ฝรั่งเลิกงานขอไป “เจอแดด” ส่วนเอเชียเลิกงานขอแค่ได้ “ดื่มด่ำ” สำรวจวิถีชีวิตหลังเลิกงานจากสองวัฒนธรรมต่างซีกโลก
หลังเสียงกริ่งเลิกงานในใจดังขึ้น แต่ละวัฒนธรรมทั่วโลกก็มีวิถีการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อน การสร้างสรรค์งานอดิเรก หรือการใช้เวลากับครอบครัว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภาพสะท้อนของค่านิยม ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตที่ฝังรากลึกในแต่ละสังคม
(Freepik)
“คนตะวันตก” มีชีวิตที่ไม่ได้หยุดแค่ที่การทำงาน
การดำเนินชีวิตหลังเลิกงานสะท้อนถึงวัฒนธรรมและคุณภาพชีวิตที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ประเทศในแถบยุโรปหลายแห่งมีแนวคิดและวัฒนธรรมในการใช้ชีวิตนอกเวลาทำงานที่ฝั่งเอเชียอย่างเรา ๆ น่าจะไม่คุ้นชิน อย่างเช่น
นอร์เวย์และสวีเดนมีสิ่งที่เรียกว่า “Friluftsliv – การใช้ชีวิตกลางแจ้ง”
เป็นหนึ่งในแนวคิดที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมสแกนดิเนเวีย หากแปลตรงตัวจะหมายถึง "การใช้ชีวิตในอากาศบริสุทธิ์" มาจากคำว่า "Fri" (อิสระ) "luft" (อากาศ) และ "liv" (ชีวิต) แนวคิดนี้เริ่มเป็นที่นิยมในช่วงทศวรรษ 1850 และกลายเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินชีวิตของชาวนอร์ดิก
ต้องบอกก่อนว่า การใช้ชีวิตกลางแจ้งของคนที่นี่ไม่ใช่แค่กิจกรรมยามว่าง แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรด้วย เพราะบริษัทหลายแห่งจัดสรรเวลาระหว่างสัปดาห์ให้พนักงานออกไปสัมผัสธรรมชาติ อย่างบริษัท Perrigo ที่อนุญาตให้พนักงานมีเวลาออกกำลังกาย 90 นาทีทุกวันพุธ โดยหลายคนเลือกที่จะใช้เวลานี้ในป่าใกล้ ๆ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ของบริษัทนี้บอกเองว่า "พวกเราทำแบบนี้ตลอดทั้งปี" พร้อมกับแถมคำฮิตของคนสวีเดนที่ว่า "ไม่มีคำว่าสภาพอากาศเลวร้าย มีแต่เสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสม"
ส่วนอิตาลีมี “La Passeggiata – วัฒนธรรมการเดินเล่นยามเย็น”
การเดินเล่นยามเย็นในอิตาลีเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนาน โดยทั่วไปกิจกรรมจะเริ่มเวลา 17.00-20.00 น. เป็นประจำทุกวัน แต่จะครึกครื้นเป็นพิเศษในวันอาทิตย์ การเดินเล่นตอนเย็นเป็นสิ่งยอดฮิต เพราะชาวอิตาลีไม่ได้ใช้เวลานี้แค่เพื่อออกกำลังกาย แต่ยังเป็นโอกาสในการเข้าสังคม พบปะพูดคุยกับเพื่อนและครอบครัว
แต่ Passeggiata มีลักษณะเฉพาะคือ ผู้คนจะเดินช้า ๆ ไม่เร่งรีบ และไม่มีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน ถ้าพูดแบบไทย ๆ ก็คือเดินทอดน่องไปเรื่อย ๆ และมักจะเดินไปมาหลายรอบบนถนนคนเดินวนกันไปเป็นปกติ อาจมีบ้างที่แวะระหว่างทางเพื่อหยุดพูดคุยกับคนอื่น ดูสินค้าตามร้าน และสั่งกาแฟ ไอศกรีม หรือเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อย ที่ก็ถือว่าเป็นการเข้าสังคมไปในตัว
ไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่มสาว ผู้สูงอายุ หรือครอบครัว ก่อนออกไปเดินเล่น ผู้คนมักจะกลับบ้านเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ดูดีกว่าชุดทำงานหรือชุดนักเรียน เพราะ Passeggiata มีแนวคิดว่า "การได้เห็นและให้คนอื่นได้เห็น" ใครที่ไปเที่ยวแล้วมีจังหวะได้ออกไปเดินเล่น ช่วงยามเย็นนี้แหละที่จะทำให้เราได้เห็นความหลากหลายทั้งด้านช่วงวัย ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงแฟชั่นของคนอิตาลีที่รวมไว้ในที่เดียว เพราะ Passeggiata คือกิจกรรมการเดินเล่นยามเย็นสำหรับทุกคน โดยเฉพาะคนวัยทำงานที่เราอาจจะได้เห็นมากเป็นพิเศษ ด้วยกว่า 68% ของชาวอิตาลีรู้สึกว่าการเดินเล่น La Passeggiata ช่วยลดความเครียดจากการทำงานได้ดี
ลิทัวเนียก็มีวัฒนธรรมกลางแจ้งที่ไม่น้อยหน้าใคร
เพราะประเทศลิทัวเนียได้รับการจัดอันดับให้เป็นสถานที่ที่มีความสุขที่สุดในโลกสำหรับกลุ่ม Gen Z ตามรายงานความสุขโลกประจำปี 2024 ของ Oxford Wellbeing Institute ซึ่งเป็นผลมาจากการให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิตและการทำงานที่ดี จากการได้พบกับธรรมชาติที่หลากหลายของลิทัวเนียอยู่ตลอด
รู้ไหมว่า ประเทศนี้มีทะเลสาบกว่า 6,000 แห่งและชายฝั่งทะเลที่สวยงาม มีหรือที่ Landscape ดีขนาดนี้ จะไม่มีวัฒนธรรมการใช้ชีวิตกลางแจ้ง ถึงขั้นมีกฎหมายอนุญาตให้ประชาชนเข้าถึงป่าไม้ได้อย่างเสรี ทำให้ใคร ๆ ก็สามารถไปว่ายน้ำในธรรมชาติ พายเรือคายัก เดินป่า ปั่นจักรยาน ได้แบบสะดวกสบาย เพราะแค่เดินออกไปไม่กี่ก้าวก็เจอธรรมชาติสีเขียวแล้ว
บริษัทในลิทัวเนียหลายแห่งยังสนับสนุนวัฒนธรรมการใช้ชีวิตกลางแจ้ง เช่น บริษัท Hostinger ที่จัดให้พนักงานทำงานริมทะเลสาบในช่วงฤดูร้อน มีกิจกรรมสันทนาการระหว่างวัน และบริษัทอย่าง Teltonika Networks ที่มีโครงการ "Outdoor Fridays" ซึ่งอนุญาตให้พนักงานเลิกงานเร็วในวันศุกร์ และสนับสนุนการสร้างทีมผ่านกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น การพายเรือคายักและการปีนเขา โดยเฉพาะกฎหมายแรงงานที่เป็นนโยบายที่ถูกกำหนดมาเพื่อช่วยให้ชาวลิทัวเนียสามารถใช้เวลาหลังเลิกงานกับกิจกรรมกลางแจ้งได้อย่างเต็มที่เลยทีเดียว
ส่วนชาวเอเชีย ถ้าไม่ดื่ม ไม่ดริงก์ ชีวิตทำงานก็จะแย่เอาน่ะสิ
ตามที่เรารู้กันเป็นอย่างดีว่า วัฒนธรรมการทำงานในประเทศเอเชียหลายประเทศให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ในที่ทำงานอย่างมาก โดยเฉพาะในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ซึ่งมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกันแต่มีจุดร่วมที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือการใช้การสังสรรค์หลังเลิกงานเป็นเครื่องมือในการเชื่อมสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายทางสังคม เพราะฉะนั้นเราจะเลิกงานแล้วแยกกันไปเดินเล่นสวนได้อย่างไร
เลิกงานแบบญี่ปุ่นคือ “Nomikai – การพบปะเพื่อดื่ม”
ในญี่ปุ่น "โนมิไค" (Nomikai) หรือ "การพบปะเพื่อดื่ม" เป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมการทำงาน เพราะการดื่มเพียงไม่กี่แก้วก็ช่วยลดช่องว่างของลำดับชั้นทางสังคมลงได้ชั่วคราวและยังช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ปรากฏการณ์นี้มักถูกเรียกว่า "โนมุนิเคชั่น" (nomunication) ซึ่งเป็นคำผสมระหว่าง "nomu" (ดื่ม) ในภาษาญี่ปุ่น กับ "communication" ในภาษาอังกฤษ
โดยที่โนมิไคจะมีหลายประเภท ไล่ลำดับมาตั้งแต่งานเลี้ยงอย่างเป็นทางการ เช่น "โบเน็นไค" (งานสิ้นปี) และ "ชินเน็นไค" (งานต้อนรับปีใหม่) ไปจนถึงการเชิญแบบไม่เป็นทางการจากหัวหน้า ซึ่งโนมิไคไม่ได้เป็นเพียงโอกาสให้พนักงานได้รู้จักกันดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางสำคัญสำหรับผู้จัดการในการประเมินลูกน้อง เพราะบริษัทหลายแห่งในญี่ปุ่นไม่มีระบบประเมินพนักงานอย่างเป็นทางการ ทำให้ Nomikai เป็นช่วงเวลาเพื่อประเมินลูกน้องไปในตัว เช่น เราโต้ตอบกับพนักงานคนอื่นอย่างไร ลักษณะบุคลิกภาพเข้ากับหัวหน้าได้ดีไหม ฉะนั้นการไม่เข้าร่วมสังคมชนแก้วนี้ ก็อาจส่งผลต่อโอกาสในการเลื่อนตำแหน่งและอาจถูกเพื่อนร่วมงานมองข้ามไปได้ง่าย ๆ เชียว
แต่การบังคับใช้ของวัฒนธรรมโนมิไคก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของวัฒนธรรมองค์กรด้วย เพราะถ้าทำงานในบริษัทต่างชาติก็อาจจะไม่เจอเรื่องนี้ แต่ถ้าทำในบริษัทญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม เราอาจต้องใช้เวลาหลังเลิกงานกับแก้วในมือเป็นจำนวนมากเลยล่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้น โนมิไคยุคใหม่ก็ปรับเปลี่ยนไปไม่น้อย เช่น สามารถเข้าร่วมได้โดยไม่จำเป็นต้องดื่มแอลกอฮอล์ และร้านอาหารและบาร์ในญี่ปุ่นเดี๋ยวนี้ก็มักมีตัวเลือกเครื่องดื่มที่เป็นแบบนอน-แอลกอฮอล์ให้ด้วย
เติมวิตามินดริงก์ในเกาหลีใต้ด้วย “Hosik – วัฒนธรรมการดื่มโซจู”
ในประเทศเกาหลีใต้ "ฮเวชิก" (Hoesik) เป็นมากกว่าการรวมตัวกันของกลุ่มเพื่อนหรือวัยรุ่น แต่เป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมการทำงานที่ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานที่จะประกอบด้วยอาหารเย็น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (มักเป็นโซจู) และบางครั้งอาจต่อด้วยการไปร้องคาราโอเกะ
โดยที่ยังมีกฎเกณฑ์ทางสังคมที่ต้องปฏิบัติตาม เช่น พนักงานใหม่ต้องรอให้เจ้านายเริ่มดื่มหรือรับประทานอาหารก่อน และการรินเครื่องดื่มให้ผู้อื่นโดยเฉพาะเจ้านายเป็นวิธีแสดงความเคารพ เป็นต้น ซึ่งถ้าถามว่าวัฒนธรรมการดื่มหลังเลิกงานของเกาหลีใต้นั้นได้รับความนิยมขนาดไหน ก็ถึงขั้นที่รัฐบาลเกาหลีใต้ได้เริ่มรณรงค์ "กฎการดื่ม 119" (1 ประเภทเครื่องดื่ม 1 แก้ว และสิ้นสุดไม่เกินสามทุ่ม) เพื่อลดแรงกดดันในการดื่มหนักของบรรดาพนักงาน
และแม้ว่าฮเวชิกจะมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการทำงานเป็นทีมและความสามัคคี แต่พนักงานหลายคนก็ยังรู้สึกกดดันที่ต้องเข้าร่วม เพราะการปฏิเสธอาจส่งผลต่อการประเมินผลงานและโอกาสการเลื่อนตำแหน่ง ตามคำกล่าวที่ว่า "ฮเวชิกคืออีกหนึ่งใน Job description" นั่นเอง
สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ Hoesik ยังคงมีบทบาทสำคัญในบริษัทต่าง ๆ หลายแห่งในเกาหลี แต่บริษัทใหม่ ๆ บางแห่งก็พยายามทำให้ปาร์ตี้เหล่านี้ผ่อนคลายมากขึ้น ดื่มน้อยลง และไม่เคร่งเครียด เพราะปาร์ตี้ในออฟฟิศสมัยใหม่ ไม่จำเป็นต้องกินดื่มเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมกลุ่มอื่น ๆ ที่ทำให้ผู้คนมีส่วนร่วมได้โดยไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ ซึ่งจะช่วยรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมองค์กร Hoesik โดยไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพหรือชีวิตส่วนตัวของพนักงานนั่นเอง
แต่ถ้าเป็นจีน จะไปพลาด “Guanxi – การสร้างเครือข่ายผ่านการดื่ม” ได้ยังไง
สำหรับแนวคิดเรื่อง "กวานซี่" (Guanxi) หรือ "ความสัมพันธ์" นับเป็นวัฒนธรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในโลกธุรกิจ และการสร้างเครือข่ายทางสังคมของประเทศจีน เพราะมิตรสหาย ลูกน้องกับเจ้านาย เพื่อนฝูงทางสัญญามักจะเกิดขึ้นระหว่างการรับประทานอาหารเย็นที่โต๊ะกลมและดื่ม Baijiu ซึ่งเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประจำชนชาติจีนที่มานับพันปี เพราะในโลกธุรกิจของจีน บางครั้งการ "เลี้ยงอาหารมื้อเย็น" มักหมายถึงการเจรจาข้อตกลงทางธุรกิจ ผู้คนจึงมักเต็มใจพูดคุยและเชื่อมต่อกันมากขึ้นเมื่อดื่มในบรรยากาศที่เป็นมิตร แถมยิ่งดื่มมากเท่าไร ก็ยิ่งแสดงความมีน้ำใจมากขึ้นเท่านั้น
กวานซี่มีกฎพื้นฐานในการดื่มไปไม่น้อยกว่าที่เกาหลีใต้เลย เช่น ต้องชนแก้วแบบตัวต่อตัวเพื่อแสดงความเคารพ และ คนที่มีตำแหน่งหรือสถานะทางสังคมสูงกว่า มักมีสิทธิพิเศษในการดื่ม รวมถึงพนักงานผู้หญิงก็มักจะมีสิทธิพิเศษมากกว่า เพราะในประเพณีจีน การดื่มเป็นกิจกรรมของผู้ชายโดยส่วนใหญ่ ผู้หญิงจึงไม่จำเป็นต้องดื่มมากเท่ากับผู้ชายนั่นเอง
จริง ๆ เรื่องของ Guanxi นอกจากจะถูกนำมาใช้เป็นวัฒนธรรมหลังเลิกงานแล้ว แนวคิดนี้ก็ยังถูกนำไปประยุกต์ใช้ในระดับนโยบายต่างประเทศและการทูตของจีนอีกด้วย เพราะวัฒนธรรมนี้คือการสร้างความสัมพันธ์ ฉะนั้นประเทศจีนก็มักจะเน้นการสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัว ความไว้วางใจ และการตอบแทนซึ่งกันและกันกับประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะประเทศในเอเชียและโลกกำลังพัฒนาด้วยแนวคิด Guanxi ด้วยนั่นเอง
แต่ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโลกฝั่งตะวันตกหรือฝั่งตะวันออก เวลาหลังเลิกงานก็นับว่าเป็นช่วงเวลาที่มีค่าสำหรับทุกวัฒนธรรมอยู่ดี ไม่ว่าจะใช้เวลานั้นไปกับการพักผ่อน การเรียนรู้ การอยู่กับครอบครัว หรือการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ล้วนแล้วแต่มีคุณค่าในการเติมเต็มชีวิตที่แตกต่างกันออกไป อยู่ที่ว่าสังคมและวัฒนธรรมของประเทศไหนมีค่านิยมกันอย่างไร เพราะไม่ได้หมายความว่าหลังเลิกงานฝรั่งจะไม่ดื่มเบียร์ หรือเอเชียจะไม่ออกไปวิ่งที่สวนเหมือนกันไปเสียหมดนั่นเอง
ที่มา : บทความ “Friluftsliv: The Nordic concept of getting outdoors” โดย Maddy Savage
บทความ “How the Concept of Norwegian “Friluftsliv” Can Save Your Life” โดย froginthefjord
บทความ “The Norwegian secret: how friluftsliv boosts health and happiness” โดย Rachel Dixon
บทความ “La Passeggiata – An Evening Walk Italian Style” โดย Jennifer Lynn
บทความ “What is la Passeggiata?” โดย Heather Dowd
บทความ “Lithuania’s Thriving Outdoor Culture and Its Impact on Work-Life Balance” จาก lithuania.lt
บทความ “More Than Just Forests: Exploring Lithuania’s Thriving Outdoor Culture and Its Impact on Work-Life Balance” จาก workinlithuania.com
บทความ “Nomikai Culture in Japan: The Liquid Approach to Building Bonds and Social Capital” จาก carterjmrn.com
บทความ “What is Nomikai and How to Do it Right” จาก jobsinjapan.com
บทความ “'Hoesik' can help blow off steam, or spark unfortunate events” จาก koreaherald.com
บทความ “Korean Hoesik Culture: The Bonding and Meaning Behind the Office Party” โดย Ngan Ckorea
บทความ “Guanxi, Alcohol, and China’s Business Culture” จาก mgtrading.com
บทความ “Guanxi Culture’s Role in China’s Great Power Diplomacy and Foreign Policy” โดย Ye Xue