โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คลัง ให้ผู้ค้าน้ำมันเจ้าใหญ่ ส่งแพลนสำรอง-ส่งออก รับสงครามเดือด

อีจัน

อัพเดต 23 มิ.ย. 2568 เวลา 19.42 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 12.40 น. • อีจัน

วันนี้ (23 มิ.ย.68) นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สถานการณ์การสู้รบของปะเทศในตะวันออกกลาง (อิหร่าน-อิสราเอล) โดยภายหลังจากได้คุยกับภาคเอกชน เช่น คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) และผู้ค้าพลังงานรายใหญ่ ซึ่งกระทรวงการคลังได้กำหนดให้ผู้ค้ารายงานตัวแผนสำรองน้ำมัน และแผนการส่งออก เพื่อบริหารจัดการน้ำมันภายในประเทศ

เนื่องจากหากเกิดเหตุการตะวันออกกลาง (อิหร่าน-อิสราเอล) หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน (ไทย-กัมพูชา) และเกิดเหตุรุนแรง โดยจะมองผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจเป็นหลัก

“ได้คุยกับเอกชนและผู้ค้ารายใหญ่ เรื่องแผนบริหารน้ำมัน ทั้งด้านสำรองและส่งออก โดยให้การบ้านว่าให้เอาข้อมูลมาแล้วบอกแพลนว่าจะทำอย่างไร ถ้าเตรียมข้อมูลได้เร็วยิ่งดี มองว่าเตรียมสำรองเพิ่มขึ้นหน่อยก็ดี ส่วนสัดส่วนที่ส่งออกไปกัมพูชาไม่เยอะ”นายพิชัยกล่าว

นายพิชัยกล่าวว่า ผลต่อราคาทิศทางน้ำมัน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ กระทรวงการคลังพิจารณาใกล้ชิดอยู่ 2 ประเด็น 1.ราคาพลังงาน และ 2.เงินทุนเคลื่อนย้ายหรือไม่ จากเหตุผลใดที่ต้องติดตามใกล้ชิด เพราะเป็นจุดแข็งของประเทศ

อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันปรับขึ้นจะใช้มาตรการภาษีน้ำมันเข้าช่วยเหลือได้หรือไม่นั้น ราคาน้ำมันในปัจจุบันยังพอดูแลได้อยู่แต่ถ้าขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลต้องใช้มาตรการกองทุนน้ำมันฯ เข้าช่วยเหลือ แต่ต้องดูตามสถานการณ์

“เรื่องพลังงาน หลายอย่างต้องดู อย่างไรก็ตาม ในบ้านเรา เงินเฟ้อต่ำ แต่มี 2-3 ตัวที่เป็นเหตุลให้เงินเฟ้อสูง 1.พลังงาน 2.นำเข้าปุ๋ย เรื่องที่เกี่ยวกับสงครามจะทำให้ราคาสูงขึ้น ยังเป็นเรื่องที่เดาไม่ได้ อย่างน้อยก็รู้ว่าเกิดจากตัวไหนจะบริหารให้ดีที่สุด“นายพิชัยกล่าว

นายพิชัยกล่าวว่า นอกจากนี้ งบประมาณ 1.57 แสนล้านบาท จะมีการแถลงในวันที่ 24 มิ.ย.นี้ เปิดเผยถึงการใช้งบฯ อย่างไร กระจายรายได้อย่างไร และสร้างผลงานอย่างไร ซึ่งมีการชี้แจงอย่างละเอียด ซึ่งให้คณะกรรมการฯ กลั่นกรองนโยบายจะกรองว่าอะไรที่จำเป็นใช้แล้วเกิดผล และอะไรที่ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องใช้

ซึ่งจะเห็นใช้งบฯ ไป 1.1 แสนล้านบาท และเหลือ 4-5 หมื่นล้านบาท จำนวนเงินนี้สามารถหยิบมาใช้กับโครงการที่ถูกต้องและเหมาะสม เช่น การปล่อยซอฟต์โลน ทำได้ 2 วิธี คือ 1.ปล่อยผ่านแบงก์รัฐ ให้รัฐบาลช่วยสนับสนุน และ 2.รัฐบาลจะให้เงินไปถึงผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) ซึ่งจะส่งผ่านผู้ประกอบการที่อยู่ในประกันสังคม

ทั้งนี้ สถานการณ์การเจรจากับสหรัฐฯ เรื่องการปรับลดภาษีที่เก็บไทยสูงถึง 36-37% มองในแง่ดี แม้จะช้าแต่ยังไม่มีประเทศไหนที่ได้เจรจาแล้วได้ข้อสรุป คาดว่าหลายประเทศมีเงื่อนไขคล้ายกับไทย หวังว่าทิศทางจะจบในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นกลับขึ้นมานิดหน่อย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...