โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ปัญหา JKN สรุปไทม์ไลน์วิกฤตเกิดอะไรขึ้นก่อนจะมีวันนี้

Stock2morrow

อัพเดต 09 มิ.ย. 2568 เวลา 09.33 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2568 เวลา 09.33 น. • Stock2morrow
ปัญหา JKN สรุปไทม์ไลน์วิกฤตเกิดอะไรขึ้นก่อนจะมีวันนี้

ปัญหา JKN สรุปไทม์ไลน์วิกฤตเกิดอะไรขึ้นก่อนจะมีวันนี้

.

เมื่อไม่นานมานี้ นักลงทุนน่าจะได้ยินประเด็นของบริษัทเจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN มาบ้างแล้วว่าคุณแอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ และน้องสาว ที่ประกาศลาออกจากทุกตำแหน่งในบอร์ดฯ และผู้บริหารของบริษัท โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป

การตัดสินใจลาออกครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ทั้งสองได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริษัทเพื่อมีมติในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการถูกกล่าวโทษจาก ก.ล.ต. ซึ่งการเคลื่อนไหวครั้งนี้นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างการบริหารของ JKN ที่ต้องติดตามกันต่อไป

.

ประเด็น คือ ก่อนหน้านี้ JKN เกิดปัญหาอะไรและเกิดอะไรขึ้นก่อนที่จะมีวันนี้ ?

Stock2morrow จะเล่าให้ฟัง

.

จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ต้องย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ปี 2565

เมื่อคุณแอน จักรพงษ์ ออกมาให้ข่าวว่า JKN เข้าเทกโอเวอร์ Miss Universe มงกุฎจักรวาล มูลค่า 800 ล้านบาท

ส่งผลให้มีนักลงทุนแห่เข้ามาเก็งกำไร 2 วันติด ทำให้ราคาหุ้นจาก 3.5 บาทต่อหุ้น ขึ้นไปสูงสุดที่ 5.7 บาทต่อหุ้น

.

ต่อมาในวันที่ 23 พฤศจิกายน ปี 2565

คุณแอน จักรพงษ์ แจ้ง กลต.ว่าได้ขายหุ้น JKN จำนวน 70 ล้านหุ้น ราคาจาก 4.94 บาท จนถึง 4.10 บาทต่อหุ้น

โดยเป็นการซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ ได้เงินสดมาราวๆ 310 ล้านบาท

.

ในวันที่ 6 มกราคม ปี 2566

ทาง JKN มีมติเพิ่มทุน 1,019 ล้านหุ้น ขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมสัดส่วน 1:1 ในราคาหุ้นละ 3 บาท

ซึ่งคุณแอน จักรพงษ์ ถือหุ้นอยู่ 183 ล้านหุ้น

ซึ่งถ้าคุณแอน เพิ่มทุนทั้งหมด จะต้องใช้เงินกว่า 549 ล้านบาท

ส่งผลให้ราคาหุ้นตลาด ณ เวลานั้น ถูกถล่มขายลงมาเพราะตกใจข่าวเรื่องของการเพิ่มทุน

และไม่เคยมี "เค้าลาง" ของการที่จะเพิ่มทุนมาก่อน

โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อย ที่แห่ไปซื้อตอนราคาแถวๆ 5 บาท ต่างก็บาดเจ็บจากราคาหุ้นที่ลดลงมาอย่างรวดเร็ว

ในวันนั้น ราคาหุ้น JKN ร่วงติดฟลอร์ที่ 3.40 บาทต่อหุ้น

.

ในวันที่ 1 กันยายน 2566

JKN มีกระแสข่าวเรื่องของการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราว "วิกฤตศรัทธาหุ้นกู้" ในตลาดทุนไทย ว่าจะมีบริษัทไหนผิดนัดชำระหนี้อีกบ้าง

และในวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2566

ทางคณะกรรมการ JKN มีมติยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ และศาลล้มละลายกลางรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ

ราคาหุ้น JKN ลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 0.25 บาทต่อหุ้น ทำให้นักลงทุนรายย่อยขาดทุนกันอย่างหนัก

แล้วกระแสข่าว JKN ก็เงียบหายไปจนกระทั่งช่วงกลางเดือนมกราคม ปี 2567 ก็มีข่าวลือว่า JKN ได้ขายธุรกิจ "มิสยูนิเวิร์ส" ออกไปแล้ว

ท่ามกลางข้อสงสัยของนักลงทุนตอนนั้นว่า ขายตอนไหน อะไรและยังไง ?

.

จนวันที่ 22 มกราคม 2566

ตลาดหลักทรัพย์ ได้ยื่นหนังสือให้ JKN ชี้แจงกรณีขายกิจการ "มิสยูนิเวิร์ส" ออกไป

ซึ่งทาง JKN ตอนกลับมาในวันถัดไปว่า JKN ได้ขายหุ้น 50% ของ JKN Legacy ได้เงินมาราวๆ 582 ล้านบาท

โดยแบ่งชำระเป็น 3 งวด คือ ภายในเดือนธันวาคม 2566 เดือนพฤษภาคมและเดือนกันยายน 2567

ตรงจุดนี้เลยเกิดข้อสงสัยว่า "ดีลนี้" ไปทำกันตอนไหน และเพราะเหตุใดถึงทำแบบนั้น

ในวันที่ 29 มกราคม ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การขาย JKN Legacy สามารถทำได้โดยไม่ต้องรายงานต่อตลาด เพราะ

1. JKN Global Content สามารถโอนหุ้นที่ซื้อขายได้ เนื่องจากข้อห้ามตามกระบวนการฟื้นฟูกิจการเป็นการต้องห้ามเฉพาะตัวของ JKN

2. การอนุมัติขาย JKN Legacy เป็นไปตามขอเขตอำนาจดำเนินการ และขนาดรายการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อยซึ่งมีมูลค่าขนาดรายการ น้อยกว่า 15%

ทำให้ไม่จำเป็นต้องได้รับมติที่ประชุมคณะกรรมการ

3. JKN มีแผนนำเงินที่ได้จากการขายหุ้น JKN Legacy เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและเป็นเงินหมุนเวียนสำหรับการดำเนินธุรกิจของบริษัทย่อย และเพื่อสนับสนุนแผนการฟื้นฟูกิจการของบริษัท

และประเด็นเรื่องของ JKN ก็ยังไม่จบ ก็มีประเด็นใหม่ขึ้นมาคือเรื่องของการผิดนัดชะระหนี้หุ้นกู้

โดยเมื่อเดือนกันยายน JKN ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ 452 ล้านบาท

จนถึงเดือนพฤศจิกายน คณะกรรมการมีมติให้ JKN ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ และศาลล้มละลายกลางรับคำร้องการขอฟื้นฟูกิจการกันต่อไป

.

เมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว สิ่งที่นักลงทุนทั้งตลาดกำลังจับตากันอยู่ คือ ผลประกอบการของปี 2566 ทั้งปีจะออกมาเป็นอย่างไร ?

ปรากฏว่า JKN ขาดทุนหนักมากถึง 2.12 พันล้านบาท

ไม่เพียงแค่การขาดทุนอย่างเดียว แต่ยังมีอีกหลายประเด็นที่ออกมาพร้อมๆกัน ไม่ว่าจะเป็น

- การที่ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความคิดเห็น

- การขึ้นเครี่องหมาย SP และ CS หยุดการซื้อขาย และขึ้นเครื่องหมาย Caution เตือนนักลงทุน

เมื่อบริษัทขาดทุนเป็นเรื่องน่ากังวลแล้ว

แต่การที่ผู้ตรวจสอบบัญชีไม่แสดงความเห็นเป็นเรื่องที่น่ากังวลยิ่งกว่า และ JKN ก็เป็นแบบนั้น

ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่และสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างมาก

โดยสาเหตุที่ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินนั้น เพราะมีความไม่แน่นอนอยู่ 3 ประเด็นหลักด้วยกัน คือ

1. ขาดสภาพคล่องทางการเงินและการผิดนัดชําระหนี้ ทั้งหุ้นกู้และเงินกู้จากสถาบันการเงิน ซึ่ง JKN ไม่สามารถเจรจาต่อรอง หรือหาแหล่งเงินทุนมาจ่ายหนี้สินที่ผิดนัดชําระได้

2. การยื่นคําร้องขอฟื้นฟูกิจการของ JKN ซึ่งศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้อง และมีผลให้หยุดพักชำระหนี้

ทำให้ยังมีความไม่แน่นอนในเรื่องของสภาพคล่องและการชำระหนี้ เพราะยังมีความเสี่ยงจากการฟ้องร้องของเจ้าหนี้ และยังต้องรอคำตัดสินของศาล ว่าจะมีการฟื้นฟูกิจการหรือไม่

3. การจัดหาเงินและสภาพคล่องเพื่อใช้ในการดําเนินงาน

โดยในรายงานระบุว่า เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอน ในหลาย ๆ ด้าน ทั้งการปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจ คําสั่งของศาลล้มละลายกลาง รวมถึงความสามารถในการประกอบธุรกิจของ JKN ซึ่งทั้งหมดอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าสินทรัพย์และหนี้สินอย่างมีนัยสำคัญ

.

และการที่ผู้ตรวจสอบบัญชีไม่แสดงความคิดเห็น

ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้นเครื่องหมาย SP หรือ Suspension หยุดการซื้อขายหุ้น JKN ในเมื่อวานที่ผ่านมา

และสำหรับวันนี้ตลาดหลักทรัพย์จะยังขึ้นเครื่องหมาย CS ต่อไป

เพื่อเตือนนักลงทุนว่า รายงานของผู้สอบบัญชีฉบับล่าสุดมีลักษณะไม่แสดงความเห็น

จนกว่าบริษัทจะนำส่งงบการเงินที่ไม่มีลักษณะไม่แสดงความเห็น มาให้กับทางตลาดหลักทรัพย์

ทั้งนี้ เครื่องหมาย CS (Financial Statements) เครื่องหมายนี้ มีไว้เพื่อเตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังและศึกษาข้อมูลในงบการเงินของบริษัทโดยละเอียด

.

และทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวของ JKN ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่จะมีวันนี้

เริ่มตั้งแต่การขายหุ้นของผู้บริหาร การเพิ่มทุน และการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้

ปัญหาของ JKN น่าจะต้องถูกกล่าวถึงไปอีกนาน เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่จะนำมาเป็น Case Study ให้นักลงทุนได้ศึกษากันต่อไป

#Stock2morrow #สื่อสถาบันความรู้และสังคมของนักลงทุน #JKN

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...