โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

สรุปภาษีธุรกิจปั๊มน้ำมัน เจ้าของกิจการต้องรู้ก่อนเริ่มลงทุน

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 26 ก.ค. 2568 เวลา 08.28 น. • เผยแพร่ 27 ก.ค. 2568 เวลา 04.50 น.

สำหรับผู้ที่วางแผนจะลงทุนเปิดกิจการปั๊มน้ำมัน สิ่งสำคัญลำดับแรกที่ควรคำนึงถึงคือ การจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคล เนื่องจากธุรกิจปั๊มน้ำมันเป็นกิจการที่ใช้เงินลงทุนสูง มีรายรับ-รายจ่ายหมุนเวียนจำนวนมาก การดำเนินธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลจึงมีความเหมาะสม ทั้งในด้านของความน่าเชื่อถือ การบริหารจัดการ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านภาษี

เมื่อดำเนินการในรูปแบบ "บริษัท" หรือ "ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล" ผู้ประกอบการจะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราไม่เกิน 20% ของกำไรสุทธิ และยังได้รับสิทธิยกเว้นภาษีสำหรับรายได้ 300,000 บาทแรก ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับการประกอบธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา

นอกจากนี้การดำเนินธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลยังช่วยให้การจัดทำบัญชีและการวางระบบภาษีมีความถูกต้องและเป็นระเบียบมากขึ้น เพราะจำเป็นต้องมีนักบัญชีที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายเข้ามาดูแลเรื่องงบการเงินและการเสียภาษีอย่างรอบคอบ ลดความเสี่ยงในการทำผิดพลาด

รายได้-รายจ่ายของปั๊มน้ำมัน มีผลต่อภาษีอย่างไร?

ธุรกิจปั๊มน้ำมันถือเป็นกิจการที่มีทั้งรายได้และรายจ่ายหมุนเวียนจำนวนมากจากหลายแหล่ง ซึ่งล้วนส่งผลต่อการคำนวณภาษีในแต่ละปีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในกรณีที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เจ้าของกิจการจำเป็นต้องจัดทำบัญชีและงบการเงินให้ครบถ้วนและถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากร

ดังนั้นมาดูรายละเอียดของรายได้และรายจ่ายที่มีผลต่อภาษีของปั๊มน้ำมันกัน

รายได้หลักของธุรกิจปั๊มน้ำมัน

- รายได้จากการขายน้ำมันและก๊าซเชื้อเพลิง

- น้ำมันเชื้อเพลิงชนิดต่างๆ

- ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG)

- ก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (NGV)

- รายได้จากธุรกิจเสริมภายในพื้นที่ปั๊ม อาจเป็นกิจการที่ดำเนินการเอง หรือให้ผู้อื่นเช่าพื้นที่ เช่น

  • มินิมาร์ทหรือซูเปอร์มาร์เก็ต
  • ร้านกาแฟหรือร้านอาหาร
  • ร้านขายน้ำมันหล่อลื่นและบริการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง
  • ร้านขายอะไหล่ ไส้กรอง หรืออุปกรณ์รถยนต์
  • บริการล้างรถ อัดฉีด
  • ร้านปะยางและเปลี่ยนยาง
  • การให้เช่าที่จอดรถ หรือให้เช่าพื้นที่ขายของ
  • รายได้อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

รายจ่ายหลักของกิจการปั๊มน้ำมัน

เพื่อบริหารกิจการให้ดำเนินไปได้ เจ้าของกิจการจะมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ เช่น

  • ค่าวัตถุดิบ เช่น ค่าน้ำมันและก๊าซ
  • ค่าแรงพนักงาน ค่าจ้าง และสวัสดิการ
  • ค่าเช่าอาคารหรือพื้นที่
  • ค่าบำรุงรักษาและซ่อมแซม
  • ค่าการตลาด และค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขาย
  • ค่าประกันภัย
  • ค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน
  • ดอกเบี้ยเงินกู้
  • ค่าที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญ
  • ค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์
  • ค่าขนส่งสินค้าและบริการ
  • และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามจริง

ทั้งนี้รายได้และรายจ่ายทั้งหมดของธุรกิจปั๊มน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นรายได้หลักจากการขายน้ำมันหรือรายได้เสริมจากธุรกิจที่เกี่ยวข้อง รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ต้องถูกจัดทำบัญชีและงบการเงินอย่างครบถ้วนตามหลักการบัญชีที่ถูกต้อง เพื่อใช้ประกอบการคำนวณภาษีที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษี มูลค่าเพิ่ม หรือภาษีธุรกิจเฉพาะ

โดยสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหน้าที่สำคัญที่ผู้ประกอบการต้องใส่ใจ เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างมั่นคงและโปร่งใสทางภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นภาษีที่จัดเก็บจากรายได้ของกิจการที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เช่น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งมีหน้าที่ต้องคำนวณภาษีจากกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชี โดยใช้อัตราภาษีสูงสุดที่ 20% ซึ่งการยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลแบ่งออกเป็น 2 รอบหลัก ได้แก่

• การยื่นภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ต้องดำเนินการภายใน 2 เดือนหลังจากสิ้นสุด 6 เดือนแรกของรอบบัญชี

• การยื่นภาษีสิ้นปี (ภ.ง.ด.50) ต้องยื่นภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชี

ผู้ประกอบการสามารถยื่นแบบและชำระภาษีได้ทั้งทางสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา หรือผ่านระบบออนไลน์ของกรมสรรพากร บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat)

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) คือภาษีที่จัดเก็บจากมูลค่าส่วนเพิ่มของสินค้าและบริการในแต่ละขั้นตอนการซื้อขาย หากกิจการมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน

สำหรับปั๊มน้ำมัน ถือเป็นสถานประกอบการขายสินค้ารายย่อย หากขายน้ำมันไม่เกินครั้งละ 1,000 บาท ไม่ต้องออกใบกำกับภาษี เว้นแต่ลูกค้าร้องขอ

คุณสมบัติของปั๊มน้ำมันที่เข้าข่ายขายรายย่อย ได้แก่

• ไม่ใช้เครื่องบันทึกเงินสดหรือระบบคอมพิวเตอร์รับชำระ

• มีถังเก็บน้ำมันใต้ดินขนาด 5,000 ลิตรขึ้นไป

• ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรว่าเป็นการขายรายย่อยแก่บุคคลจำนวนมาก

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย คือภาษีที่ผู้จ่ายเงินต้องหักไว้ก่อนจ่ายค่าตอบแทน แล้วนำส่งกรมสรรพากรตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งแตกต่างกันตามประเภทรายจ่าย ดังนี้

• เงินเดือน ค่าจ้าง : 0%

• จ้างงาน/จ้างบริการทั่วไป : 0%

• วิชาชีพอิสระ : 3%

• รับเหมา/ทำของ : 3%

• ค่าเช่า : 5%

• ค่าโฆษณา : 2%

• ค่าขนส่ง : 1%

เมื่อหักภาษีแล้ว ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 7–15 ของเดือนถัดไป

สรุป…นอกจากภาษีหลักที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังอาจต้องเสียภาษีอื่นๆ ที่ผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันควรทราบ ได้แก่ ภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในกรณีที่มีการปล่อยเงินกู้และคิดดอกเบี้ยในลักษณะคล้ายธนาคาร ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หากมีการนำพื้นที่ภายในปั๊มไปให้เช่าหรือใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ อากรแสตมป์จากการทำสัญญาเช่าที่ดินหรือทรัพย์สิน และภาษีป้ายในกรณีที่มีการติดตั้งป้ายชื่อ โลโก้ หรือป้ายโฆษณาภายในพื้นที่ปั๊มน้ำมัน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นภาษีที่อาจเกิดขึ้นตามลักษณะการดำเนินธุรกิจ

อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษีเพิ่มเติม คลิกที่นี่
Source: Inflow Accounting

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...