โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ยอดขาย “Tesla” ร่วง 13.5% หนักสุดเป็นประวัติการณ์ แรงกดดันการเมือง-คู่แข่งจีน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 03 ก.ค. 2568 เวลา 11.19 น. • เผยแพร่ 03 ก.ค. 2568 เวลา 04.19 น.

Tesla เผยยอดขายไตรมาสล่าสุดลดลง 13.5% แรงกดดันบทบาทการเมืองของมัสก์และการแข่งขันจากจีน BYD เตรียมแซงขึ้นแท่นผู้ผลิตรถ EV รายใหญ่สุดของโลก

วันที่ 2 กรกฎาคม 2568 เวลา 22.27 น. สำนักข่าว CNN รายงานว่า Tesla รายงานยอดขายไตรมาสล่าสุดลดลงอย่างหนักอีกครั้ง สะท้อนผลกระทบจากภาพลักษณ์เสียหายที่เกิดจากกิจกรรมทางการเมืองของซีอีโอ อีลอน มัสก์ และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากทั้งผู้ผลิตรถยนต์ตะวันตกและจีน

บริษัท Tesla ระบุว่าขายรถยนต์ไปได้ 384,122 คัน ในไตรมาสที่ผ่านมา ลดลงเกือบ 60,000 คัน หรือ 13.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นอัตราการลดลงรายปีสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับไตรมาสแรก ยอดขายยังเพิ่มขึ้น 14.1%

แม้ยอดขายจะลดลง หุ้นของTesla (TSLA) เปิดตลาดวันพุธปรับขึ้นเกือบ 4% เนื่องจากตัวเลขยอดขายดีกว่าที่นักวิเคราะห์บางรายคาดการณ์ว่าจะลดลงรุนแรงกว่านี้

ทั้งนี้กิจกรรมทางการเมืองของมัสก์ โดยเฉพาะบทบาทในรัฐบาลทรัมป์ จุดกระแสประท้วงในโชว์รูมของTesla ทั่วสหรัฐและยุโรป รวมถึงเหตุการณ์ทำลายทรัพย์สิน ทั้งนี้บริษัทไม่ได้เปิดเผยยอดขายแยกตามภูมิภาค แต่ข้อมูลการจดทะเบียนรถบ่งชี้ว่ายอดขายในทั้งสองภูมิภาคลดลงอย่างชัดเจน แม้ว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าโดยรวมในตลาดเหล่านี้ยังเพิ่มขึ้นก็ตาม

นอกจากนี้ Teslaยังเผชิญแรงกดดันจากผู้ผลิตรถยนต์จีน ซึ่งกระทบยอดขายในจีนซึ่งเป็นทั้งตลาดรถยนต์และรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังเป็นตลาดใหญ่เป็นอันดับสองของTesla

ที่น่าสนใจคือ Teslaกำลังจะสูญเสียตำแหน่งผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายสูงสุดของโลกให้กับ BYD จากจีน แม้ BYD จะยังไม่เข้าสู่ตลาดสหรัฐก็ตาม โดย BYD รายงานว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในครึ่งแรกของปีนี้อยู่ที่ 1 ล้านคัน ขณะที่ Teslaมียอดขายสะสมปีนี้ประมาณ 721,000 คัน

ตลอดเกือบทั้งประวัติศาสตร์ของTesla บริษัทมีแนวโน้มยอดขายเติบโตต่อเนื่อง ช่วยผลักดันราคาหุ้นจน Tesla กลายเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดของโลก แม้ว่ายอดขายรวมจะยังน้อยกว่าผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่แบบดั้งเดิม

อย่างไรก็ตามรายงานล่าสุดถือเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกันที่ยอดขายลดลงเกิน 13% และเมื่อปีที่แล้ว Teslaก็รายงานยอดขายลดลงทั้งปีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นผลจากการล็อกดาวน์ช่วงโควิด-19

ราคาหุ้นTesla มีความผันผวนอย่างหนักในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา โดยหลังการเลือกตั้ง ราคาหุ้นพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัวจนแตะระดับสูงสุดใหม่ในกลางเดือนธันวาคม จากความคาดหวังของนักลงทุนว่าบริษัทจะได้ประโยชน์จากสายสัมพันธ์ของมัสก์กับประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ราคาหุ้นกลับดิ่งลงกว่า 50% ภายในกลางเดือนเมษายน

นับตั้งแต่นั้นหุ้นTesla เริ่มฟื้นตัวอีกครั้ง หลังมัสก์ประกาศลาออกจากรัฐบาลทรัมป์เพื่อกลับมามุ่งเน้นที่ Tesla และตามมาด้วยข่าวการเตรียมเปิดตัวบริการรถแท็กซี่ไร้คนขับ ซึ่งช่วยหนุนราคาหุ้นพุ่งขึ้น 35% จากจุดต่ำสุดในเดือนเมษายนจนถึงปิดตลาดวันอังคารที่ผ่านมา

อ้างอิง : edition.cnn.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...