โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธุรกิจ ไทย เผชิญความท้าทายรอบด้าน “อุปทานล้นตลาด-พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน-การแข่งขันด้านราคา”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 12 ก.ค. 2568 เวลา 08.16 น. • เผยแพร่ 12 ก.ค. 2568 เวลา 04.00 น.

กางรายงานนโยบายการเงิน โดย ธปท. ห่วงธุรกิจ ไทย เจอความท้าทายระลอกใหม่ อุปทานล้นตลาด (Oversupply) การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค (Demand Preferences) และการแข่งขันด้านราคา (Price Competition) ที่รุนแรง ธุรกิจเร่งปรับตัวแต่รัฐต้องหนุนเสริม ออกแบบนโยบายที่ตรงจุด

รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย เผยแพร่ รายงานนโยบายการเงิน ไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ซึ่งมีรายงานเรื่อง แนวทางการปรับตัวของธุรกิจจากการพูดคุยกับผู้ประกอบการ ที่ระบุว่า เศรษฐกิจ ไทย เผชิญกับความท้าทายทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ แม้ว่าในภาพรวมเศรษฐกิจจะขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นต้นมา แต่ผู้ประกอบการกลับสะท้อนมุมมอง การทำธุรกิจที่ยากลำบากขึ้นจากหลากหลายสาเหตุ อาทิ อุปสงค์ในประเทศที่ชะลอลง รวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงจึงซ้ำเติมให้ปัญหาเชิงโครงสร้างของธุรกิจมีอาการที่ชัดเจนและรุนแรงขึ้น

ทั้งนี้ สามารถสรุปอุปสรรคเชิงโครงสร้างของธุรกิจที่สำคัญใน 3 ด้าน ดังนี้

  • อุปทานล้นตลาด (Oversupply) ตัวอย่างในธุรกิจโรงแรม ผู้เล่นรายใหม่เข้ามาแข่งขันมากขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าผ่าน online platform อย่าง Airbnb ที่มีจำนวนห้องพักเกือบ 2 แสนห้องเทียบกับจำนวนห้องพักโรงแรมทั้งหมดอยู่ที่ 1.3 ล้านห้อง ในปี 2566 หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 15 ของจำนวนห้องพักทั้งหมด ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงโดยเฉพาะจีนที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลักของโรงแรมต่ำกว่าระดับ 3 ดาว ทำให้ธุรกิจโรงแรมประสบภาวะ oversupply รุนแรงมากในช่วงหลัง
    เช่นเดียวกับธุรกิจร้านอาหาร ผู้เล่นรายใหม่เพิ่มเป็นเท่าตัวจากช่วงก่อนโควิด-19 เนื่องจากเป็นธุรกิจที่เปิดง่าย มี อุปสรรคต่อการเข้าสู่ตลาด (barrier to entry) ต่ำ ประกอบกับการเข้ามาของ food delivery platform ที่เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ในการแข่งขันของวงการอาหารไปโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะในช่วงหลังโควิด-19 ขณะที่กำลังซื้อเติบโตไม่ทันอุปทาน ส่วนหนึ่งสะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ที่เติบโตเพียงร้อยละ 12 จากช่วงก่อนโควิด-19 ดังนั้นธุรกิจร้านอาหารจึงประสบกับภาวะ oversupply โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยว
  • การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค (Demand Preferences) ในธุรกิจค้าปลีก online platform เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดการค้าปลีกแบบ offline แบบก้าวกระโดด สะท้อนจากสัดส่วนมูลค่า e-commerce ต่อมูลค่าตลาดค้าปลีกที่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7 ในปี 2562 มาอยู่ที่ร้อยละ 25 ในปี 2567 ส่งผลให้การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกรุนแรงขึ้นมาก ธุรกิจรายใหญ่ในส่วนกลางจึงต้องขยายสาขาไปแข่งขันในภูมิภาคกับผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อยในท้องถิ่นมากขึ้น
  • การแข่งขันด้านราคา (Price Competition) ธุรกิจยานยนต์และเครื่องนุ่มห่ม เผชิญการแย่งส่วนแบ่งการตลาดในประเทศจากสินค้าต่างประเทศที่เข้ามาแข่งขันด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า ตัวอย่างเช่น ราคาเครื่องนุ่งห่มจีนที่ต่ำกว่าสินค้าไทยถึงร้อยละ 20 และสัดส่วนการนำเข้าเครื่องนุ่งห่มจากจีนต่อยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 44 ในไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ธุรกิจหลายรายให้ความสำคัญกับการเร่งปรับตัวเพื่อยกระดับขีดความสามารถ และเตรียมแผนธุรกิจเพื่อรองรับกับความไม่แน่นอนที่ชัดเจนมากขึ้น

ธุรกิจเร่งปรับตัว รับมือความท้าทาย

โดยแนวทางในการปรับตัวจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัญหา ขนาดของธุรกิจ และศักยภาพของธุรกิจ จึงขอยกตัวอย่างการปรับตัวของธุรกิจ 4 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้กล่าวถึงข้างต้น ได้แก่

  • กลุ่มโรงแรมและร้านอาหาร โดยธุรกิจโรงแรมปรับตัวดังนี้
    (1) เพิ่มสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวสัญชาติอื่น ๆ เช่น สหภาพยุโรปและอินเดีย เพื่อทดแทนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย
    (2) เน้นให้บริการลูกค้าประเภทอื่น ๆ เช่น ลูกค้ากลุ่มประชุมและสัมมนา (Meetings, Incentives, Conventions, Exhibitions: MICE)
    (3) ยกระดับเป็นการท่องเที่ยวมูลค่าสูง (high-value tourism) ในระยะยาว เช่น wellness tourism เพื่อการรักษาโรคอาทิ การใช้ stem cell และกลุ่มความสวยความงามเพื่อชะลอวัย ซึ่งไทยมีศักยภาพและมาตรฐานการให้บริการที่สูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค รวมถึงมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว และ (4) ปรับธุรกิจให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (green operation) เบื้องต้นที่ใช้เงินลงทุนไม่สูงมาก เช่น ติดตั้งแผ่นทำความเย็นและโซลาร์เซลล์ เพื่อลดต้นทุนของธุรกิจและรองรับความต้องการของลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม แต่ยังไม่ถึงขั้นก่อสร้าง green building ซึ่งต้องใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและต้องใช้เงินลงทุนสูง เนื่องจากต้นทุนการก่อสร้างสูงกว่าการก่อสร้างตึกปกติถึงร้อยละ 10-15
    ขณะที่ธุรกิจร้านอาหารปรับตัวโดย (1) กระจายรายได้ไปลูกค้ากลุ่มใหม่เพื่อทดแทนรายได้ลูกค้าเดิมที่หดตัว เช่น เพิ่มการขายสินค้าพรีเมียม (2) ทำการตลาดที่เน้นความคุ้มค่า (value) เช่น เปิดร้านอาหารแบรนด์ใหม่ในราคาที่ถูกลง ปรับเมนูอาหารให้มีความแปลกใหม่และคุ้มค่าสำหรับผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการจัดโปรโมชันถี่ขึ้น และ (3) ลดขนาดการเช่าพื้นที่เพื่อลดต้นทุน
  • กลุ่มการค้าปลีก ธุรกิจรายใหญ่เน้นปรับตัวโดย
    (1) หาสินค้าใหม่ ๆ ที่หลากหลาย และมีคุณภาพสูง เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดให้แข่งขันได้กับสินค้าต่างชาติที่อาจมีคุณภาพไม่สูงเท่าไทยและเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ผ่านหลากหลายช่องทางการขายทั้งแบบ online และ offline
    (2) สร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้ลูกค้า เช่น การจัด event และใช้งานศิลปะตกแต่งภายในห้างสรรพสินค้าเพื่อดึงดูดลูกค้า
    (3) นำเสนอบริการเสริม เช่น ผู้ช่วยส่วนตัวสำหรับการเลือกซื้อสินค้า
    และ (4) ขยายสาขาไปตามหัวเมืองหลัก รวมถึงเมืองรอง ขณะที่ธุรกิจรายย่อยในภูมิภาคพยายามปรับตัวเพื่อสร้างความแตกต่างจากรายใหญ่ โดยเน้นเพิ่มสินค้าเฉพาะกลุ่มที่แตกต่างจากคู่แข่งส่วนลาง อาทิ อาหารและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกรในพื้นที่รวมทั้งขยายการขายผ่านช่องทาง online
  • ลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน เผชิญอุปสรรคเชิงโครงสร้างทั้ง 3 ด้าน โดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ที่ส่วนใหญ่เป็น SME จึงปรับตัวได้ยากกว่ารายใหญ่ โดยปัจจุบันธุรกิจบางส่วนพยายามปรับรูปแบบการผลิตจากเดิมที่รับจ้างผลิตชิ้นส่วน OEM (Original Equipment Manufacturer) ให้กับผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ ไปเป็นการผลิตชิ้นส่วน REM (Replacement Equipment Manufacturing) สำหรับตลาดซ่อมบำรุง ซึ่งต้องเริ่มทำการตลาดและหาลูกค้าเพื่อส่งออกเอง โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกาที่มีความต้องการต่อเนื่องและขยายตัวดี รวมทั้งเปลี่ยนไปผลิตสินค้าเพื่อรองรับอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น ชิ้นส่วนทางการแพทย์ เครื่องจักรทางการเกษตร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมราง เพื่อทดแทนยอดขายรถสันดาปในประเทศที่หดตัว
  • ลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ SMEs กว่า 2 แสนราย ธุรกิจบางส่วนสามารถยกระดับเป็นผู้ผลิตสินค้ามูลค่าสูงที่เน้นจับลูกค้าตลาดกลางถึงบน หรือผลิตสินค้า small lots ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น เสื้อกีฬา (เสื้อโยคะ เสื้อฮ็อคกี้) เสื้อผ้าแบรนด์ดีไซเนอร์หรือแบรนด์ของ influencer เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันกับผู้ผลิตแบบปริมาณมาก (mass) ที่ราคาไม่สูงนัก เช่น เวียดนาม แอฟริกา และจีน

ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยเผชิญกับความท้าทายจากหลายด้าน การปรับตัวของธุรกิจจึงมีความจำเป็นและสำคัญ อย่างมากในการยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และสร้างภูมิต้านทานความไม่แน่นอนต่าง ๆ ที่อาจเข้ามาในระยะข้างหน้า อย่างไรก็ดี การปรับตัวของภาคธุรกิจโดย ลำพังอาจยังไม่เพียงพอ ในภาพรวมธุรกิจยังต้องการมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนกระบวนการยกระดับความสามารถในการแข่งขันควบคู่ไปด้วย

สิ่งที่สำคัญคือ ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมุ่งออกแบบนโยบายที่ตรงจุดและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ ทั้งในด้านการส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม การพัฒนาองค์ความรู้ของธุรกิจและทักษะแรงงาน รวมถึงโอกาสทางการตลาด แม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะช่วยบรรเทาผลกระทบระยะสั้นได้บ้างแต่ไม่ใช่แนวทางที่ตรงจุดในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นต้นตอของความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงได้อย่างยั่งยืน (เพิ่มเติม…)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...