โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จดทะเบียนธุรกิจใหม่ลดลง 5.68%-ทุนจดทะเบียนพุ่ง 11.89% Bio-Innovation มาแรง

สยามรัฐ

อัพเดต 27 มิ.ย. 2568 เวลา 05.46 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2568 เวลา 05.46 น.

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยสถานการณ์จดทะเบียนธุรกิจเดือนพฤษภาคม 2568 และ 5 เดือนที่ผ่านมาปี 2568 พบมีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 6,667 ราย ลดลงจากปีก่อนเล็กน้อย ด้านทุนจดทะเบียนสะสม 5 เดือนพุ่งแตะ 131,027 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.89% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกันการลงทุนโดยตรงจากชาวต่างชาติในไทยขยายตัวต่อเนื่อง ญี่ปุ่นครองแชมป์ลงทุนสูงสุด และพื้นที่ EEC ดึงดูดนักลงทุนคิดเป็น 54% ของเงินลงทุนรวม พร้อมชี้ธุรกิจ Bio-Innovation เป็นดาวรุ่ง มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องทั้งจำนวนธุรกิจ รายได้ และการลงทุนจากต่างประเทศ สุดท้ายแจงมีนิติบุคคลส่งงบการเงินปี 2567 รอบปีปกติ (31 ธันวาคม 2567) แล้ว 630,172 ราย และยังไม่ได้นำส่งอีก 156,084 ราย หรือ 19.85% ขอย้ำให้นิติบุคคลให้รีบดำเนินการให้แล้วเสร็จ

วันที่ 27 มิถุนายน 2568 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้วิเคราะห์สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนพฤษภาคม 2568 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 6,667 ราย ลดลง 832 ราย (-11.09%) เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2567 (7,499 ราย) แต่เพิ่มขึ้น 5.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หรือเมษายน 2568 (6,325 ราย) ในขณะที่ทุนจดทะเบียนเดือนพฤษภาคม 2568 อยู่ที่ 18,965 ล้านบาท ลดลง 2,923 ล้านบาท (-13.35%) เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2567 (21,887 ล้านบาท) ด้านธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 516 ราย ทุนจดทะเบียน 886 ล้านบาท 2) ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 436 ราย ทุนจดทะเบียน 1,479 ล้านบาท 3) ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 300 ราย ทุนจดทะเบียน 599 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 7.74%, 6.54% และ 4.50% ของจำนวนการจัดตั้งธุรกิจในเดือนพฤษภาคม 2568 ตามลำดับ ทั้งนี้ ในเดือนพฤษภาคม 2568 มีธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 1 ราย คือ บริษัทภูเก็ต อาร์บีวัน จำกัด ประกอบกิจการโรงแรม มูลค่าทุนจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 1,062 ล้านบาท

อธิบดีอรมน กล่าวต่อว่า การจัดตั้งใหม่ในช่วง 5 เดือนของปี 2568 (มกราคม-พฤษภาคม 2568) มีจำนวน 36,815 ราย ลดลง 2,217 ราย (-5.68%) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (39,032 ราย) ในขณะที่ทุนจดทะเบียน 131,027 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13,927 ล้านบาท (11.89%) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (117,100 ล้านบาท) ด้านธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 2,910 ราย ทุนจดทะเบียน 5,988 ล้านบาท 2) ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 2,483 ราย ทุนจดทะเบียน 9,314 ล้านบาท และ 3) ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 1,537 ราย ทุนจดทะเบียน 3,027 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 7.90%, 6.74% และ 4.17% จากจำนวนการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใน 5 เดือนของปี 2568 ตามลำดับ ทั้งนี้ 5 เดือนของปี 68 มีธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวนรวมทั้งสิ้น 8 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน รวมทั้งสิ้น 38,561 ล้านบาท

การจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนพฤษภาคม 2568 มีจำนวน 855 ราย ลดลง 149 ราย (-14.84%) เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2567 (1,004 ราย) และมีทุนจดทะเบียนเลิก 4,150 ล้านบาท ลดลง 50,654 ล้านบาท (-92.43%) เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2567 (54,804 ล้านบาท) เนื่องจากเดือนพฤษภาคม 2567 มีบริษัทที่มีมูลค่าทุนจดทะเบียนสูงเลิกประกอบกิจการจำนวน 2 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 50,477.75 ล้านบาท สำหรับประเภทธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 75 ราย ทุนจดทะเบียนเลิก 195 ล้านบาท 2) ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 48 ราย ทุนจดทะเบียนเลิก 184 ล้านบาท และ 3) ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 43 ราย ทุนจดทะเบียนเลิก 96 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 8.77%, 5.61% และ 5.03% จากจำนวนการเลิกประกอบธุรกิจในเดือนพฤษภาคม 2568 ตามลำดับ

การจดทะเบียนเลิก 5 เดือนของปี 2568 (มกราคม-พฤษภาคม 2568) มีจำนวน 4,776 ราย เพิ่มขึ้น 153 ราย (3.31%) เมื่อเทียบกับ 5 เดือนของปี 2567 (4,623 ราย) ทุนจดทะเบียนเลิกสะสมอยู่ที่ 20,140 ล้านบาท ลดลง 51,704 ล้านบาท (-71.97%) เมื่อเทียบกับ 5 เดือนของปี 2567 (71,845 ล้านบาท) โดยธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 447 ราย ทุนจดทะเบียนเลิก 847 ล้านบาท 2) ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 232 ราย ทุนจดทะเบียนเลิก 1,096 ล้านบาท และ 3) ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 202 ราย ทุนจดทะเบียนเลิก 487 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 9.36%, 4.86% และ 4.23% จากจำนวนการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใน 5 เดือนของปี 2567 ตามลำดับ ทั้งนี้ ช่วง 5 เดือนของปี 2568 มีนิติบุคคลเลิกประกอบกิจการที่มีทุนจดทะเบียนเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 2 ราย รวมทุนจดทะเบียนเลิกทั้งสิ้น 4,128 ล้านบาท

ในภาพรวมแม้ตัวเลขการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 จะมีจำนวนลดลง 5.68% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 แต่หากดูที่มูลค่าการลงทุนจัดตั้งธุรกิจในปี 2568 จะพบว่า เพิ่มขึ้นถึง 11.89% เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่มีมูลค่าการลงทุนสูงเมื่อเทียบกับปี 2567 อาทิ ธุรกิจโฮลดิ้ง การผลิตเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ การผลิตส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม และการผลิตโซ่ ลวดสปริง สลักเกียว เป็นต้น ในขณะที่กลุ่มธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท และห้องชุด การให้คำปรึกษาด้านการจัดการ การขายส่งสินค้าทั่วไป และการขนส่งและขนถ่ายสินค้า ยังคงเป็นธุรกิจที่เติบโตได้ดี เนื่องจากทั้งจำนวนการจัดตั้ง และมูลค่าการลงทุนเพิ่มสูงขึ้นในปีนี้เมื่อเทียบกับปีแล้ว ซึ่งปัจจัยหนึ่งน่าจะสืบเนื่องจากนโยบาย และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล การขยายตัวของห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจที่เกี่ยวข้อง และการที่กลุ่มธุรกิจต้องการผู้เชี่ยวชาญมาช่วยบริหารจัดการและวางกลยุทธ์ของธุรกิจ เป็นต้น

สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ทั้งจำนวนการจัดตั้ง และมูลค่าการลงทุนชะลอตัว เช่น ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ ภัตตาคาร ขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต ตัวแทนและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น อาจสืบเนื่องมาจากผลกระทบของกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงจากนโยบายการรัดกุมในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ การชะลอตัวของการซื้อของชาวต่างชาติจากสภาวะเศรษฐกิจโลก และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น ตลอดจนการแข่งขันที่สูงขึ้นของผู้เล่นในตลาดขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต เป็นต้น

ทั้งนี้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความเสี่ยงในเรื่องต่างๆ อาทิ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลก มาตรการทางการค้าและการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เป็นต้น อย่างไรก็ดี จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง 2568 การเร่งรัดเบิกจ่ายเงินงบประมาณ มาตรการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของการท่องเที่ยว มาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาให้ SME และการเจรจาจัดทำความตกลงทางการค้ากับต่างประเทศจะช่วยส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยรวม และช่วยคงจำนวนและมูลค่าการ จดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในปี 2568 ให้สามารถเติบโตได้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา คือ 90,000 ราย

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2568) มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,001,647 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 30.84 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 953,580 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 22.56 ล้านล้านบาท แบ่งออกเป็นบริษัทจำกัด 753,780 ราย หรือ 79.05% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมดทุนจดทะเบียนรวม 16.78 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 198,307 ราย หรือ 20.80% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด1,493 ราย หรือ 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.36 ล้านล้านบาท สำหรับนิติบุคคลในกลุ่มธุรกิจบริการเป็นประเภทธุรกิจที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุดมีจำนวน 516,498 ราย ทุนจดทะเบียน 13.05 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มธุรกิจค้าส่ง/ค้าปลีก 311,963 ราย ทุน 2.57 ล้านล้านบาท และธุรกิจผลิต 125,119 ราย ทุน 6.95 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.16%, 32.72% และ 13.12% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...