โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ย้อนรอย 28 ปี “ต้มยำกุ้ง” ถึงวันนี้ ไทยดีขึ้นแค่ไหน? กสิกร ชี้ “บาทแข็ง” ยังเป็นโจทย์ใหญ่

Thairath Money

อัพเดต 04 ก.ค. 2568 เวลา 06.55 น. • เผยแพร่ 04 ก.ค. 2568 เวลา 06.55 น.
ภาพไฮไลต์

แม้ว่าจะผ่านมาแล้ว 28 ปี แต่คนไทยก็ยังไม่ลืมวิกฤติเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ อย่าง "วิกฤติต้มยำกุ้ง" เหตุการณ์ทางการเงินที่ทิ้งรอยแผลเป็นและบทเรียนให้กับประเทศไทยมาจนถึงวันนี้

2 กรกฎาคม 2540 คือวันที่ประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท และหันไปขอความช่วยเหลือจาก IMF หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

ซึ่งนี่เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่ไม่เพียงเขย่ารากฐานเศรษฐกิจไทย แต่ยังลามไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "Asian Financial Crisis"

ย้อนเหตุการณ์ต้มยำกุ้ง

ไม่มีใครรู้มาก่อนว่าจะเกิดวิกฤติการเงินอย่างต้มยำกุ้งขึ้น เพราะในตอนนั้นเศรษฐกิจไทยดูเหมือนจะกำลังเป็นไปอย่างราบรื่น และแทบจะเรียกได้ว่าเป็นยุคทอง

ในตอนนั้น เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แม้แต่เอกชนในไทยเองก็ไปกู้เงินจากต่างประเทศมาลงทุนเพิ่ม จนราคาที่ดิน บ้าน คอนโด พุ่งขึ้นแบบผิดปกติจนกลายเป็น "ฟองสบู่"

ปัญหาใหญ่ในอดีต คือ ประเทศไทยใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบกึ่งตรึงค่าเงินบาทไว้กับดอลลาร์ แม้จะดูเหมือนช่วยให้ตลาดเงินมีเสถียรภาพ แต่ในความเป็นจริงกลับทำให้ทั้งคนที่กู้เงิน และคนที่ปล่อยให้กู้ มองข้ามความเสี่ยงจากค่าเงินที่อาจเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ ระบบธนาคารยังเผชิญกับปัญหาใหญ่ที่เรียกว่า "กู้สั้น-ลงทุนยาว" คือไปยืมเงินต่างประเทศแบบระยะสั้นที่ต้องใช้คืนโดยเร็ว แต่นำเงินไปปล่อยกู้ให้โครงการในประเทศแบบระยะยาว ซึ่งใช้เวลานานกว่าจะได้คืน และถ้าเงินทุนต่างชาติไหลออกอย่างฉับพลัน จะไม่มีเงินพอใช้หนี้ทันที เกิดเป็นความเสี่ยงหนักต่อระบบการเงินของประเทศ

ในขณะที่เศรษฐกิจขยายตัวจากการลงทุนของทั้งคนในประเทศและต่างชาติ ธนาคารและสถาบันการเงินหลายแห่งกลับประเมินความเสี่ยงได้ไม่แม่นพอ รวมถึงปล่อยสินเชื่อไม่รอบคอบเท่าที่ควร

การผูกค่าเงินบาทไว้กับดอลลาร์ ส่งผลให้เมื่อมีข่าวลือว่าจะมีการลดค่าเงินบาท นักลงทุนต่างขายเงินบาทหนีไปถือเงินดอลลาร์มากขึ้น และทำให้การลงทุนหยุดชะงัก เพราะนักลงทุนต่างชาติทยอยถอนตัวออกไปเรื่อย ๆ จนค่าเงินบาทอ่อน เศรษฐกิจที่มีความเปราะบาง ค่อย ๆ เสียสมดุลและพังลง ก่อนจะกลายเป็นวิกฤติต้มยำกุ้งในที่สุด

เศรษฐกิจยุคนั้น VS ยุคนี้ มีอะไรต่างหรือเหมือนกันบ้าง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า บริบทเศรษฐกิจปี 2568 ได้ปรับเปลี่ยนไปมากจากช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ทั้งในมิติของทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึง 3 เท่า

ขณะที่ ระบบธนาคารพาณิชย์มีความเข้มแข็ง เงินสำรองอยู่ในระดับสูง และมีกลไกเร่งจัดการปัญหาหนี้เสีย เพราะได้บทเรียนจากช่วงวิกฤติทางการเงินเมื่อ 28 ปีก่อน

แม้ว่าเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันจะชะลอตัวจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น หนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูง, การปล่อยสินเชื่อน้อยลง เพราะหนี้เสีย (NPL) ยังน่าห่วง, สงครามการค้าระหว่างประเทศ, ชาวต่างชาติลงทุนในไทยน้อยลง รวมไปถึงภาคการท่องเที่ยวที่หดตัวลง 2.8% เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัย กระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เนื่องจากพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก

แต่สถานการณ์ปัจจุบันต่างจากช่วงวิกฤติ 2540 เพราะจากรายงานที่เทียบตัวเลขของทั้งสองยุค พบว่า

ปี 2540-2542 (วิกฤติต้มยำกุ้ง)

  • อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย : -52% ต่อปี (เฉลี่ยปี 2540 - 2541)
  • ทุนสำรองระหว่างประเทศ : 27,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 70.4% ของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น
  • หนี้ที่กู้ยืมจากต่างประเทศ : 72.9% ต่อจีดีพี (ปี 2542)
  • หนี้เสียในระบบแบงก์ : 52.3% ต่อสินเชื่อรวม (ปี 2542)
  • สถานการณ์ค่าเงินบาท : อ่อนค่าหนักตามพื้นฐานเศรษฐกิจ และผันผวนสูงมากหลังประกาศลอยตัว

ในขณะที่ปัจจุบัน ปี 2568 (ตัวเลขจากไตรมาส 1/68)

  • อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย : +3.1%
  • ทุนสำรองระหว่างประเทศ : 258,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 304% ของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น
  • หนี้ที่กู้ยืมจากต่างประเทศ : 35.4% ต่อจีดีพี
  • หนี้เสียในระบบแบงก์ : 2.90% ต่อสินเชื่อรวม
  • สถานการณ์ค่าเงินบาท : เงินบาทแข็งค่า 5% เพราะดอลลาร์อ่อนตัวจากราคาทองคำโลกที่ปรับขึ้น และมีความผันผวนสูงกว่าช่วงปกติ

สะท้อนให้เห็นว่าแม้การเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้จะชะลอตัว แต่นับว่ามีการปรับตัวที่ดีขึ้นจากวิกฤติต้มยำกุ้ง ที่เป็นบทเรียนใหญ่ด้านการเงินของประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังระบุอีกว่า โจทย์เศรษฐกิจในปี 2568 มี 3 เรื่องที่ต้องจับตามองต่อไป คือ

  • ความกังวลต่อทิศทางแข็งค่าของเงินบาท แม้ความผันผวนของเงินบาทปี 2568 จะน้อยกว่าช่วงปี 2540
  • แนวโน้มเศรษฐกิจไทยชะลอตัว จากผลของ Tariffs สหรัฐฯ เศรษฐกิจโลกที่เสี่ยง และปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย
  • กระสุนทางการคลังเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น

ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย, ศูนย์วิจัยกสิกร [1] [2]

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ย้อนรอย 28 ปี “ต้มยำกุ้ง” ถึงวันนี้ ไทยดีขึ้นแค่ไหน? กสิกร ชี้ “บาทแข็ง” ยังเป็นโจทย์ใหญ่

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...