การสูญพันธุ์ใหญ่ครั้งที่ 6 ครั้งรุนแรงสุด ไม่ได้เกิดจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่เกิดจาก “มนุษย์”
“การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่” ที่ผ่านมา ทำให้สิ่งมีชีวิตบนโลกไม่ว่าจะเป็น พืช, สัตว์ และมนุษย์ ต้องสูญพันธุ์ไปพร้อมๆ กัน หรือในเวลาไล่เลี่ยกัน มีสาเหตุมาจาก “ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ” แต่ “การสูญพันธุ์ใหญ่ครั้งที่ 6” นักวิชาการจำนวนมากประเมินว่าจะเกิดจาก “มนุษย์” เป็นหลัก
การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่
ประวัติศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตบนโลกประมาณ 4,500 ล้านปีที่ผ่านมา เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่มาแล้ว 5 ครั้ง มีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้
ครั้งที่ 1 เกิดเมื่อประมาณ 450 ล้านปีก่อน ในปลายยุคออร์โดวิเชียน (Ordovician) สาเหตุจากเป็นยุคน้ำแข็งปกคลุมทั่วโลก น้ำทะเลกลายเป็นก้อนน้ำแข็งยักษ์ ทำให้น้ำทะเลลดระดับลงไปร่วมร้อยเมตร เป็นเหตุให้สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ที่อยู่ในน้ำสูญพันธุ์ราว 60-70%
ครั้งที่ 2 เกิดเมื่อประมาณ 360 ล้านปีก่อน ในยุคปลายเดโวเนียน (Devonian) สันนิษฐานว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ ทำให้สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในน้ำราว 70% และปะการัง สูญพันธุ์เกือบหมด
ครั้งที่ 3 เกิดเมื่อประมาณ 250 ล้านปีก่อน ตอนสิ้นยุคเพอร์เมียน (Permian) สาเหตุนั้นมีการสันนิษฐานเป็น 2 แนวทาง คือ เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟยักษ์ในไซบีเรีย หรืออุกกาบาตชนโลก สร้างความเสียหายร้ายแรงที่สุด ทำให้ชนิดพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตหายไปถึง 97%
ครั้งที่ 4 เกิดเมื่อประมาณ 200 ล้านปีก่อน ในยุคจูแรสสิก (Jurassic) เมื่อภูเขาไฟใต้น้ำระเบิดที่ตอนกลางมหาสมุทรแอตแลนติก ทําให้เกิดภาวะโลกร้อน สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตครึ่งหนึ่งหายไป ขณะเดียวกันทำให้ไดโนเสาร์ที่เพิ่งปรากฏขึ้นบนโลกเมื่อประมาณ 225 ล้านปีมาแล้ว สามารถแพร่พันธุ์ขยายพันธุ์ไปร่วม 400 ชนิด
ครั้งที่ 5 เมื่อประมาณ 65 ล้านปีก่อน ในยุคครีเตเชียส (Cretaceous) เกิดจากอุกกาบาตเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างประมาณ 10 กิโลเมตร พุ่งชนโลกด้วยความเร็วประมาณ 100,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนจะตกลงที่บริเวณแหลมยูกาตาน ประเทศเม็กซิโก ความเสียหายที่เกิดขึ้นเทียบเท่าระเบิดนิวเคลียร์ 1,000 ล้านลูก แผ่กระจายไปทั่วแผ่นดินและมหาสมุทร
หากครั้งที่ 6 นั้น คาดว่าจะรุนแรงกว่าทุกครั้ง อัตราการทำลายล้างสูงกว่าในอดีตถึง 100-1,000 เท่า
การสูญพันธุ์ใหญ่ครั้งที่ 6
สาเหตุการสูญพันธุ์ครั้งนี้ คือ การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรมนุษย์ และการผลิตในปริมาณมาก ตั้งแต่ปี 2023 มีรายงานว่า “สัตว์กินพืช” เช่น ช้าง, กระทิง ฯลฯ มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากขึ้น เนื่องจากพวกมันต้องกินอาหารในปริมาณมาก และต้องอาศัยพื้นที่ขนาดใหญ่ในการหาอาหาร (ป่า) ซึ่งทับซ้อนกับพื้นที่ของมนุษย์ นำสู่การขัดแย้ง นี่ยังไม่รวมการสูญพันธุ์ของนกบางชนิด, ปลาบางสายพันธุ์ ฯลฯ
คาดว่า ก่อนเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 20 สิ่งมีชีวิตเดียวที่จะหลงเหลือบนโลกก็คือ “มนุษย์”
การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่จากมนุษย์คราวนี้ มีนักวิชาการเรียกมันว่า ยุคแอนโทรโปซีน (Anthropocene) ซึ่งคือยุคที่มนุษย์เป็นศูนย์กลางการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาและนิเวศวิทยา เป็นยุคที่มนุษย์ใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมเกินขีดจำกัด
สัญลักษณ์สำคัญของยุคแอนโทรโปซีนคือ “ไก่” จากไก่ป่า สู่ไก่บ้าน และไก่ในการเลี้ยงแบบอุตสาหกรรมอาหารขนาดใหญ่ทั่วโลก ที่มีการปรับปรุงสายพันธุ์ให้มันหิวเร็ว, ต้องกินอาหารมาก, โตไว และมีปริมาณเนื้อมาก ในแต่ละปีมนุษย์บริโภคไก่ถึง 60,000 ล้านตัว ส่งผลให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อปลูกข้าวโพดและถั่วเหลืองที่เป็นอาหารของไก่
ฟอสซิลกระดูกไก่จำนวนมากดังกล่าว อาจเป็นหลักฐานทางธรณีวิทยาที่ชัดเจนที่สุด ถึงสิ่งที่มนุษย์กระทำในยุคนี้ ยุคแห่งการสูญพันธุ์ใหญ่ครั้งที่ 6
อ่านเพิ่มเติม :
- เปิด 10 มหาภัยพิบัติในประวัติศาสตร์ไทย ความสูญเสียครั้งใหญ่ในอดีต
- การจัดการน้ำในเมืองโบราณของไทย ดูวิทยาการและคติเรื่องน้ำของคนในอดีต
- ตีเกราะ เคาะกะละมัง ปรากฏการณ์วัน “จันทรุปราคา” ไล่ราหูอมจันทร์ที่เป็นลางร้าย?
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์. The Lost Forest ประวัติศาสตร์ (การทำลาย) สิ่งแวดล้อมไทย และสงครามแย่งชิงทรัพยากร, สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2567.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 16 มิถุนายน 2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การสูญพันธุ์ใหญ่ครั้งที่ 6 ครั้งรุนแรงสุด ไม่ได้เกิดจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่เกิดจาก “มนุษย์”
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com