเพื่อนบ้าน เสี่ยงเศรษฐกิจปีหน้าโตแค่ 0.4%

Amarin TV

เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 08.44 น.
หากไทยโดนภาษีสหรัฐฯ สูงกว่าเพื่อนบ้าน กรณีเลวร้ายที่สุดคือ 36% ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปี 68ชะลอ GDP เหลือ1.1 % ส่วนปี 2569 อาจโตเหลือแค่ 0.4%

ประเทศในอาเซียนเริ่มทยอยปิดดีลภาษีกับสหรัฐฯเพิ่มขึ้นเรื่อยๆก่อนถึงเส้นตาย 1 ส.ค.68 ล่าสุดฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย อยู่ที่ 19% เวียดนาม 20% ส่วนในเอเชียอย่างญี่ปุ่น โดนภาษี 15% ทำให้ลุ้นว่าแล้วประเทศไทยจะโดนภาษีกี่%

ความน่าห่วงคือ ภาษีที่สูงกว่าประเทศอื่นจะส่งผลต่อขีดความสามารถทางการส่งออกของไทยไปตลาดสหรัฐฯอย่างมาก แต่หากอยากให้สหรัฐฯลดภาษีให้ไทยจาก 36% ให้ต่ำกว่า 20% ก็หมายถึง ข้อแลกเปลี่ยนจากไทยที่ทำให้ทรัปม์พึงพอใจ เช่น เปิดตลาดการค้ากับสหรัฐฯแบบไม่เก็บภาษีสหรัฐฯเลย แต่นั่นก็ดูเหมือนเป็นเรื่องใหญ่เพราะผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยหนักเอาการ

ดังนั้นหลายฝ่ายจึงประเมินสถานการณ์อัตราภาษีสหรัฐฯจะปิดดีลกับไทยอาจสูงกว่า 20% ก็มีความเป็นไปได้ และสมมติฐานนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังให้ชะลอตัวลงไปอีก รวมถึงส่งผลกระทบลากยาวไปจนถึงเศรษฐกิจไทยในปีหน้า

หากไทยโดนภาษีสหรัฐฯสูงกว่าเพื่อนบ้าน เสี่ยงเศรษฐกิจปีหน้าโตแค่ 0.4%

เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 68 กระทบหนักคาดซึมยาวถึงปี 69

ข้อมูลจาก SCB EIC ประเมินว่า แม้ภาครัฐไทยจะพยายามเจรจาสหรัฐฯ ขอปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าไทยก่อนเส้นตาย 1 สิงหาคม 2568 แต่ความเสียเปรียบยังคงอยู่

  • ภาษีไทยยังสูงกว่าคู่แข่ง เช่น เวียดนาม ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นสินค้าเด่นของไทยในตลาดอเมริกา
  • ไทยเร่ง “ส่งออกล่วงหน้า” ไปพอสมควรตั้งแต่ปลายปี 67 ทำให้ดูเหมือนส่งออกยังไปได้ในช่วงต้นปี แต่ ครึ่งปีหลังจะเริ่มเห็นผลกระทบหนักขึ้น
  • สินค้าบางกลุ่มเริ่มโดนภาษีแบบเฉพาะราย (Specific tariffs) แล้ว เช่น เซมิคอนดักเตอร์ และอาจขยายไปยังยาและทองแดงในอนาคต

ผลคือ เศรษฐกิจไทยปีนี้ยังพอขยายตัวได้ที่ 1.5% ในกรณีเจรจาลดภาษีได้บางส่วน แต่ถ้าแย่สุดคือเจรจาไม่สำเร็จและโดนภาษีเต็มอัตรา 36% GDP ไทยอาจโตแค่ 1.1% เท่านั้น

สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือปี 2569 เพราะผลจากกำแพงภาษีจะยิ่งชัดเจนขึ้น เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มโตแค่ 1.2% และอาจลดลงถึง 0.4% หากสหรัฐฯ เดินหน้าเก็บภาษีไทย 36% โดยที่คู่แข่งอย่างเวียดนามยังจ่ายแค่ 20% ภาค การส่งออก และ การลงทุนเอกชน จะหดตัวหนัก เพราะต้นทุนค้าขายกับสหรัฐฯ เพิ่มสูง สินค้าไทยอาจเจอมาตรการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าที่เข้มงวดขึ้น ทำให้ยิ่งเสียเปรียบ โดยเฉพาะสินค้าที่มีการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศอื่น

หากไทยโดนภาษีสหรัฐฯสูงกว่าเพื่อนบ้าน เสี่ยงเศรษฐกิจปีหน้าโตแค่ 0.4%

การเปิดเสรีการค้า…ไม่ใช่เรื่องง่าย

สหรัฐฯ อาจเรียกร้องให้ไทยเปิดตลาดสินค้าบางประเภท โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เช่น หมู, ไก่เนื้อ และข้าวโพด ซึ่งเป็นเรื่องอ่อนไหว

  • ต้นทุนของไทยสูงกว่าสหรัฐฯ มาก
  • ไทยยังพึ่งพาการผลิตในประเทศเพื่อความมั่นคงทางอาหาร
  • เกษตรกรรายย่อยเสี่ยงถูกกระทบแรง

SCB EIC คาดว่า หากไทยต้องยอมเปิดตลาดจริงรัฐจะต้องมี มาตรการช่วยเหลือชัดเจน เช่น การอุดหนุนรายได้ การเพิ่มขีดความสามารถเกษตรกร หรือปรับโครงสร้างต้นทุ

หากไทยโดนภาษีสหรัฐฯสูงกว่าเพื่อนบ้าน เสี่ยงเศรษฐกิจปีหน้าโตแค่ 0.4%

สารพัดความเสี่ยงรุมเร้าเศรษฐกิจไทย

นอกจากภาษีที่เป็นปัญหาใหญ่กระทบเศรษฐกิจไทยแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัยที่กดดัน

  • นักท่องเที่ยวจีนยังไม่กลับมาเต็มที่ และเศรษฐกิจโลกยังผันผวน ทำให้รายได้ท่องเที่ยวยังไม่แน่นอน
  • ความตึงเครียดทางการเมืองไทย-กัมพูชา ที่อาจกระทบการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนในพื้นที่ชายแดน
  • ความไม่แน่นอนด้านการเมืองในประเทศ ส่งผลต่อการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568–2569 ซึ่งอาจทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจชะลอ

ดอกเบี้ยนโยบายอาจต้องลดมากกว่าคาด

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่แย่กว่าคาด SCB EIC คาดว่า กนง. (คณะกรรมการนโยบายการเงิน) อาจต้องลดดอกเบี้ยลงอีก 2 ครั้งในปีนี้ (2568) เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจ และหากเจรจากับสหรัฐฯ ล้มเหลว อาจต้องลดมากกว่านั้น

หากไทยโดนภาษีสหรัฐฯสูงกว่าเพื่อนบ้าน เสี่ยงเศรษฐกิจปีหน้าโตแค่ 0.4%

สิ่งที่ต้องจับตาทางเศรษฐกิจ

  • ข้อเสนอใหม่ของไทยในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ – จะยอมเปิดตลาดหรือไม่?
  • การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก – โดยเฉพาะ Fed ที่ยังลังเลจะลดดอกเบี้ย เพราะเงินเฟ้อยังไม่ชัดเจน
  • การเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ต่อประเทศอื่น – ภาษีใหม่จะครอบคลุมสินค้ากลุ่มใดอีก?
  • การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก – โดยเฉพาะการนำเข้าของสหรัฐฯ ที่เริ่มต่ำกว่าปกติจากการเร่งนำเข้าล่วงหน้า

ปี 2568 คือ “ปีของการตั้งรับ” ส่วนปี 2569 อาจเป็น “ปีของการซึมยาว” หากไทยไม่สามารถลดความเสียเปรียบในการค้ากับสหรัฐฯ ได้ทันเวลา ขณะที่ภาคเกษตรกำลังถูกท้าทายให้ปรับตัวสู่โลกใหม่ที่แข่งขันกันด้วยต้นทุนและข้อกติกาใหม่

ไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านการเจรจาเชิงนโยบาย และมาตรการเยียวยาภายในประเทศ เพื่อไม่ให้แรงกระแทกจากสงครามภาษีลุกลามกลายเป็น “วิกฤตเศรษฐกิจใหม่” ในปีหน้า

อ้างอิงข้อมูล SCB EIC

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...