ยาคุมฉุกเฉินอาจได้วางขายตามร้านยาทั่วไปในญี่ปุ่น โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ เพื่อแก้ไขปัญหาการเข้าถึงยาก กระบวนการล่าช้า และค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งส่งผลต่อโอกาสในการป้องกันการท้องไม่พร้อม
เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2568 The Japan Times ได้ระบุว่า ‘ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน’ อาจได้รับการอนุมัติให้วางขายในร้านยาทั่วไป เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มพิจารณาเปลี่ยนให้ยากลุ่มนี้สามารถซื้อได้เองตั้งแต่ปี 2564 ก่อนจะทดลองนำร่องในปี 2566 ซึ่งเริ่มจำหน่ายยาคุมฉุกเฉินที่ร้านขายยาบางแห่ง โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์
นำไปสู่การแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยยาและเครื่องมือแพทย์ จนกระทั่งวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา คำร้องดังกล่าวเพิ่งผ่านความเห็นชอบ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2570 จากการแก้ไขกฎหมาย ยาคุมฉุกเฉินอาจถูกจัดอยู่ในประเภทใหม่อย่าง ‘ยาที่ต้องมีคำแนะนำเฉพาะ’ กล่าวคือสามารถขายได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ แต่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของเภสัชกร รวมถึงไม่สามารถซื้อขายทางออนไลน์
Aska Pharmaceutical บริษัทผลิตยาคุมฉุกเฉิน ‘Norlevo’ เริ่มวางขายยาดังกล่าวในราคา 7,000 - 9,000 เยน ภายใต้โครงการทดลองที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล โดยกำหนดให้ผู้ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป สามารถซื้อยาคุมฉุกเฉินได้ หลังจากปรึกษาเภสัชกรโดยตรง
ด้านกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่น เปิดเผยว่า โครงการนี้มีร้านขายยาเข้าร่วม 339 แห่ง และมียอดขายรวม 6,813 หน่วย ณ วันที่ 31 มกราคม 2568 ซึ่งจะดำเนินต่อไปจนถึงเดือนมีนาคม 2569 จากเดิมที่จะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2567 แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของโครงการนำร่อง
ก่อนหน้านี้ หากผู้หญิงคนใดต้องการใช้ยาคุมฉุกเฉิน พวกเธอต้องไปสถานพยาบาลเพื่อตรวจร่างกาย และขอใบสั่งแพทย์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ยุ่งยากและใช้เวลานาน กลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้การคุมกำเนิดมีความล่าช้า รวมถึงส่งผลกระทบเชิงลบต่อสภาพจิตใจของผู้มีความเสี่ยงตั้งครรภ์ เช่น กรณีการล่วงละเมิดทางเพศและข่มขืน หรือคลินิกบางแห่งไม่เปิดให้บริการในช่วงวันหยุดต่างๆ เป็นต้น
“ตอนที่ฉันไปคลินิกสูตินรีเวชเพื่อรับยาคุมฉุกเฉินเป็นครั้งแรก เจ้าหน้าที่บอกว่า หากไม่รับประทานภายใน 72 ชั่วโมง ยาคุมฉุกเฉินจะไม่มีประสิทธิภาพ และยิ่งกินเร็วเท่าไร อัตราการป้องกันจะยิ่งสูงขึ้น ฉันเองก็อยากกินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่มันขึ้นอยู่กับเวลาทำการของคลินิก” - ความคิดเห็นหนึ่งจากเว็บไซต์ Yahoo! JAPAN ที่มีต่อประเด็นนี้
นอกจากนี้ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติของญี่ปุ่นยังไม่ครอบคลุมถึงยาคุมฉุกเฉิน ทำให้การเข้าถึงยาคุมกำเนิดนั้นมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ทั้งค่าตรวจร่างกาย ค่าปรึกษาแพทย์ และค่ายาที่มีราคาประมาณ 10,000 - 20,000 เยนต่อคอร์ส
ดังนั้น การผลักดันเรื่องยาคุมฉุกเฉินจึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญ ที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านสิทธิทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ครั้งใหญ่ในญี่ปุ่น เพราะการจำหน่ายยาคุมฉุกเฉินในร้านขายยาทั่วไป จะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงวิธีการคุมกำเนิดที่ปลอดภัย รวดเร็ว และราคาไม่แพงได้มากขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ และสะท้อนถึงบริการสาธารณสุขที่ใกล้เคียงกับมาตรฐานสากล
ชาวญี่ปุ่นบางส่วนแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ Yahoo! JAPAN ไว้ว่า ผู้หญิงหลายคนจำต้องยอมมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยาง เพราะอิทธิพลจากคำพูดและการกระทำของเพศชาย รวมถึงย้ำเตือนว่า การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์มักหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเพราะความล้มเหลวในการคุมกำเนิด หรือความรุนแรงทางเพศ การเข้าถึงยาคุมฉุกเฉินได้โดยง่ายจึงเป็นเรื่องสำคัญ
อย่างไรก็ตาม บางคนมีความกังวลว่า การเข้าถึงได้ง่ายจะทำให้ผู้คนทานยาคุมกำเนิดอย่างไม่ระมัดระวัง หรือถูกแจกจ่ายให้กับกลุ่มวัยรุ่น ก่อให้เกิดการมีเซ็กซ์โดยไม่ป้องกัน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
“การคุมกำเนิดควรเป็นความรับผิดชอบของทั้งชายและหญิง แต่ในความเป็นจริง ผู้หญิงมักต้องแบกรับความเสี่ยง และตั้งครรภ์เพียงลำพัง การขายยาคุมฉุกเฉินตามร้านยาทั่วไป ไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาที่สมบูรณ์แบบ แต่การมี ‘ทางเลือกที่ลงมือทำได้ในทันที’ มากขึ้น ถือเป็นก้าวที่สำคัญอย่างแน่นอน สังคมโดยรวมต้องตระหนักถึงความสำคัญในการปกป้องชีวิตผู้หญิงจากการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ มากกว่าความเสี่ยงของการใช้ยาในทางที่ผิด การให้ความรู้เรื่องเพศและการพัฒนาระบบนโยบายต่างๆ ต้องดำเนินควบคู่กันไป จึงจะเกิดผลลัพธ์ที่ดี” - ความคิดเห็นหนึ่งจากเว็บไซต์ Yahoo! JAPAN ที่มีต่อประเด็นนี้
อ้างอิง
https://news.yahoo.co.jp/pickup/6538893
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- ยาคุมฉุกเฉินอาจได้วางขายตามร้านยาทั่วไปในญี่ปุ่น โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ เพื่อแก้ไขปัญหาการเข้าถึงยาก กระบวนการล่าช้า และค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งส่งผลต่อโอกาสในการป้องกันการท้องไม่พร้อม
- ชวนอัปเดตแพทช์ เผื่อไม่เลือกใช้ เมื่อบางคำด่าก็ไม่เข้ายุคเข้าสมัย เพราะแฝงไปด้วยการเหยียดและด้อยค่าคนอื่น
- โป๊ปเลโอที่ 14 บอกว่าควรให้คุณค่ากับครอบครัวที่ประกอบขึ้นด้วย “ชายและหญิง” ซึ่งอาจสะท้อนการไม่ยอมรับการแต่งงานของ LGBTQ+
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com