โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ลุงทรัมป์รับบทนางงอน สเปนไม่ยอมเพิ่มงบทหาร ทรัมป์โป้ง ไม่ค้าด้วยแล้ว!

Amarin TV

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ทรัมป์ ประกาศสั่งให้สหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความตะลึงให้กับทั่วโลกอีกแล้วระหว่างการประชุมสุดยอด NATO ที่ตุรกีล่าสุด หลังประกาศสั่งให้สหรัฐฯ"ตัดการค้าทั้งหมดกับสเปน" พร้อมบอกว่า สเปนเป็นพันธมิตรที่ไม่รับผิดชอบ เพราะไม่ยอมเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมตามที่สหรัฐฯ ต้องการ

แต่รู้ไหมว่า จริง ๆ แล้ว เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับแค่ "สงครามการค้า" แต่เป็นความขัดแย้งที่สะสมกันมานานภายใน NATO รวมถึงสอดคล้องนโยบายของทรัมป์ นั่นคือ “America First” หรืออเมริกาต้องมาก่อน

Spotlight จะพาไปเจาะลึกเรื่องราวกัน พร้อมไขปริศนาว่า ทำไมทรัมป์ถึงทำให้เรื่องทหาร กลายเป็นเรื่องการค้าได้?

ย้อนไทม์ไลน์เรื่องราวของ NATO

ปี 2557 : สมาชิก NATO ตั้งเป้าหมายใช้จ่ายด้านกลาโหมอย่างน้อย 2% ของ GDP

ปี 2560-2564 : ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก แลบอกหลายประเทศใน NATO ว่า"กำลังเอาเปรียบสหรัฐฯ เพราะลงทุนงบกลาโหมต่ำ”

ปี 2569 : ทรัมป์ผลักดันให้สมาชิก NATO เพิ่มงบกลาโหมเป็น 5% ของ GDP

NATO คืออะไร ทำไมทุกประเทศต้องจ่ายเงิน?

ถ้าพูดง่าย ๆ คือ NATO เหมือนกองทุนรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้าน ทุกบ้านต้องช่วยกันออกเงิน แล้วถ้ามีใครโจมตีบ้านหลังหนึ่ง ทุกคนก็จะต้องออกมาช่วยกันป้องกัน นี่แหละคือเหตุผลที่ทำไมทุกประเทศต้องลงทุนด้านกลาโหมร่วมกัน

ล่าสุด อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า “ทรัมป์อยากให้สมาชิก NATO เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมให้ถึง 5% ของ GDP” แต่สเปนเป็นเพียงบ้านเดียวที่ปฏิเสธ ทำให้ทรัมป์จึงมองว่า สเปนไม่ยอมลงเรือลำเดียวกันกับหมู่บ้านนี้ แถมทรัมป์ยังกล่าวกับมาร์ก รุตเต เลขาธิการ NATO ด้วยว่า “สเปนไม่เห็นด้วยกับอะไรทั้งนั้น ดังนั้นคุณไม่ควรมีสเปนเป็นสมาชิกอีกต่อไป” ซึ่งมาร์กก็พยายามลดความตึงเครียดลงโดยการบอกว่า“สเปนทำผลงานที่ยอดเยี่ยมมากในปีที่แล้ว เขาได้เพิ่มการลงทุนขึ้นเป็น 2%” พร้อมกล่าวเสริมว่า “นี่เป็นเพียงปัญหาที่เราต้องแก้ร่วมกัน”

ทำไมทรัมป์ถึงโกรธสเปน?

เรื่องเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เคยทำการขู่สเปนมาแล้วรอบหนึ่งว่าจะทำการคว่ำบาตรกับประเทศสเปนเนื่องจากสเปนสั่งห้ามสหรัฐฯ ให้ฐานทัพอากาศในสเปนเพื่อโจมตีอิหร่าน รวมถึงประเทศในยุโรปมองว่า สงครามอิหร่านที่เกิดขึ้น เป็นสงครามที่สหรัฐฯ “เลือกเอง” ซึ่งตอนนั้นทรัมป์ได้กล่าวต่อว่าสเปนว่า “สเปนแย่มาก” พร้อมบอกสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้ตัดความสัมพันธ์ทั้งหมดกับสเปน

นอกจากนี้ ในตอนนั้น ทรัมป์อยากให้สมาชิก NATO เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมให้ถึง 5% ของ GDP ซึ่งประเทศอื่นยอมรับหมด ยกเว้น “สเปน” เป็นเพียงประเทศเดียวที่ทำการปฏิเสธสหรัฐฯ ซึ่งในการประชุม NATO ล่าสุด ก็ยังเป็นเช่นเดิม เพราะสเปนมองว่า 5% เป็นเลขที่สูงเกินความจำเป็น และจะเพิ่มงบในระดับที่ตนคิดว่าเหมาะสมเท่านั้น ทำมห้ทรัมป์เดือดจนลั่นออกมาว่า “สเปนที่พันธมิตรที่แย่ที่สุดของสหรัฐฯ”

แล้วทำไมทรัมป์ถึงทำให้เรื่องทหาร กลายเป็นเรื่องการค้าได้?

นี่คือ 1 ในกลยุทธ์สุดคลาสสิกของทรัมป์ นั่นคือ “กลยุทธ์การคว่ำบาตร” หากสังเกตตั้งแต่ทรัมป์ขึ้นเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ เมื่อมีประเทศไหนเห็นต่าง หรือพยายามต่อต้านสหรัฐฯ เขามักใช้“การค้า” มาเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง ซึ่งสเปนไม่ใช่ประเทศแรกที่โดนสหรัฐฯ ขู่ขึ้นภาษี หรือโดนสหรัฐฯขู่เรื่องการใช้มาตรการคว่ำบาตร

ล่าสุด ทรัมป์กล่าวกับ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ว่า “ผมไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับสเปนอีกต่อไป ไม่ว่าเรื่องใดก็ต่อตาม คุณตัดการค้ากับสเปนเลยนะ รวมถึงการเดินทางเข้าออกสหรัฐฯ ด้วย”

เจ้าหน้าที่วอชิงตันได้ออกมากล่าวเพิ่มเติมกับสำนักงานข่าวต่างประเทศว่า “ทางกระทรวงการคลังจะทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เพื่อเสนอรายการสินค้าของสเปนที่จะถูกสหรัฐฯ ทำการคว่ำบาตรให้กับทรัมป์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”

นอกจากนี้ ทนายความด้านการค้าเผยว่า ทรัมป์อาจใช้พระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศเพื่อกำหนดการระงับสินค้านำเข้าทั้งหมด หรือบางส่วนของสเปน

คำถามตามมาของทั่วโลก “ทรัมป์ทำแบบนี้ได้ด้วยเหรอ?”

แม้ทรัมป์จะประกาศว่าต้องการ "ตัดการค้าทั้งหมด" กับสเปน แต่ในทางปฏิบัติ เรื่องนี้ไม่ได้ทำได้ง่ายอย่างที่พูด

สาเหตุสำคัญคือ สเปนเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งตามหลักแล้ว สหรัฐฯ ทำข้อตกลงการค้ากับสหภาพยุโรปในฐานะกลุ่ม ไม่ใช่กับประเทศสมาชิกเป็นรายประเทศ ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่า การระงับการค้าทั้งหมดกับสเปนเพียงประเทศเดียวทำได้ยาก เนื่องจากการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปอยู่ภายใต้กรอบความตกลงในระดับสหภาพยุโรป

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการค้าระหว่างประเทศอธิบายเพิ่มเติมว่า หากรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการใช้มาตรการคว่ำบาตรอย่างเต็มรูปแบบ ประธานาธิบดีจะต้องประกาศใช้พระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) และดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายที่กำหนดไว้ โดยมาตรการที่มีความเป็นไปได้มากกว่าคือ การจำกัดหรือระงับการนำเข้าสินค้าบางประเภท มากกว่าการระงับสินค้าทั้งหมดจากสเปน นั่นหมายความว่า กระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลา และไม่สามารถดำเนินการได้เพียงชั่วข้ามคืนตามที่ทรัมป์กล่าว

ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจ และนักลงทุนรายใหญ่ของสหรัฐฯ ยังคงให้ความสำคัญกับตลาดสเปน แม้จะเกิดความตึงเครียดทางการเมืองก็ตาม ตัวอย่างเช่น BlackRock บริษัทจัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ระบุในรายงานว่า สเปนเป็นหนึ่งในประเทศที่บริษัทเลือกลงทุนในตลาดหุ้น เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้ดีกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้ว นอกจากนี้ โฆษกของบริษัทเปิดเผยว่า BlackRock ถือครองหุ้น พันธบัตร และสินทรัพย์อื่น ๆ ในสเปน คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 3.99 ล้านล้านบาท อีกทั้งสเปนยังเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของบริษัทสหรัฐฯ หลายแห่ง

ในด้านการค้า สเปนยังเป็นผู้ส่งออกน้ำมันมะกอกรายใหญ่ที่สุดของโลก และส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ สารเคมี รวมถึงไวน์ไปยังสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ตลาดไวน์สเปนในสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันมาตั้งแต่ก่อนที่ทรัมป์จะออกมาข่มขู่ โดยในปี 2568 ยอดขายไวน์สเปนในสหรัฐฯ ลดลง 4.3% ในด้านมูลค่า และลดลง 6.2% ในด้านปริมาณ

ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์จึงประเมินว่า หากสหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการค้าต่อสเปนจริง ผลกระทบต่อสเปนอาจน้อยกว่าหลายประเทศในยุโรป อีกทั้งยังมองว่า คำประกาศของทรัมป์ในครั้งนี้มีน้ำหนักในเชิงการกดดันทางการเมือง มากกว่าจะเป็นมาตรการที่สามารถบังคับใช้ได้จริงในทันที

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...