โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Biodiversity ความท้าทายใหม่ ที่ธุรกิจเกษตรและอาหารไทยต้องรับมือ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 16 มิ.ย. 2568 เวลา 22.29 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 05.01 น.

ที่จัดขึ้นในปี 2565 ที่ได้มีการรับรองกรอบงานความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งตั้งเป้าหมายในการปกป้องพื้นที่ธรรมชาติไม่น้อยกว่า 30% ของพื้นที่ทั้งหมดภายในปี 2573 ความตกลงดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนความพยายามด้านการปกป้องและรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจต้องเริ่มตระหนักว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่แค่ประเด็นทรัพยากรธรรมชาติ แต่เป็นทั้งโอกาสทางธุรกิจและความเสี่ยง ทำให้ภาคเกษตรและอาหารซึ่งต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากทรัพยากรธรรมชาติสูง จำเป็นต้องเร่งยกระดับสู่มาตรฐานด้าน Biodiversity อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับไทย ในฐานะประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารอันดับต้นๆ ของโลก ภาครัฐก็ได้มีการผลักดันเรื่องนี้ โดยเฉพาะใน EEC ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ศักยภาพของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายของผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ผลไม้ สมุนไพร ประมง ปศุสัตว์ โดยในแผนพัฒนาการเกษตรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (พ.ศ. 2566-2570) ก็ได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับภาคเกษตรและอาหารในด้าน Biodiversity ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการปลูกพืชท้องถิ่น เช่น สมุนไพรและพืชหายากในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม New S-Curve รวมทั้งการพัฒนาเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) เช่น การลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร ซึ่งจะช่วยให้ระบบนิเวศฟื้นตัวและส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่เกษตร

Krungthai COMPASS ประเมินว่า ในภาพรวมของประเทศ กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารไทยที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากเทรนด์ Biodiversity เป็นกลุ่มแรกๆ คือ สินค้ากลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูปและอาหารสัตว์ โดยสินค้าเหล่านี้มักถูกจับตาในเรื่องกฎระเบียบและมาตรการการค้าระหว่างประเทศใหม่ๆ ที่ให้ความสำคัญกับ Biodiversity ตลอดห่วงโซ่การผลิต และยังเป็นกลุ่มสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นตลาดที่ให้ความสำคัญกับ Biodiversity อย่างเข้มข้น ทั้งนี้ สินค้า 2 กลุ่มหลักมีมูลค่าส่งออกไปสหภาพยุโรปรวมกันถึง 65,300 ล้านบาทต่อปี หรือ 7% ของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารรวมของไทยซึ่งอยู่ที่กว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี

ท้ายที่สุด หนึ่งในปัจจัยแห่งความสำเร็จที่จะทำให้อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยสามารถยกระดับมาตรฐานด้าน Biodiversity ได้ คือ ผู้ประกอบการต้องมีระบบตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงมือผู้บริโภค เพื่อสร้างความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนให้ความสำคัญกับการรับรองมาตรฐานด้าน Biodiversity ซึ่งมีแนวโน้มถูกนำมาใช้เป็นกฎระเบียบทางการค้ามากขึ้น รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ (Taskforce on Nature-Related Financial Disclosures: TNFD) ซึ่งปัจจุบันมีองค์กรมากกว่า 500 แห่งทั่วโลกรวมถึงไทยที่ใช้แนวทาง TNFD แล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...