บิ๊กสหพัฒน์มอง เศรษฐกิจไทย ปีนี้เหมือนรถยนต์ 3 ล้อ “ถดถอย” ยิ่งกว่าโควิด
เสี่ยบุณยสิทธิ์ มอง เศรษฐกิจไทย 2568 เหมือน “รถยนต์ 3 ล้อ” ลำบากมากกว่าปีที่แล้ว ถดถอยยิ่งกว่า “โควิด” ย้ำต้องกล้าลุยต่อ แลนด์บริดจ์-ขุดคลองคอดกระ ขยายเขตเศรษฐกิจพิเศษหลายจุด ย้ำหากจะทำต้อง “เร็ว” รับมือจีนขยายการเดินเรือ สหพัฒน์ปรับพอร์ตลดแฟชั่น เน้นอาหาร ขยายลงทุนอสังหาฯ
“บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา” ประธานเครือสหพัฒน์ หรือ “เสี่ยบุณยสิทธิ์” ให้มุมมองเศรษฐกิจปี 2568 ว่า เศรษฐกิจโลกตอนนี้ “ไม่ค่อยดี” แต่ในเอเชียยังมีบางประเทศที่เติบโตได้ดี เช่น เกาหลี เวียดนาม และอินโดนีเซีย
ส่วนเศรษฐกิจไทยนั้นปีนี้เหมือน “รถยนต์ 3 ล้อ” ลำบากมากกว่าปีที่แล้ว ถดถอยยิ่งกว่า “โควิด” จากแรงกระทบหลายปัจจัย โดยเฉพาะนโยบายภาษีของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่สะเทือนเศรษฐกิจทั่วโลก แต่คาดว่าจะเป็นการกระทบที่กินเวลาไม่นาน เพราะตอนนี้ทั่วโลกเริ่มตั้งรับกับมาตรการภาษีดังกล่าวแล้ว
“ตอนนี้ต้องดูแนวโน้มแต่ละประเทศว่ามีมาตรการรับมือกับอเมริกาอย่างไร โดยเฉพาะจีน สิ่งสำคัญคือ ประเทศไทยต้องอยู่ “ตรงกลาง” ไม่ชิดซ้ายหรือขวาในสงครามการค้าจีน-สหรัฐครั้งนี้”
อย่างไรก็ดี สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ “เสี่ยบุณยสิทธิ์” มองว่าการแจกเงินไม่ได้ช่วยเศรษฐกิจ แต่เป็นเพียงนโยบายหาเสียง สิ่งสำคัญคือต้องพัฒนาประเทศให้ต่างชาติเห็นว่า“ประเทศไทยเจริญ” และอยากเข้ามาลงทุน แต่ในทางกลับกัน หากประเทศไม่พัฒนา เศรษฐกิจไม่ดี ตลาดหุ้นยังตกต่อเนื่อง นักลงทุนต่างชาติก็ไม่อยากมาลงทุน
“มาตรการแจกเงินจะทำให้นักลงทุนต่างประเทศยิ่งถอยห่าง เพราะไม่ได้อยู่ในตำราเศรษฐกิจไหนเลย สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ “แลนด์บริดจ์” หรือ “ขุดคอคอดกระ” จึงจะเป็นตัวทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ที่ผ่านมาเรามีแต่พูด แต่ไม่ได้ลงมือทำให้เสียโอกาส เพราะในการส่งของไปยุโรปต้องเข้า 'มะละกา' แต่หากแลนด์บริดจ์เกิด ก็จะสามารถส่งออกไปยุโรปได้โดยไม่ต้องอ้อมญี่ปุ่นหรือไต้หวัน ซึ่งประเด็นนี้หากจะทำต้องทำให้เร็ว เพราะตอนนี้การเดินเรือของจีนขยายอย่างมาก เราจะสู้ไม่ได้ EEC เองก็ควรจะขยายให้มีหลาย ๆ จุด”
นอกจากนี้ยังต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับการท่องเที่ยว สร้าง Health and wellness หรือฮับของผู้สูงอายุ เพื่อรองรับกับสังคมสูงวัยที่จะขยายตัวและดึงดูดให้ผู้สูงอายุต่างชาติเข้ามา โดยสร้างจุดขายให้เมืองไทยเป็นเมืองที่อยู่ดี กินดี อากาศดี และสุขภาพดี
ในส่วนของ “สหพัฒน์” ปัจจุบันอยู่ในแวดวงธุรกิจไทยมากว่า 80 ปี ขยายกิ่งก้านสาขาไปมากกว่า 300 บริษัท และมี 16 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ นับมูลค่ามาร์เก็ตแคปกว่า 181,420.92 ล้านบาท ซึ่ง “เสี่ยบุณยสิทธิ์” พูดถึงภาพรวมของเครือว่า “ปีนี้บางธุรกิจโต บางธุรกิจถอย แต่ภาพรวมยังโตอยู่”
“สหพัฒน์เราสู้กับเศรษฐกิจขึ้น-ลงหลายระลอก เศรษฐกิจดีเราก็เติบโต เศรษฐกิจไม่ดีเราก็โตช้าหน่อย แต่ไม่เคยเกิดวิกฤติ เพราะเราพยายามสร้างความปลอดภัยของบริษัท เติบโตจากฐานของเราเอง ไม่ได้พึ่งพาเงินกู้จากต่างประเทศ
แต่ละยุคของวิกฤตเศรษฐกิจ ยังมีโอกาส ถ้ารู้จักปรับตัวก็จะอยู่รอด เราเองมีการปรับลดธุรกิจที่ไม่โต เช่น “แฟชั่น” และเน้นธุรกิจที่โตได้ดีอย่าง “อาหาร” ซึ่งวันนี้ทั้งมาม่าและคิวพีมีการขยายการส่งออกไปหลายประเทศ และมีโอกาสขายไปทั่วโลก รวมทั้งเน้นสินค้าที่โตเร็วอย่างเฮลท์แคร์และเพ็ทแคร์มากขึ้น
ควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้ง “KingsQuare Residence” หรือแม้แต่ร่วมทุนกับโอบายาชิในธุรกิจโรงแรม”
ขณะที่ นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ประธานจัดงานสหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส กล่าวเสริมว่า แม้แต่งานการจัดงานช็อปสุดยิ่งใหญ่ "สหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ครั้งที่ 29" ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ มีการปรับให้สอดคล้องกับเทรนด์โลกและพฤติกรรมผู้บริโภค โดยปีนี้จัดงานภายใต้คอนเซปต์ Big Shop Big Show
“ในส่วนของ Big Shop เราจะมีสินค้าที่เน้นนวัตกรรมใหม่ ๆ และสินค้าราคาพิเศษ และมีการเปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ ส่วน Big Show ในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมา เราไม่ได้มีแค่ขายของ แต่ยุคนี้เป็นยุคของประสบการณ์ในการซื้อของด้วย ในปีที่แล้วเรามีเรื่องของ Festival และกิจกรรมมากมาย แต่ปีนี้แค่ Festival อย่างเดียวยังไม่พอ เอาไม่อยู่ เพราะฉะนั้นเราก็มี influencer เข้ามามีส่วนร่วมกับเรา รวมทั้งเปิดตัวแอป BIGXSHOW แพลตฟอร์มไลฟ์คอมเมิร์ซ เป้าหมายคือเราต้องการไปถึงระดับโลก โดยนำไลฟ์และคอนเทนต์ที่น่าสนใจจากหลาย ๆ ประเทศมาอยู่บนแพลตฟอร์ม
รวมทั้งเปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ “FRIDAY FAIR” แพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ที่พัฒนาโดยคนไทย 100% เพื่อนำสินค้าไทยและ SME ไทยไปสู่ตลาดโลก โมเดลที่เราทำเป็นโมเดลที่ไปได้ง่าย ไปได้ไม่ยาก เพราะคนที่จะนำพาไปคือ influencer ของประเทศต่าง ๆ ในงานนี้เราจะมีแคมเปญ “SOS” ซึ่งเป็นการ Live ของ influencer 5 ประเทศ ได้แก่ เกาหลี ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม”