ยอดขาย “Tesla” ร่วง 13.5% หนักสุดเป็นประวัติการณ์ แรงกดดันการเมือง-คู่แข่งจีน
Tesla เผยยอดขายไตรมาสล่าสุดลดลง 13.5% แรงกดดันบทบาทการเมืองของมัสก์และการแข่งขันจากจีน BYD เตรียมแซงขึ้นแท่นผู้ผลิตรถ EV รายใหญ่สุดของโลก
วันที่ 2 กรกฎาคม 2568 เวลา 22.27 น. สำนักข่าว CNN รายงานว่า Tesla รายงานยอดขายไตรมาสล่าสุดลดลงอย่างหนักอีกครั้ง สะท้อนผลกระทบจากภาพลักษณ์เสียหายที่เกิดจากกิจกรรมทางการเมืองของซีอีโอ อีลอน มัสก์ และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากทั้งผู้ผลิตรถยนต์ตะวันตกและจีน
บริษัท Tesla ระบุว่าขายรถยนต์ไปได้ 384,122 คัน ในไตรมาสที่ผ่านมา ลดลงเกือบ 60,000 คัน หรือ 13.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นอัตราการลดลงรายปีสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับไตรมาสแรก ยอดขายยังเพิ่มขึ้น 14.1%
แม้ยอดขายจะลดลง หุ้นของTesla (TSLA) เปิดตลาดวันพุธปรับขึ้นเกือบ 4% เนื่องจากตัวเลขยอดขายดีกว่าที่นักวิเคราะห์บางรายคาดการณ์ว่าจะลดลงรุนแรงกว่านี้
ทั้งนี้กิจกรรมทางการเมืองของมัสก์ โดยเฉพาะบทบาทในรัฐบาลทรัมป์ จุดกระแสประท้วงในโชว์รูมของTesla ทั่วสหรัฐและยุโรป รวมถึงเหตุการณ์ทำลายทรัพย์สิน ทั้งนี้บริษัทไม่ได้เปิดเผยยอดขายแยกตามภูมิภาค แต่ข้อมูลการจดทะเบียนรถบ่งชี้ว่ายอดขายในทั้งสองภูมิภาคลดลงอย่างชัดเจน แม้ว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าโดยรวมในตลาดเหล่านี้ยังเพิ่มขึ้นก็ตาม
นอกจากนี้ Teslaยังเผชิญแรงกดดันจากผู้ผลิตรถยนต์จีน ซึ่งกระทบยอดขายในจีนซึ่งเป็นทั้งตลาดรถยนต์และรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังเป็นตลาดใหญ่เป็นอันดับสองของTesla
ที่น่าสนใจคือ Teslaกำลังจะสูญเสียตำแหน่งผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายสูงสุดของโลกให้กับ BYD จากจีน แม้ BYD จะยังไม่เข้าสู่ตลาดสหรัฐก็ตาม โดย BYD รายงานว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในครึ่งแรกของปีนี้อยู่ที่ 1 ล้านคัน ขณะที่ Teslaมียอดขายสะสมปีนี้ประมาณ 721,000 คัน
ตลอดเกือบทั้งประวัติศาสตร์ของTesla บริษัทมีแนวโน้มยอดขายเติบโตต่อเนื่อง ช่วยผลักดันราคาหุ้นจน Tesla กลายเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดของโลก แม้ว่ายอดขายรวมจะยังน้อยกว่าผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่แบบดั้งเดิม
อย่างไรก็ตามรายงานล่าสุดถือเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกันที่ยอดขายลดลงเกิน 13% และเมื่อปีที่แล้ว Teslaก็รายงานยอดขายลดลงทั้งปีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นผลจากการล็อกดาวน์ช่วงโควิด-19
ราคาหุ้นTesla มีความผันผวนอย่างหนักในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา โดยหลังการเลือกตั้ง ราคาหุ้นพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัวจนแตะระดับสูงสุดใหม่ในกลางเดือนธันวาคม จากความคาดหวังของนักลงทุนว่าบริษัทจะได้ประโยชน์จากสายสัมพันธ์ของมัสก์กับประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ราคาหุ้นกลับดิ่งลงกว่า 50% ภายในกลางเดือนเมษายน
นับตั้งแต่นั้นหุ้นTesla เริ่มฟื้นตัวอีกครั้ง หลังมัสก์ประกาศลาออกจากรัฐบาลทรัมป์เพื่อกลับมามุ่งเน้นที่ Tesla และตามมาด้วยข่าวการเตรียมเปิดตัวบริการรถแท็กซี่ไร้คนขับ ซึ่งช่วยหนุนราคาหุ้นพุ่งขึ้น 35% จากจุดต่ำสุดในเดือนเมษายนจนถึงปิดตลาดวันอังคารที่ผ่านมา
อ้างอิง : edition.cnn.com