โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แผนที่ไทย-กัมพูชา ทาบกันไม่ได้ เสี่ยงคลาดเคลื่อนหลายกิโลเมตร

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 17 มิ.ย. 2568 เวลา 13.20 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 06.19 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

17 มิ.ย. – ผู้เชี่ยวชาญด้านการสำรวจรังวัดและการทำแผนที่ ยืนยันแผนที่ของไทยและกัมพูชา ไม่สามารถนำมาทาบเทียบกันได้โดยตรง อาจก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนของพิกัดจากกันหลายร้อยเมตรถึงหลายกิโลเมตร ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการกำหนดเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ

แผนที่ของไทยที่ใช้ในการกำหนดเขตแดนทั่วไป เป็นแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ซึ่งหมายความว่า 1 เซนติเมตรบนแผนที่เท่ากับ 500 เมตร ให้ข้อมูลภูมิประเทศอย่างละเอียด เช่น แนวสันเขา ลำธาร และทางเดินธรรมชาติ จึงเหมาะสำหรับการอ้างอิงเพื่อวางแนวเขตแดนที่แม่นยำ โดยแผนที่ชุดนี้พัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีและระบบแผนที่จากสหรัฐอเมริกา

ในขณะที่กัมพูชา ยังอ้างอิงจากแผนที่เก่าที่ผลิตโดยฝรั่งเศส ในช่วงยุคล่าอาณานิคม ซึ่งมีมาตราส่วน 1:200,000 หรือ 1 เซนติเมตรเท่ากับ 2 กิโลเมตร รายละเอียดภูมิประเทศน้อยกว่า ครอบคลุมพื้นที่กว้าง เหมาะกับการวางแผนระดับภูมิภาคมากกว่าการกำหนดพรมแดนโดยละเอียด

นอกจากมาตราส่วนแล้ว แผนที่ทั้งสองประเทศยังใช้ระบบฉายภาพ (Projection System) ต่างกันโดยสิ้นเชิง ระบบที่ไทยใช้จะรักษาความแม่นยำของรูปร่างและทิศทางได้ดี เหมาะกับการใช้งานเชิงเทคนิคในพื้นที่จริง ขณะที่แผนที่กัมพูชาใช้ รักษาความถูกต้องของพื้นที่ แต่บิดเบือนรูปร่างและทิศทาง โดยเฉพาะเมื่ออยู่นอกแนวศูนย์สูตรหรือเมอริเดียนกลาง

ความแตกต่างทั้งด้านมาตราส่วน ระบบฉายภาพ และที่มาของเทคโนโลยีแผนที่ ทำให้ไม่สามารถนำแผนที่สองชุดนี้มาทาบหรือเทียบพิกัดกันได้โดยตรง หากไม่ผ่านกระบวนการแปลงและปรับแก้ด้วยเทคนิคทางวิศวกรรมอย่างละเอียด

ความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นอาจสูงถึงหลายกิโลเมตรในบางพื้นที่ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการใช้แผนที่เป็นหลักฐานในการเจรจาข้อพิพาทเขตแดน หรือการตีความเส้นเขตแดนร่วมกัน

ผู้เชี่ยวชาญยังเน้นว่าแม้แผนที่ทั้งสองชุดจะแสดงลักษณะภูมิศาสตร์ของพื้นที่เดียวกัน แต่ความไม่สอดคล้องทางเทคนิคดังกล่าว สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ใช่เพียงเรื่องวิศวกรรม แต่ยังเกี่ยวพันกับอธิปไตย ประวัติศาสตร์ และการเมืองของทั้งสองประเทศ

การหาทางออกจึงจำเป็นต้องผสานความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับการทูต เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในระยะยาว.-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...