โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ญี่ปุ่น’ กับ ‘วัฒนธรรมความละอาย’ ที่สะท้อนผ่านความรับผิดชอบของผู้คน ไม่ใช่แค่ผู้นำ

BT Beartai

อัพเดต 24 มิ.ย. 2568 เวลา 05.06 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 10.49 น.
‘ญี่ปุ่น’ กับ ‘วัฒนธรรมความละอาย’ ที่สะท้อนผ่านความรับผิดชอบของผู้คน ไม่ใช่แค่ผู้นำ

เรามักจะเคยได้เห็นได้ยินข่าวของประเทศแห่งเทคโนโลยีและวัฒนธรรมอย่างญี่ปุ่นอยู่เสมอ เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้นจนเกิดผลกระทบที่รุนแรง จะมีผู้ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์หรือสถานการณ์นั้น ๆ โดยที่ไม่ต้องรอให้ถูกกดดันเลยด้วยซ้ำ อะไรที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นโดดเด่นเรื่องจิตสำนึกในความละอายต่อความผิดขนาดนี้

วันนี้จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ “วัฒนธรรมความละอาย” (Culture of Shame) เบื้องหลังของวัฒนธรรมนี้คืออะไร แล้วทำไมถึงมีอยู่แค่ในญี่ปุ่น ?

จุดกำเนิดของวัฒนธรรมแห่งความละอาย

“วัฒนธรรมแห่งความละอาย” ในญี่ปุ่นมีรากฐานจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของการเน้นกลุ่มเป็นศูนย์กลาง และการให้ความสำคัญกับความสามัคคีในกลุ่ม

สิ่งนี้สืบทอดมาจากอิทธิพลของขงจื๊อ ซึ่งเน้นการทำหน้าที่และปฏิบัติตามบทบาทของตนในระบบลำดับชั้นของสังคม

ในสังคมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม คุณค่าของแต่ละบุคคลถูกตัดสินจากความสามารถในการทำหน้าที่ในกลุ่มว่าทำได้ดีแค่ไหน

การแสดงออกของวัฒนธรรมแห่งความละอาย

วัฒนธรรมแห่งความละอายในญี่ปุ่นปรากฏชัดผ่านการให้ความสำคัญกับการ “รักษาหน้า” (Face) ทั้งต่อตัวเองและกลุ่ม

คำว่า “Mentsu” (面子) หมายถึง “ศักดิ์ศรี” หรือ “หน้าตา” คล้ายกับแนวคิด “Reputation” แบบตะวันตก แต่มีนัยลึกกว่า

ผู้คนจะระมัดระวังอย่างมากว่าการกระทำของตนจะถูกผู้อื่นมองอย่างไร และจะพยายามหลีกเลี่ยงทุกอย่างที่อาจทำให้ตนหรือกลุ่มอับอาย

ผลก็คือ คนญี่ปุ่นมักลังเลที่จะโดดเด่น แสดงความเห็นต่าง หรือยอมรับความผิดพลาดในที่สาธารณะ

การนำความอับอายมาสู่ตนเอง ถือเป็นการละเลยหน้าที่และหักหลังกลุ่ม นำไปสู่การเสียหน้า และอาจถูกกีดกันออกจากสังคม

วัฒนธรรมแห่งความละอายถูกปลูกฝังอย่างไร ?

เด็กญี่ปุ่นจะถูกฝึกให้มีความรู้สึกไวต่อ “ความละอาย” ตั้งแต่ยังเล็ก และเรียนรู้ให้คำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่นอยู่เสมอ

ในวัฒนธรรมองค์กรญี่ปุ่น พนักงานมักถูกคาดหวังให้ให้ความสำคัญกับบริษัทมากกว่าความต้องการของตนเอง

ความภักดี การทำงานหนัก และการยึดถือบรรทัดฐานของกลุ่มคือสิ่งที่มีค่า การเบี่ยงเบนจากค่านิยมเหล่านี้ถือเป็นความน่าละอายต่อตนเองและองค์กร

สิ่งนี้ทำให้วัฒนธรรมแห่งความละอายฝังรากลึก และทำให้ยากต่อการหลุดพ้นจากกรอบเหล่านี้

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงเรื่องวัฒนธรรมความละอายของคนญี่ปุ่น

มีหลากหลายเหตุการณ์ที่เรามักจะได้เห็นการแสดงความรับผิดชอบของผู้นำประเทศและผู้นำองค์กรของประเทศญี่ปุ่น จนเป็นข่าวใหญ่และเป็นที่พูดถึงไปทั่วโลก

REUTERS/Yuya Shino
  • นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่นประกาศลาออกจากตำแหน่งด้วยเหตุผลเรื่องสุขภาพ ไม่ต้องการให้อาการป่วยส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจในการบริหารประเทศ และกล่าวขอโทษชาวญี่ปุ่นที่ไม่สามารถทำหน้าที่จนครบวาระได้ (สิงหาคม 2020)

  • โคอิชิโร มิยาฮาระ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ยื่นลาออกเพื่อรับผิดชอบกรณีที่ระบบซื้อขายขัดข้อง ส่งผลให้นักลงทุนไม่สามารถซื้อขายหุ้นได้ตลอดทั้งวันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ (ธันวาคม 2020)

  • อิตารุ นากามูระ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติของญี่ปุ่น ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อแสดงความรับผิดชอบจากความบกพร่องในการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกลอบยิงเสียชีวิต (สิงหาคม 2022)

  • นายกรัฐมนตรี ฟูมิโอะ คิชิดะ ของญี่ปุ่นประกาศจะลาออกจากตำแหน่ง ยุติการทำหน้าที่ผู้นำประเทศหลังรัฐบาลเผชิญมรสุมข่าวอื้อฉาวทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เปิดทางให้ผู้นำคนใหม่เข้ามาแก้ไขปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูง (สิงหาคม 2024)

แม้ว่าความละอายยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของวัฒนธรรมญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่หันมาเน้นปัจเจก (เฉพาะบุคคล) มากขึ้น และลดความสำคัญของ “ตัวตนแบบรวมหมู่” (Collective self)

เมื่อผู้คนรู้สึกว่าไม่สามารถพึ่งพากลุ่มหรือได้รับการสนับสนุนแบบเดิมได้อีกต่อไป พวกเขาจะรู้สึกไม่มั่นคงและไม่แน่ใจในเส้นทางของตน ระบบแห่งความละอายที่เคยเป็นกรอบกำกับพฤติกรรมอย่างชัดเจนเริ่มอ่อนตัวลง แต่ความคาดหวังในความรับผิดชอบของแต่ละบุคคลก็เพิ่มขึ้น สิ่งนี้ทำให้หลายคนรู้สึกหลงทาง และเกิดความเครียดในการใช้ชีวิตในสังคมที่ยังคงมีบรรทัดฐานที่เข้มงวดสูงอยู่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...