โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

GDP ซึมยาว ธปท. ห่วงเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

สยามนิวส์

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 07.57 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 07.25 น. • สยามนิวส์
GDP ซึมยาว ธปท. ห่วงเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

วันที่ 9 กรกฎาคม 2568 นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงกรณีที่สหรัฐฯ ประกาศนโยบายเก็บภาษีหลายประเทศทั่วโลก (Reciprocal Tariff) โดยไทยอาจถูกเก็บภาษีในอัตรา 36% ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ โดยจากการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ประเมินกรณีที่ไทยอาจถูกเก็บภาษีในอัตรา 18% ซึ่งเป็นอัตราที่พิจารณาจากภาพรวม คาดว่าหากเป็นเช่นนั้น การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 1.5% ซึ่งเป็นค่ากลางในกรอบ 1.5-2% ขณะที่ในปี 2568 ธปท. ประเมินจีดีพีของไทยไว้ที่ 2.3%

ทั้งนี้ นายปิติ เน้นว่า เรื่องของตัวเลขยังไม่สำคัญเท่ากับทิศทางโดยรวมของเศรษฐกิจ เพราะตั้งแต่ครึ่งหลังของปีนี้เป็นต้นไป คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะแผ่วลง โดยเฉพาะหากเริ่มนับผลกระทบจากเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป จะเหลือเวลาเพียง 4 เดือนสำหรับปีนี้ และสิ่งสำคัญคือ เศรษฐกิจไทยในครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งล่าสุด ธปท. ได้ปรับประมาณการจีดีพีลงเหลือ 1.7% จากเดิม 1.8% โดยนายปิติ ระบุเพิ่มเติมว่า ทิศทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มชะลอตัวพอสมควร การขยายตัวจะต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งผลกระทบครั้งนี้เป็นปัจจัยช็อกที่ทอดยาว ไม่ใช่เหตุการณ์ระยะสั้น แม้จะเป็นกรณีเลวร้าย แต่ภาพรวมของเศรษฐกิจก็ยังคงเป็นทิศทางชะลอลง

ในส่วนของผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจไทย นายปิติ มองว่าจะแตกต่างจากวิกฤตการเงินโลก (GFC) และวิกฤตโควิด-19 ที่เศรษฐกิจหยุดชะงักอย่างฉับพลัน เนื่องจากครั้งนี้

1. การจัดเก็บภาษีของสหรัฐฯ มีการรับรู้ล่วงหน้า ไม่ได้เกิดขึ้นทันที ทำให้ผู้ประกอบการยังสามารถปรับตัวได้บ้าง โดยที่ผ่านมาได้มีการเก็บภาษีไปแล้วในบางส่วน เช่น 10% ขณะที่ภาษีอื่น ๆ ยังไม่มีความชัดเจน

2. ลักษณะของภาษีนำเข้าที่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการซื้อในสหรัฐฯ ลดลง ขณะเดียวกันก็เป็นความพยายามผลักต้นทุนไปยังผู้ประกอบการทั้งในสหรัฐฯ และผู้ส่งออกจากประเทศอื่น ๆ ซึ่งทำให้ต้นทุนการทำธุรกิจเพิ่มขึ้น และเนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้บริโภครายใหญ่ของโลก ผลกระทบจึงค่อนข้างกว้าง

นายปิติ สรุปว่า ผลกระทบครั้งนี้จะมีลักษณะยืดเยื้อและรุนแรง เพราะส่งผลต่อโครงสร้างการค้า การเปลี่ยนแปลงของซัพพลายเชน และทำให้ธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวและหาตลาดใหม่ ซึ่งต่างจากวิกฤตโควิด-19 และ GFC ที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบในระยะเวลาอันสั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...